winner

 

ในปี พุทธศักราช ๒๕๐๗ 

เวลาหกโมงเย็น.........
.
        ณ  ระเบียงบ้านที่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ หลังใหญ่พอสมควร ยกพื้นสูง พ่อกำลังปรึกษากับแม่ที่กำลังอุ้มท้องน้องคนที่แปด
.
        “ฉันคิดว่าจะต่อบ้านออกไปอีก ไม้มีเยอะแล้ว เสาก็มี แช่ไว้ในบ่อ ทีนี้ก็จะทำบ้านหลังใหญ่ๆ เราก็มีลูกหลายคนแล้วนี่”
        “อืม”
        “เออนี่ พี่เพิ่ม พี่สัญญากับฉันได้มั้ย ว่าถ้าลูกเราคนนี้เกิดมา พี่พยายามเลิกกินเหล้าได้หรือเปล่า”
        “..........................”
.
        ไร้ซึ่งคำตอบออกมาจากปากของพ่อ
.
        แม่รู้ทันทีว่าสิ่งใดคือคำตอบ เห็นว่าค่ำแล้วจึงตะโกนบอกลูกสาวทั้ง 7 คน ส่วนหนึ่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ในเพิงเล็กๆใกล้บ้าน ส่วนฉันในขณะนั้นมีอายุ 5 ขวบ กำลังวิ่งเล่นอยู่กับอีรินและอีแบ๊ะ
.
        “ลูกเอ๊ย เข้านอนกันได้แล้ว พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้า”
.
        พูดจบ แม่ก็ถือตะเกียงเดินตามพ่อเข้าไปในบ้าน
        ...............
        …........
        .......
.
เวลาสองยาม.........
.
        “อุ๊บ ปวดท้อง สงสัยจะคลอดแล้ว พาลงไปข้างล่างหน่อย” แม่บอกกับพ่อที่นอนอยู่ข้างๆ
        “อือ ค่อยๆ ลุกขึ้นนะ จะพาลงไปเดี๋ยวนี้แหละ”
        แล้วพ่อก็พาแม่ลงไปข้างล่าง พักอยู่ในเพิงใกล้ๆบ้าน
.
        “แม่จะคลอดแล้ว ลุกขึ้นพากันลงไปข้างล่างเร็วๆ”
.
        เสียงพี่เอียดมาปลุกน้องๆทุกคนที่นอนรวมกันอยู่ในห้องใหญ่ๆ  ฉันงัวเงียตื่นขึ้นมา แล้วเดินตามหลังพี่สาวลงมาข้างล่าง ขณะปลายเท้าจะสัมผัสลงบนบันไดขั้นแรกนับจากข้างบน
.
        “เฮ้ย!! มีนกแสกมาเกาะบนต้นมะขามแน่ะ  พี่เอียด ไอ้คร ไอ้ฑูรย์  อีบูรณ์  มึงดูสิ นั่นน่ะๆ”
        “.............................................”
.
        พี่ออโพล่งขึ้นมา  พร้อมกับสายตาทุกคู่ของพี่น้องอีกหกคน จับจ้องไปที่สิ่งมีชีวิตที่มีชื่อว่า “นกแสก” ที่เกาะอยู่ตรงกิ่งต้นมะขามพร้อมกับร้องด้วยเสียงอันดัง  บรรยากาศตรงแถวบันไดถูกความเงียบกริบเข้ามาปกคลุม  จนได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกได้อย่างชัดเจน  ทุกคนมิอาจพูดอะไรออกมาได้ ฉันรับรู้โดยสัญชาติญาณเลยว่า บรรดาพี่น้องต่างคิดไปในแนวเดียวกันกับฉัน
.
        “ทำไมนกแสกถึงต้องมาร้องในคืนนี้ด้วย ชักใจคอไม่ดีแล้วสิ”
.
        ถึงจะเป็นแบบนั้น ทุกคนต้องรีบไปที่เพิง
        พี่เอียดรีบวิ่งกุลีกุจอต้มน้ำไว้ให้แม่ พ่อก็เรียกพี่ออกับพี่สาคร พร้อมกับพูดว่า
.
        “แม่เจ็บท้องน่ะ ไม่รู้ว่าจะคลอดหรือเปล่า มึงสองคนรีบไปตามยายทิมมาเร็วๆ”
        “จ๊ะ”
.
        ทั้งสองขานรับพร้อมกัน แล้วออกไปตามยายทิม หมอตำแยประจำหมู่บ้านตามที่พ่อสั่ง
.
        “โอ้ยยย....”
.
        เสียงแม่ร้องด้วยความเจ็บปวด ทรมาน แต่ท่านก็พยายามอดทนเต็มที่ แม่เป็นคนใจแข็ง แต่ทว่า... ความทรมานแสดงออกมาจากทางสีหน้าได้อย่างชัดเจน
        ส่วนพ่อก็ไม่แสดงอาการเคร่งเครียดหรือกระวนกระวายออกมา แต่ในใจของท่านอยากได้ลูกชายสักคน และคงจะคิดว่า
.
        “เมียกูก็คลอดลูกออกมาเจ็ดคนแล้วนี่หว่า มันไม่น่าจะมีอะไรเลยนี่หว่า”
.
        ส่วนตัวฉันก็เอาแต่วิ่งเล่นตามประสาเด็กกับอีรินและอีแบ๊ะ อยู่นานพอสมควร จนความรู้สึกง่วงเข้ามาเกาะกิน จึงเดินกลับขึ้นไปนอนบนบ้านพร้อมกับน้องสาวทั้งสองคน
.
        หลังจากที่ฉันกลับเข้าไปนอนแล้ว ยายทิมก็มาดูแม่ จับที่ท้องของแม่ รู้ว่าเด็กในท้องหันเท้าออกมา ทำให้ลูกในท้องคลอดออกมายาก
        ............
        .........
        ......
.
เช้าวันต่อมา.......
.
        เริ่มมีเสียงคุยกันหลากหลายน้ำเสียง ฉันลืมตาตื่นขึ้นมา พร้อมกับรับรู้ “แม่ยังไม่คลอดน้องออกมาสักที” จากเสียงคุยกันที่ฉันจับความได้ เมื่อได้รู้ข่าวคนในหมู่บ้านเริ่มทยอยกันมา เมื่อกินข้าวเสร็จ  ฉันก็ออกไปวิ่งเล่นกับอีรินและอีแบ๊ะ ส่วนพ่อก็เอาแต่กินเหล้าย้อมใจจนเมาไม่รู้เรื่อง
        จนถึงตอนสาย คนในหมู่บ้านมาอยู่ในบริเวณบ้านเกือบทั้งหมู่บ้าน พร้อมกับญาติพี่น้องที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียง
         ฉันรู้สึกดีใจที่มีคนมากันเยอะแยะ  รวมทั้งเด็กๆที่พ่อแม่เขาพามากันอีกหลายคน ได้ชวนกันไปวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน
        บรรดาญาติๆพากันปรึกษาอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะขาม
.
        “กูว่าพาอีทับไปโรงพยาบาลดีกว่า มันก็ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ยังไม่เห็นคลอดออกมาสักที”
        “เออ กูก็ว่างั้นแหละ”  อีกคนพูดเสริม
        “เฮ้ย!!! อีครไปตามเกวียนลุงเหวาในหมู่บ้านมาให้หน่อยซิ ” ชายอีกคนร้องสั่ง

        "จ๊ะ" พี่สาครรับคำ
.
        เมื่อได้รับคำสั่ง พี่สาครวิ่งออกไปตามเกวียนลุงเหวาทันที
        สมัยนั้นระยะทางจากบ้านเป็นทางเล็กๆเต็มไปด้วยดินโคลนออกไปถนนใหญ่ ประมาณสามกิโล เดินทางด้วยเกวียนได้เพียงอย่างเดียว แล้วเดินทางต่อด้วยรถโดยสารเข้าไปในอำเภอเมืองโคราชอีกเกือบสามสิบกิโล ในวันหนึ่งๆ รถโดยสารที่วิ่งอยู่มีน้อย จึงทำให้มีรถวิ่งเพียงไม่กี่เที่ยว
        ..........
        ........
        ......
.
จวบจนเที่ยงวัน ...
.
       แม่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลอดน้องออกมา
.
        “ไม่ไหวแล้ว ยายทิมช่วยตามลูกๆมาให้หน่อย ”  แม่ร้องบอกยายทิม
        “ได้  เดี๋ยวกูไปตามให้”
.
        ยายทิมก็วิ่งออกมาตะโกนเรียกพี่เอียด
.
        “เอียดเอ๊ย... พาน้องขึ้นมาหาแม่มึงเร็วๆ”
.
        เมื่อได้ยินเช่นนั้น พี่เอียดเรียกน้องทุกคนเข้าไปหาแม่ ฉันเดินตามขึ้นไป เห็นแม่น้ำตานองหน้า
.
        “ลูกๆ เข้ามาใกล้หน่อยซิ ”
.
        บรรดาลูกๆ ขยับเข้าไปหาแม่ในระยะประชิด
.
        “เอียดเอ๊ย... ดูแลน้องนะลูก แม่คงอยู่กับลูกไม่ได้แล้ว น้องยังเล็กอยู่ แม่ฝากน้องด้วย”
        “จ๊ะแม่ ”
.
        พี่เอียดตอบรับด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยน้ำตา
.
        “พี่เพิ่ม... อย่ากินเหล้านัก ดูแลลูกด้วย”
        “ ...................... ”
.
        แม่สั่งเสียกับพ่อ พร้อมกับมองด้วยแววตาอันเศร้าสร้อยมายังร่างของพ่อที่ไม่อาจครองสติตอบรับได้ในบริเวณนั้น
อยู่ๆ  แม่ก็โพล่งขึ้นมาว่า...
.
        “เขามารับแม่แล้ว มีดนตรีปี่พาทย์ เขามากันแล้ว”
.
        แล้วแม่ก็สะดุ้ง “เฮือก” สุดตัว ท่ามกลางความตกใจของทุกคน จู่ๆ นำเสียงก็เปลี่ยนไป พูดออกมาเป็นภาษาเขมร

        "##########################"

        นำเสียงเปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้พูดเป็นภาษาลาว

        "@@@@@@@@@@@@@@@@@@@"

        ท่ามกลางความงุนงงที่ทุกคนฟังไม่ออกว่าแม่พูดอะไร ทั้งๆที่แม่ไม่รู้ภาษพวกนี้เลยสักนิด นำเสียงแม่เปลี่ยนไปอีกครั้ง ฟังคล้ายกับเสียงผู้ชาย พูดขึ้นมาว่า

        "กูอยากกินไก่ หาให้กูสักตัวหน่อยซิ"

        พ่อตวาดสวนกลับ

        "ให้คลอดออกมาก่อน แล้วจะให้กิน"

        แม่ถลึงตาใส่ ส่วนพี่สาครถือมีดนั่งขู่สิ่งที่ไม่มีตัวตนอยู่ในร่างแม่

        "ไก่แค่ตัวสองตัวแค่นี้ ก็น่าจะให้เค้าไปซะ"

        บางคนสบถด้วยความฉุนเฉียวเล็กๆ 

        มิทันคาดคิด ร่างของแม่ลุกขึ้นมาร่ายรำ ทั้งๆที่ท้องโต และเจ็บปวดทรมาน ร่ายรำอยู่ประมาณสองสามนาที จากนั้นร่างของแม่ก็ค่อยๆล้มลง สิ้นใจในบัดดล พร้อมกับนัยน์ตาเบิกโพลง
        ยายทิมเอามือไปแตะที่จมูก และจับชีพจรที่แขนบนร่างอันไร้วิญญาณของแม่ พร้อมกับบอกว่า
.
        “แม่มึงไปแล้วล่ะ”
        “ฮือๆๆๆ...”
        บรรดาพี่สาวของฉันต่างก้มหน้าปล่อยโฮพร้อมกัน ฉันได้แต่ยืนมองพี่ๆ ร้องไห้ ฉันรับรู้ด้วยเช่นกันว่า
.
        “แม่ได้จากพวกเราไปแล้ว”
.
        พลัน!!! สายตาของฉันมองเห็นบางอย่างบินวนเวียนอยู่บริเวณต้นมะขามที่นกแสกเคยเกาะอยู่ และบินไปยังต้นไม้ต้นอื่นๆ ฉันมองอยู่นานจนแน่ใจว่า นั่นคือ “นกแก้ว” ที่เลี้ยงไว้ในกรงแขวนอยู่ตรงชายคาบ้าน
.
        “มันออกมาได้ยังไง”  ฉันรำพึงอยู่ในใจ
.
        และแล้วมันก็บินจากไป ฉันรู้สึกราวกับว่ามันยังห่วงหา อาลัย อาวรณ์ และพาวิญญาณของแม่ไปด้วย
.
        ..........
.
        “เฮ้ย!!! เร่งมือหน่อยสิ เดี๋ยวก็เย็นหรอก”
.
        ชายวัยกลางคนพูดเร่งเร้าให้คนอื่นๆ ช่วยกันต่อโลงศพ ส่วนฉันยังวิ่งเล่นอยู่กับน้องและเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านที่อยู่ในบริเวณบ้าน
        ..........
        ........
        ......
.
ในตอนเย็น.....
.
        หลังจากชาวบ้านช่วยกันต่อโลงไม้เสร็จ ลุงทรเดินมาบอกกับพวกฉันที่ยังวิ่งเล่นอยู่
.
        “พวกมึงสามคนนั่นน่ะ มาดูหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้ายเร็ว”
.
        ฉันและน้องสาวอีกสองคนเดินตามลุงทรอย่างว่าง่าย เห็นพี่สาวอีกสี่คน ยังสะอึกสะอื้น น้ำตานองหน้า หน่วยน้ำตาของฉันเริ่มทำงาน ร้องไห้ตามพี่ๆ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกสลด หดหู่
.
        “เอ้า!!! ช่วยกันอุ้มอีทับหน่อยเร็ว เดี๋ยวก็มืดหรอก”  ลุงทรร้องบอก
.
        ชายฉกรรจ์นับสิบคน รีบอุ้มร่างอันไร้วิญญาณอันหนักอึ้งของแม่ มาใส่ไว้ในโลง ดวงตาบนใบหน้าของแม่ยังเหลือกโพลง หลายคนพยายามปิดตาของแม่ให้หลับลง ใบหน้าอันคุ้นเคยนั้นไม่อาจหลับตาลงได้
.
        “สงสัยอีทับยังห่วงพวกมึงอยู่ มันตายตาไม่หลับหรอก”
.
        ลุงทรรำพึงขึ้นมา พร้อมกับสั่ง
.
        “อีเอียด มึงมาปิดตาแม่มึงซิ แม่ยังห่วงพวกมึง มันไม่ยอมหลับเลย”
.
        พี่เอียดเดินมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา ไปที่โลงศพแม่ พร้อมกับเอ่ย
.
        “หลับให้สบายเถอะแม่ ไม่ต้องห่วงพวกฉันหรอก”
.
        ว่าแล้ว พี่เอียดเอามือปิดดวงตาของแม่อย่างแผ่วเบา หลับลงอย่างสงบ
.
        “เฮ้ย!!! พวกมึงมาดูหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้ายเร็ว”  ลุงทรร้องเรียก
.
        ฉันและบรรดาพี่สาว น้องสาวอีกหกคน เดินไดดูหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้ายในโลงศพ แล้วกอดกันร้องไห้โฮ ท่ามกลางแววตาเวทนา สงสารของชาวบ้านที่อยู่ ณ ที่นั้น ฉันเคยได้ยินพวกเขาพูดคุยกันก่อนหน้านี้
.
        “พวกนี้ขาดแม่ไปแล้ว มันจะอยู่หากินกันยังไง ก็มีแต่เด็กผู้หญิงทั้งเจ็ดคน แล้วพ่อก็ยังเมาแหยมแหยะซะอีก”
.
        จากนั้น พวกชาวบ้านปิดฝาโลง พร้อมกับตอกตะปูสี่นิ้วลงบนฝาโลง
.
        อาทิตย์เริ่มจะอัสดง พวกชาวบ้านช่วยกันหามโลงศพแม่ไปป่าช้าไกลออกไปราวๆ กิโลกว่าๆ
.
        “ลุงทร ฉันขอไปด้วยได้ไหม”  ฉันเอ่ยปากถามลุงทร
        “ไม่ได้ .. มึงอยู่กับพี่สาวที่นี่แหละ เค้าไม่ให้ลูกตามไป เข้าใจหรือเปล่า”
.
        คำตอบจากลุงทร ฉันไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ หันกลับมามองที่บ้านก็เห็นพวกพี่ๆ ร้องไห้ ฉันตัดสินใจวิ่งตามพร้อมกับอีรินและอีแบ๊ะ จนถึงสระน้ำหน้าป่าช้า ฉันปีนขึ้นไปบนต้นหมันริมสระน้ำ นั่งบนกิ่งสูงๆ มองพวกเขาหามโลงศพแม่จนลับตา อีรินกับอีแบ๊ะก็นั่งมองพวกเขาอยู่ใต้ต้นไม้ที่ฉันปีนอยู่
        ..........
        ........
        ......
.

ในค่ำวันนั้น...
.
        “น้องคนเล็กของพวกมึง เป็นผู้ชาย”
.
        เป็นคำตอบจากยายทิม ที่ตามไปผ่าท้องศพแม่ ฉันและพี่น้องคนอื่นๆ ต่างรับรู้ร่วมกัน ยกเว้นพ่อที่ยังครองสติไม่อยู่เพราะความเมามาย
.
.
        ความยากลำบากนานัปการ ที่มีทั้งสุข เศร้า ผิดหวัง สมหวัง เริ่มกวักมือเรียกพวกฉันโดยไม่รู้ตัวนับแต่นั้นมา
.
.
.

© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์  ลิมป์คุ้มธรณี
     ปีที่เผยแพร่ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๐
 

 

หลังจากที่แม่ตาย...
.
        พ่อทำใจไม่ได้ ไม่มีกำลังใจจะทำงานต่อ หายออกไปจากบ้าน ภาระทุกอย่างจึงตกไปอยู่ที่พี่เอียด
        บ้านของฉันอยู่ตรงข้ามกับสระน้ำและวัด ตกเย็นจะมีคนมาตักน้ำ และอาบน้ำไปพร้อมๆกันทั้งหมู่บ้าน ฉันไปนั่งเขี่ยดินตรงสระน้ำแห่งนั้นเป็นประจำ
.
        “เมื่อคืน... ฉันเดินผ่านบ้านอีทับ ได้ยินเสียงคนกล่อมลูกด้วย” หญิงคนหนึ่งที่อาบน้ำอยู่เอ่ยขึ้น
        “เออ... นี่ เมื่อคืนฉันก็เดินผ่านบ้านมัน เห็นคนท้องโตคล้ายกับมัน เดินหายเข้าไปในกอไผ่บ้านมันด้วยล่ะ หูย... พูดงี้แล้วขนลุกเลยนะเนี่ย” หญิงอีกคนกล่าวเสริม
        “ฮื่อ.... มันเฮี้ยนจริงๆแฮะ แล้วลูกมันอยู่กันได้ยังไงล่ะเนี่ย” พูดพลางหันมามองทางฉันที่กำลังนั่งเขี่ยดินอยู่ริมสระ”
        “อย่าไปสนใจเลย... ฉันว่าพวกเรารีบอาบน้ำก่อนเถอะ เดี๋ยวมันจะมืดกันพอดี”
        หญิงอีกคนหันมามองท้องฟ้าสักพัก
        “เออ... ฉันก็ว่างั้นแหละ”
.
        พวกเขาพูดโดยไม่สนใจฉันเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังชำเลืองตาอันเต็มไปด้วยความสงสัยมามองฉันที่อยู่ริมสระ
.
        “ฉันอยู่บ้านนั้นมาตั้งนาน ไม่เห็นมันจะมีอะไร พวกนี้พูดกันไปได้” ฉันรำพึงอยู่ในใจ
        ...........
        .......
        .....
.
เมื่อถึงฤดูทำนา...
.
        พี่เอียดกำลังจะพาน้องสาวอีกสามคนออกไปทำนา ที่นาอยู่นอกหมู่บ้านออกไป ต้องเดินข้ามห้วยลำเชียงไกร  ผ่านกระดานไม้เก่าๆ ยาวประมาณยี่สิบเมตร ปูไว้เป็นสะพานสามสี่แผ่น เข้าไปบริเวณโนนตะหนิน ซึ่งบ้านหลังเก่าของฉันเคยอยู่ที่นั่น บัดนี้เหลือเพียงพุ่มไม้เตี้ยๆ ครึ้มๆ กับไม้ยืนต้นตระหง่านเพียงไม่กี่ต้น ที่นาของพวกฉันอยู่ใกล้ๆกัน
        พี่เอียดจัดการแบ่งงานให้น้องๆทำ
.
        “เดี๋ยวกูจะแบกไถไปเอง อีออมึงหิ้วน้ำตามไป”
        “จ๊ะ พี่เอียด” พี่ออรับคำ
        “อีฑูรย์ ไล่ควายไปโนนตะหนินก่อน” พี่เอียดสั่งพลางชี้มือไปที่โนนตะหนิน
        “จ๊ะ” ไอ้ฑูรย์รับคำ
        “อีคร มึงหุงข้าวอยู่ที่นี่ก่อน หุงเสร็จ มึงก็เอาข้าวตามไปทีหลัง”
        “จ๊ะ” พี่สาครรับคำ
        “พี่เอียด ให้ฉันไปดา” ฉันพูดก่อนที่พี่เอียดจะสั่ง
        “ไม่ได้ มึงดูอีรินก๊ะอีแบ๊ะอยู่ที่บ้านนี่แหละ อย่าตามไปเลย” พี่เอียดร้องบอก
        “พี่เอียด ฉันจะพาอีรินก๊ะอีแบ๊ะไปดา” ฉันยื่นเงื่อนไข
        “ไปแล้ว มึงจะพาน้องไปเล่นซนรึเปล่า มึงจะดูน้องได้รึเปล่า” พี่เอียดร้องถาม
        “ไม่ซน ฉันจะไม่พาอีรินก๊ะอีแบ๊ะเล่นน้ำ เล่นโคลน เดี๋ยวฉันช่วยเลี้ยงควายดีกว่า พี่เอียดให้ไอ้ฑูรย์ไปหาผักเหอะ”
        “ตามใจมึง” พี่เอียดตอบรับด้วยความจนใจ
        ..................
        ............
        .......
.
ที่โนนตะหนิน.....
.
        “เอาขนมนี่มั้ย ป้าไม่คิดตังค์หรอก” แม่ค้าจากตลาดพูดพร้อมกับยื่นขนมให้กับฉันและน้อง
        “ไม่เป็นไรจ๊ะ ขอบคุณ” ฉันพูดพร้อมกับพาอีรินและอีแบ๊ะเลี่ยงไปทางอื่น
.
        แม่ค้าคนนี้มักจะหาบของมาขายอยู่เสมอ และมีคนเดินผ่านไป-มาซื้อของอยู่เรื่อยๆ
        ฉันเดินพาอีรินกับอีแบ๊ะขึ้นมาอยู่บนโนนตะหนิน ฉันรู้สึกว่าไม่มีอะไรทำ จึงเดินไปบอกไอ้ฑูรย์ที่กำลังเลี้ยงควายอยู่ใกล้ๆ
.
        “ไอ้ฑูรย์ ฉันเลี้ยงควายให้ดีกว่า แกไปหาผักเถอะ”
        “ได้ มึงเลี้ยงควายอยู่ที่นี่นะโว้ย” ไอ้ฑูรย์ตะโกนบอก
.
        พูดจบ ไอ้ฑูรย์ก็เดินดุ่มๆ ออกไปทางอื่น พร้อมกับมีหนังสะติ๊กแนบอยู่ที่เอวหนึ่งอัน
        .....................
        .............
        .......
.
ในตอนเย็นวันนั้น...
.
        ไอ้ฑูรย์เดินกลับมา พร้อมกับหาบที่มีผักกับปลาจำนวนมิน้อยอยู่ข้างใน
.
        “อีฑูรย์ มึงไปหาผักก๊ะปลามาจากไหน” พี่เอียดเริ่มต้นถามด้วยความสงสัย
        “ฉันไปหาตามบ่อน่ะ พี่เอียด” ไอ้ฑูรย์ตอบแบบท่าทางมีพิรุธ
        “มึงตอบกูมาจริง จิ๋ง  ผักก๊ะปลาหาตามบ่อมันจะเยอะขนาดนี้ได้ยังไง” พี่เอียดคาดคั้น
        “เอ่อ....  ฉันเห็นเค้าดักไชไว้ ก็ไปจับปลาในไชเค้า ฉันเห็นเค้าปลูกผักไว้ ก็ไปเก็บเอามา” ไอ้ฑูรย์สารภาพความจริง
        “มึงไปขโมยเค้ามาทำไม?” พี่เอียดถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
        “ฉันไม่ได้ขโมยซะหน่อย” ไอ้ฑูรย์แย้ง
        “อีฑูรย์ ถ้ามึงเป็นเจ้าของไชไปดักปลาไว้ ก๊ะผักที่มึงปลูกไว้ แล้วมีคนไปขโมยของมึง มึงจะคิดยังไง” พี่เอียดอธิบายเหตุผลด้วยสีหน้าขึงขัง
        “งั้น ... เดี๋ยวฉันจะเอาของเค้าไปคืน”
        “ไม่ต้องหรอก เอาไปทำกับข้าวซะไป ทีหลังมึงอย่าทำอีก” พี่เอียดกำชับ
        .....................
        .............
        .......
.
หลังจากทำนาเสร็จ...
.
        ตอนนั้นฝนตกหนัก และน้ำที่ถูกปล่อยออกมาจากคลองไผ่ ผ่านลงมาลำเชียงไกร บังเอิญมีลุงคนหนึ่งเดินผ่านมาที่บ้าน
.
        “ลุง ก๊ะนาฉันน้ำท่วมรึเปล่า” พี่เอียดถาม
        “โหย.. นาก๊ะแถวนั้นโดนน้ำท่วมหมดนั่นแหละ มึงไปดูเถอะ”
.
        ได้ยินตำตอบเช่นนั้น พี่เอียดอยากไปดูด้วยตาตนเอง จึงเดินมาชวนพี่ออ
.
        “อีออ มึงไปดูนาก๊ะกูดีกว่า” พี่เอียดชวนพี่ออ
        “จ๊ะ พี่เอียด” พี่ออตอบรับ
.
        ขณะที่พี่สาวสองคนกำลังจะเดินออกไป ฉันวิ่งตามหลัง
.
        “พี่เอียด ให้ฉันไปดา” ฉันร้องตาม
        “มึงอยู่ดูอีรินก๊ะอีแบ๊ะดีกว่า” พี่เอียดร้องสั่ง
        “พี่สาครก็อยู่ ให้ฉันไปดาเด้อ” ฉันยืนยันคำเดิม
        “เออ...  งั้นมึงตามมาเหอะ” พี่เอียดพูดด้วยสีหน้าเอือมระอา
        .........................................

        “มันจะตามมาทำไมก็ไม่รู้”
.
        พี่เอียดบ่น ขณะเดินข้ามสะพานไม้เก่าๆ พร้อมกับจับมือฉันเดินตาม
        ระหว่างทาง ฉันสามคนต่างก็เห็นน้ำท่วมนาที่อยู่ใกล้เคียง รู้ได้ทันทีว่า “น้ำต้องท่วมหนักแน่ๆ”
เมื่อเดินมาถึงนา ภาพที่ปรากฏแก่สายตา เป็นที่นา มีแต่น้ำท่วม มองไม่เห็นกล้าที่ปักดำไว้ก่อนหน้านี้
        ความวิตกกังวลปรากฏอยู่บนใบหน้าของพี่เอียดอย่างชัดเจน
.
        “อุ๊ย... ดีจังเลย น้ำท่วมนาหมดแล้ว ไม่ต้องเกี่ยวข้าวแล้ว”
.
        เสียงพูดดังขึ้น ฉันกับพี่เอียดหันไปมองเห็นพี่ออนั่งอยู่บนสะพานไม้ กระดิกขาตีน้ำกระเพื่อม
        พี่เอียดมองพี่ออด้วยสีหน้าเอือมระอา
.
        “กลับบ้านเหอะ” พี่เอียดพูดพร้อมกับจูงมือฉัน
.
        “แล้วมันจะคิดกันบ้างมั้ยว่า ไม่มีข้าวจะกิน จะพากันอดตายกันหมด” พี่เอียดเดินจูงมือฉันพร้อมกับบ่น
        .....................
        .............
        .......
.
1 ปีต่อมา หลังจากที่แม่ตาย...
.
        “อีคร มึงไปทำงานโรงแรมในโคราชมั้ย” อาที่มาจากในเมืองชวนพี่สาคร
        “ไปจ๊ะ” พี่สาครตอบรับด้วยแววตายินดี
.
        แล้วพี่สาครตามอาไปทำงานทำความสะอาดในโรงแรมที่โคราช
        หลังจากนั้น ลุงหว่าง คนที่เคยอยู่ในหมู่บ้าน เป็นเจ้าของไร่ข้าวโพด ข้าวฟ่างที่เขาแตงโม(อยู่ในอำเภอเทพารักษ์ในปัจจุบัน) เดินมาหาที่บ้าน
.
        “เอียดเอ๊ย... ลงมานี่หน่อยซิ” ลุงหว่างตะโกนเรียกขณะที่พี่เอียดอยู่บนบ้าน
        “จ๊ะ ลุงหว่าง มีอะไรเหรอ”
.
        พี่เอียดเดินมา ลุงหว่างเอ่ยปากชวน
.
        “ที่ไร่กูยังขาดคนงานหักข้าวโพด มึงจะไปทำงานก๊ะกูมั้ย”
        “ไปจ๊ะ ว่าแต่ก๊ะไร่แกขาดคนหักข้าวโพดจั๊กคน” พี่เอียดตกลงพร้อมเอ่ยปากถาม
        “หลายคน อีออมึงไปทำด้วยมั้ย” ลุงหว่างตอบพร้อมกับชวนพี่ออ
        “ไปจ๊ะ ลุงหว่าง” พี่ออรับคำ
        “พี่เอียด ให้ฉันไปดา” ไอ้ฑูรย์ร้องขอ
        “ไปทำที่นู่น ต้องลงจากรถ เดินเข้าไปไกลตั้งเก้ากิโล มึงจะไหวมั้ย”
        “ไหว” ไอ้ฑูรย์ตอบด้วยสีหน้าขึงขัง
        “งั้น... พวกมึงสามคนก็ไปทำงานก๊ะกูหมดนี่แหละ” ลุงหว่างสรุป
        “ลุงหว่าง แล้วจะไปกันวันไหน” พี่เอียดถามขึ้น
        “มะรืนนี้แหละ” ลุงหว่างบอก
        .....................
        .............
        .......
.
วันที่พี่สาวสามคนออกเดินทาง....
.
        พี่เอียด พี่ออ และไอ้ฑูรย์ เตรียมลังกระดาษใส่เสื้อผ้า ถุงปุ๋ยใส่ข้าว  กำลังจะเดินไปรอรถประจำทางที่หัวถนน ไกลออกไปจากบ้านประมาณสามกิโล
.
        “กูจะไปทำงานแล้ว กูห่วงมึง อีรินก๊ะอีแบ๊ะ พวกมึงจะอยู่กันได้รึเปล่า” พี่เอียดถามด้วยแววตาอ่อนโยน
        “ได้จ๊ะ” ฉันกับน้องสาวอีกสองคนรับคำพร้อมกัน
        “อีบูรณ์ มึงดูน้องให้ดีๆด้วย” พี่เอียดกำชับ
        “จ๊ะ พี่เอียด” ฉันรับคำ
        “กูซื้อข้าวสารไว้ให้แล้ว ถ้ามีอะไรก็ไปหาแม่ใหญ่(ยาย) ก๊ะบ้านใหญ่(ใช้เรียกแทนหมู่บ้าน)”
        “จ๊ะ ฉันรู้แล้ว”
.
        บ้านของยายควายอยู่ในหมู่บ้าน เลยวัดถัดออกไปอีก
.
        “ดูน้องให้ดีๆนะ” พี่เอียดกำชับกับฉันอีกครั้งก่อนเดินออกไป
        “จ๊ะ”
.
        และแล้ว... พี่สาวทั้งสามคนเดินถือลังกระดาษและถุงปุ๋ยเดินไกลออกไปจากสายตาของฉัน
.
        “ป่ะ อีริน อีแบ๊ะ เข้าบ้านเหอะ” ฉันชวนน้องสาวทั้งสอง
        “อื่อ...” น้องสาวทั้งสองพยักหน้ารับคำ
.
        ฉันเดินพาน้องสาวทั้งสองรีบเข้าบ้าน
.
.
        ด้วยความไร้เดียงสา ฉันไม่อาจรู้ว่าความยากลำบากกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที....
.
.
.
© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์  ลิมป์คุ้มธรณี
     ปีที่เผยแพร่ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๐