winner

 

ในปี พุทธศักราช ๒๕๐๗ 

เวลาหกโมงเย็น.........
.
        ณ  ระเบียงบ้านที่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ หลังใหญ่พอสมควร ยกพื้นสูง พ่อกำลังปรึกษากับแม่ที่กำลังอุ้มท้องน้องคนที่แปด
.
        “ฉันคิดว่าจะต่อบ้านออกไปอีก ไม้มีเยอะแล้ว เสาก็มี แช่ไว้ในบ่อ ทีนี้ก็จะทำบ้านหลังใหญ่ๆ เราก็มีลูกหลายคนแล้วนี่”
        “อืม”
        “เออนี่ พี่เพิ่ม พี่สัญญากับฉันได้มั้ย ว่าถ้าลูกเราคนนี้เกิดมา พี่พยายามเลิกกินเหล้าได้หรือเปล่า”
        “..........................”
.
        ไร้ซึ่งคำตอบออกมาจากปากของพ่อ
.
        แม่รู้ทันทีว่าสิ่งใดคือคำตอบ เห็นว่าค่ำแล้วจึงตะโกนบอกลูกสาวทั้ง 7 คน ส่วนหนึ่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ในเพิงเล็กๆใกล้บ้าน ส่วนฉันในขณะนั้นมีอายุ 5 ขวบ กำลังวิ่งเล่นอยู่กับอีรินและอีแบ๊ะ
.
        “ลูกเอ๊ย เข้านอนกันได้แล้ว พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้า”
.
        พูดจบ แม่ก็ถือตะเกียงเดินตามพ่อเข้าไปในบ้าน
        ...............
        …........
        .......
.
เวลาสองยาม.........
.
        “อุ๊บ ปวดท้อง สงสัยจะคลอดแล้ว พาลงไปข้างล่างหน่อย” แม่บอกกับพ่อที่นอนอยู่ข้างๆ
        “อือ ค่อยๆ ลุกขึ้นนะ จะพาลงไปเดี๋ยวนี้แหละ”
        แล้วพ่อก็พาแม่ลงไปข้างล่าง พักอยู่ในเพิงใกล้ๆบ้าน
.
        “แม่จะคลอดแล้ว ลุกขึ้นพากันลงไปข้างล่างเร็วๆ”
.
        เสียงพี่เอียดมาปลุกน้องๆทุกคนที่นอนรวมกันอยู่ในห้องใหญ่ๆ  ฉันงัวเงียตื่นขึ้นมา แล้วเดินตามหลังพี่สาวลงมาข้างล่าง ขณะปลายเท้าจะสัมผัสลงบนบันไดขั้นแรกนับจากข้างบน
.
        “เฮ้ย!! มีนกแสกมาเกาะบนต้นมะขามแน่ะ  พี่เอียด ไอ้คร ไอ้ฑูรย์  อีบูรณ์  มึงดูสิ นั่นน่ะๆ”
        “.............................................”
.
        พี่ออโพล่งขึ้นมา  พร้อมกับสายตาทุกคู่ของพี่น้องอีกหกคน จับจ้องไปที่สิ่งมีชีวิตที่มีชื่อว่า “นกแสก” ที่เกาะอยู่ตรงกิ่งต้นมะขามพร้อมกับร้องด้วยเสียงอันดัง  บรรยากาศตรงแถวบันไดถูกความเงียบกริบเข้ามาปกคลุม  จนได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกได้อย่างชัดเจน  ทุกคนมิอาจพูดอะไรออกมาได้ ฉันรับรู้โดยสัญชาติญาณเลยว่า บรรดาพี่น้องต่างคิดไปในแนวเดียวกันกับฉัน
.
        “ทำไมนกแสกถึงต้องมาร้องในคืนนี้ด้วย ชักใจคอไม่ดีแล้วสิ”
.
        ถึงจะเป็นแบบนั้น ทุกคนต้องรีบไปที่เพิง
        พี่เอียดรีบวิ่งกุลีกุจอต้มน้ำไว้ให้แม่ พ่อก็เรียกพี่ออกับพี่สาคร พร้อมกับพูดว่า
.
        “แม่เจ็บท้องน่ะ ไม่รู้ว่าจะคลอดหรือเปล่า มึงสองคนรีบไปตามยายทิมมาเร็วๆ”
        “จ๊ะ”
.
        ทั้งสองขานรับพร้อมกัน แล้วออกไปตามยายทิม หมอตำแยประจำหมู่บ้านตามที่พ่อสั่ง
.
        “โอ้ยยย....”
.
        เสียงแม่ร้องด้วยความเจ็บปวด ทรมาน แต่ท่านก็พยายามอดทนเต็มที่ แม่เป็นคนใจแข็ง แต่ทว่า... ความทรมานแสดงออกมาจากทางสีหน้าได้อย่างชัดเจน
        ส่วนพ่อก็ไม่แสดงอาการเคร่งเครียดหรือกระวนกระวายออกมา แต่ในใจของท่านอยากได้ลูกชายสักคน และคงจะคิดว่า
.
        “เมียกูก็คลอดลูกออกมาเจ็ดคนแล้วนี่หว่า มันไม่น่าจะมีอะไรเลยนี่หว่า”
.
        ส่วนตัวฉันก็เอาแต่วิ่งเล่นตามประสาเด็กกับอีรินและอีแบ๊ะ อยู่นานพอสมควร จนความรู้สึกง่วงเข้ามาเกาะกิน จึงเดินกลับขึ้นไปนอนบนบ้านพร้อมกับน้องสาวทั้งสองคน
.
        หลังจากที่ฉันกลับเข้าไปนอนแล้ว ยายทิมก็มาดูแม่ จับที่ท้องของแม่ รู้ว่าเด็กในท้องหันเท้าออกมา ทำให้ลูกในท้องคลอดออกมายาก
        ............
        .........
        ......
.
เช้าวันต่อมา.......
.
        เริ่มมีเสียงคุยกันหลากหลายน้ำเสียง ฉันลืมตาตื่นขึ้นมา พร้อมกับรับรู้ “แม่ยังไม่คลอดน้องออกมาสักที” จากเสียงคุยกันที่ฉันจับความได้ เมื่อได้รู้ข่าวคนในหมู่บ้านเริ่มทยอยกันมา เมื่อกินข้าวเสร็จ  ฉันก็ออกไปวิ่งเล่นกับอีรินและอีแบ๊ะ ส่วนพ่อก็เอาแต่กินเหล้าย้อมใจจนเมาไม่รู้เรื่อง
        จนถึงตอนสาย คนในหมู่บ้านมาอยู่ในบริเวณบ้านเกือบทั้งหมู่บ้าน พร้อมกับญาติพี่น้องที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียง
         ฉันรู้สึกดีใจที่มีคนมากันเยอะแยะ  รวมทั้งเด็กๆที่พ่อแม่เขาพามากันอีกหลายคน ได้ชวนกันไปวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน
        บรรดาญาติๆพากันปรึกษาอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะขาม
.
        “กูว่าพาอีทับไปโรงพยาบาลดีกว่า มันก็ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ยังไม่เห็นคลอดออกมาสักที”
        “เออ กูก็ว่างั้นแหละ”  อีกคนพูดเสริม
        “เฮ้ย!!! อีครไปตามเกวียนลุงเหวาในหมู่บ้านมาให้หน่อยซิ ” ชายอีกคนร้องสั่ง

        "จ๊ะ" พี่สาครรับคำ
.
        เมื่อได้รับคำสั่ง พี่สาครวิ่งออกไปตามเกวียนลุงเหวาทันที
        สมัยนั้นระยะทางจากบ้านเป็นทางเล็กๆเต็มไปด้วยดินโคลนออกไปถนนใหญ่ ประมาณสามกิโล เดินทางด้วยเกวียนได้เพียงอย่างเดียว แล้วเดินทางต่อด้วยรถโดยสารเข้าไปในอำเภอเมืองโคราชอีกเกือบสามสิบกิโล ในวันหนึ่งๆ รถโดยสารที่วิ่