up

        “นม  อุโด้ส”

        จั่วหัวเรื่องแบบนี้ ผู้อ่านหลายท่านอาจจะตั้งคำถาม “อะไรของมันฟระ???” แต่คำเฉลยต่อปุจฉาข้อนี้ ผมวางไว้ที่บรรทัดต่อไปครับ

        นม อุโด้ส ก็คือ คุณโน้ส อุดม แต้พานิช นักเดี่ยวไมโครโฟนมือหนึ่งแห่งสยามประเทศ ณ เวลาปัจจุบันนี้นั่นเอง

        และนม อุโด้ส ก็เป็นคำผวนชื่อของเขา ที่คุณโต้ - ชีริ๊ก ติ๊ก - ชิโร่ เรียกขานเขา ซึ่งเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ถูกนำมานั่งยางกันสดๆ ในการแสดงเที่ยวล่าสุด ภายใต้ชื่อ STAND UP COMEDY  เดี่ยวไมโครโฟน 7 หรือเรียกสั้นๆว่า “เดี่ยว 7” ซึ่งเปิดการแสดงไปแล้วระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 2 มีนาคม พ.ศ.2551 เป็นจำนวนถึง 38 รอบด้วยกัน

 

        ผมชมการแสดงสดผ่านทางบันทึกการแสดงสด ทั้งในรูปแบบ VCD และ DVD ซึ่งมีความยาวเกือบ 5 ชั่วโมงเต็ม โดย VCD จะมีอยู่ 5 แผ่นด้วยกัน และยังถูกดูดเสียงบางช่วงเป็นของกำนัลอีกตะหาก ขณะที่ DVD มี 2 แผ่น ซึ่งในแผ่นที่ 2 มีเมนูให้เลือกเพิ่มเติม เช่น มิวสิควีดีโอ ฉากที่ถูกตัด และกล่องข้อความถึงคุณโน้ส อุดม

        ในเดี่ยว 7 ยังไม่ทิ้งเอกลักษณ์การเริ่มต้นโดยนำบรรดาดารา นักแสดง หรือบุคคลซึ่งเป็นที่รู้จักในวงสังคมให้ความเห็นเกี่ยวกับการแสดงของเขา ซึ่งในส่วนนี้จะเยิ่นเย้อมากไปนิด เพราะรับประทานเนื้อที่ไปเกือบครึ่งแผ่นแรก (เฉพาะ VCD)

        ตลอดการร่ายมนตร์ผ่านไมโครโฟนกระเดียดไปในแนวการตั้งข้อสังเกต เสียดสี ประชดประชันเรื่องราวต่างๆ ที่รายรอบตัว ซึ่งสามารถเรียกเสียงฮาลั่นกันทั้งบ้าน โดยเฉพาะการล้อเลียนผู้มีอำนาจ ทั้งกลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มอำนาจใหม่ และกลุ่มอำนาจกลางเก่ากลางใหม่ของบ้านนี้เมืองนี้ (มันเป็นอะไรกันไปโหม้-------ด)

        กลวิธีการเล่าเรื่อง การแสดงสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงของคุณโน้ส ที่เข้าถึงอารมณ์อย่างยิ่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นจุดเด่นที่เรียกความสนใจจากผู้คนได้ไม่ยาก

         เพลงแร๊พล้อเลียนบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง (ที่สุ้มเสี่ยงโดนฟ้องแบบสุดๆ) กับเรื่อง Art ตัวมารดา เป็นการแสดงที่เรียกเรตติ้งจากผู้ชมได้มากในอันดับต้นๆ เพียงแค่เริ่มต้นเบิกโรง พี่แกก็แสดงท่าทางล้อเลียนอดีตผู้นำประเทศท่านหนึ่ง ด้วยการก้มลงกราบงามๆ บนพื้นเวที เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมจนลั่นฮอลล์

         หากลองคลิกเข้าไปดูเมนูกล่องข้อความ ใน DVD แผ่น 2 ซี่งเป็นการตัดเทปที่ผู้เข้าชมการแสดง มากหน้า หลายตา มาทักทายในตู้ที่ทางทีมงานจัดเตรียมไว้ ตั้งกล้องพร้อมปุ่มกด สำหรับบันทึกของผู้ที่ต้องการฝากข้อความถึงคุณโน้ส แต่ที่บรรดาผู้ชมหลายท่านนึกไม่ถึงแน่นอน ตรงที่กล้องตัวนั้นจะบันทึกตลอดเวลาโดยไม่ต้องกดปุ่ม (ดอกนี้โดนไปเต็มๆเลยครับ) บันทึกตั้งแต่ผู้ชมมาอยู่เบื้องหน้ากล้อง ซึ่งเบื้องหลังและภาพหลุดๆ ของผู้ชมที่ฝากข้อความ ก็มาเผยแพร่อยู่ในเมนูนี้ อันที่จริง ผมเห็นว่าส่วนนี้อัตราความ “ฮา” มีมากกว่าการแสดงบางช่วงด้วยซ้ำไป

         เดี่ยว 7 ก็มีข้อตำหนิอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงแร๊ฟแหล่ (ก่อนเข้าช่วงแร๊ฟล้อเลียนการเมือง) ออกจะยืดมากไปหน่อย เฉพาะส่วนนี้เล่นไปชั่วโมงกว่าๆ ร่วมกับดนตรีเนือยๆ เนื้อเพลงที่วกวนไปมา หารันเวย์ลงแทบไม่ได้ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกเบื่อหน่ายช่วงนี้แบบสุดๆ

         บางมุขก็ซ้ำกับชาวตลกคณะอื่นๆ หรือเคยผ่านตามาจากฟอร์เวิร์ดเมลมาก่อน เช่น ที่มาของเพลงแร๊พ หรือที่มาของชื่อผลไม้ไทยในภาคภาษาฝาหรั่ง ซึ่งมุขนี้..... ถ้าผมจำไม่ผิด ผองเผ่าบรรดาแก๊งค์ 3 ช่าน่าจะเคยเอามายำแล้วในรายการชิงร้อยชิงล้านเมื่อหลายปีก่อน

         สิ่งที่ทำให้รู้สึกเซ็งแบบสุดๆ ก็เห็นจะเป็นคุณภาพของเสียง ทั้งใน VCD และ DVD ต่างก็มีอาการเช่นเดียวกันหมด ซึ่งในครึ่งแรกของเดี่ยว 7  หลายช่วงเสียงจะหาความสม่ำเสมอมิได้เลย เดี๋ยวเบา เดี๋ยวดัง ถ้ายิ่งไปเปิดในเครื่องเล่น ก็ยิ่งฟังไม่รู้เรื่อง ผมจึงนำมาเปิดในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยต้องเปิดวอลลุ่มให้ดังเข้าไว้ ซึ่งถือว่าอาการยังทุเลาลงไปได้บ้าง แต่ก็เสียอรรถรสไปมากพอสมควร

         โดยรวมแล้ว เดี่ยว 7 ถือว่าเป็นบันทึกการแสดงสดที่ให้ความบันเทิงพอสมควร ซึ่งนำเสนอได้ดีกว่าเดี่ยวไมโครโฟนชุดที่ผ่านมา ดังที่ผมเห็นได้จากการเตรียมความพร้อมในส่วนการแสดง เนื้อหา อุปกรณ์ต่างๆ และเครื่องมือประกอบได้ดีขึ้น ถึงแม้การบันทึกเสียงถือว่าสอบตกแบบเต็มๆก็ตาม

         อย่างไรก็ตามเดี่ยว 7 ก็นำเสนอสาระมาฝากพอสมควร โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความเชื่อ ที่มักทำกันอย่างไม่ทราบสาเหตุ และคุณโน้สก็เน้นเรื่องนี้ในการแสดงสดตลอด ซึ่งอันที่จริง ผมคิดว่าประเด็นนี้สามารถแก้ไขได้โดย......

         ใช้เหตุผลจากการปฏิบัติ มากกว่าใช้ความรู้สึก (ที่มักเข้าข้างตัวเอง) เป็นที่ตั้ง

         อันเป็นหลักกาลามสูตรของพระพุทธองค์นั่นเอง

 

                                                                                                        ดินสอ 2B
                                                                                                        ---------

 

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ศิลปะและบันเทิง" จากหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
ฉบับวันที่  3 - 6  ตุลาคม  2551 หน้า  10 
-----------------------------------------------------------------------

 

        “ขอให้พี่น้องประชาชน มาใช้บริการของส่วนราชการ เพื่อจะเดินทางไปยัง
โรงพยาบาลมหาราช เนื่องจากการขนส่งไม่สามารถใช้การได้ มีน้ำท่วมขังสูง ทำให้
ยานพาหนะทั่วไป ไม่สามารถสัญจรได้............”

        เสียงจากลำโพงบนรถเคลื่อนที่เร็วขนาดเล็ก ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนหน้าโรงพยาบาลมหาราช
ตัดภาพเข้าไปภายในรถ มีคุณสุวิทย์ ทองดอนโต หัวหน้าปฏิบัติงานป้องกันและบรรเทาสาธารณ
ภัย เขต 5 (ปภ.) ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวในครั้งนี้ ซึ่งเข้ามาปฏิบัติงานด้วยตนเอง พร้อมกับทีมงาน
อีกสามชีวิต (ที่อยู่เฉพาะในรถ) เขาเป็นผู้กล่าวเชิญชวนมวลชนในบริเวณโรงพยาบาลมหาราช
ให้เข้ามาใช้บริการหน่วยงานราชการ ที่มาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัยในครั้งนี้
        พลัน!!! สายตาของคุณสุวิทย์และทีมงานก็ประสบกับ.......

        รถยนต์คันหนึ่งที่หยุดการเคลื่อนไหว นิ่งสนิทอยู่กลางถนน ท่ามกลางสภาพน้ำท่วมขังเต็ม
ถนน

        “เฮ้ย!!! พวกเรา รถเขาเสียอยู่ตรงนั้นน่ะ เรารีบไปช่วยเขาดีกว่า” คุณสุวิทย์ร้องสั่งทีมงาน

        คุณสุวิทย์พร้อมทีมงาน รีบลงจากรถอย่างทันท่วงที แล้วเดินลุยน้ำเข้าไปช่วยกันเข็นรถให้
เข้าไปชิดขอบทางริมบาทวิถี เพื่อมิให้กีดขวางการจราจร พร้อมกับโทรเรียกให้รถจากหน่วยงาน
อื่นลากรถคันดังกล่าวไปซ่อม

        แม้สีหน้าของเขาจะดูอ่อนเพลีย แต่แววตายังแสดงความมุ่งมั่นต่อหน้าที่การงานด้วยใจ
รักยิ่ง

        “เฮ้อ....... ผมน่ะ ไม่ค่อยได้นอนมาสามวันแล้ว” เขารำพึงด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนกับผมผ่านคลื่นโทรศัพท์

        จากคำบอกเล่าต่อมา สภาพน้ำท่วมในโรงพยาบาลมหาราช และองค์การปกครองส่วน
ท้องถิ่นโคราช หนักที่สุดในรอบสิบปี ต้นเหตุมาจาก น้ำในคลองลำตะคอง ซึ่งมีกระแสวารีอันแสน
จะเชี่ยวกราก ใหลมาจากเขื่อนลำตะคองในปริมาณมาก ได้เอ่อล้นออกมายังบริเวณสองฝั่งคลอง
ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างผลักดันน้ำออกมาจากใต้คลอง จนน้ำท่วมอยู่ในระดับที่สูงขึ้น โดย
เฉพาะในบางพื้นที่ (ผมไม่สามารถระบุได้) น้ำท่วมสูงถึง 1.50 เมตร

 

        แน่นอน...... บ้านเรือนและสถานที่ราชการแภบนั้น ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย

 

 

        รวมทั้ง ในโรงพยาบาลมหาราชเอง ที่มีผู้ป่วย ผู้ประสบอุบัติเหตุ หรือผู้มาเยี่ยมคนไข้ โดย
เฉพาะ มีทั้งผู้ป่วยและผู้ประสบอุบัติเหตุ เข้ามารับการรักษาอยู่เป็นจำนวนมาก การเดินทางเข้า –
ออกไม่สะดวกนัก รถกระบะ และรถเก๋งแทบจะเข้ามายังบริเวณโรงพยาบาลไม่ได้เลย และน้ำยัง
คงท่วมอยู่ในสภาพเดิมอยู่ในบริเวณนี้ถึงสองวัน กว่าน้ำจะลดระดับลงจนเข้าสู่สภาพปกติ

        คุณสุวิทย์ (รับมือกับน้ำท่วมตลอด 5 วัน) และทีมงาน (ผลัดเปลี่ยนเวรกันตลอด) จึงต้อง
คอยให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกประชาชนและผู้ป่วย ด้วยการนำรถบรรทุกนำผู้ป่วย
และประชาชน เข้าไปยังตัวอาคารผู้ป่วย โดยร่วมมือและประสานงานกับหน่วยงานอย่าง สำนัก
งานตำรวจและทหาร รวมถึงมูลนิธิต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง

        “ผมรู้สึกกังวลอยู่เหมือนกัน น้ำมันท่วมถึงบางอาคาร และอาจจะมีเชื้อโรค อย่างโรคฉี่หนู
ผมกลัวว่ามันไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ป่วยเท่าใหร่น่ะ”

        คุณสุวิทย์เอ่ยด้วยแววตาวิตก ซึ่งเขาเป็นคนที่มีนิสัยเอาจริงเอาจังกับงานที่ทำมาก (เพราะ
ใจรัก)
      

        และเขามักจะพูดอยู่เสมอว่า

        “ผมจะทำอะไร ก็ต้องทำให้ดีที่สุด สันดานผมเป็นหยั่งเงี้ย”

        แต่ในอีกด้าน เขาเป็นคนที่รักครอบครัวมาก จากคำพูดที่ได้รับการถ่ายทอดจากเขา

        "ตลอดทั้งอาทิตย์  ผมยังไม่ได้กลับบ้านไปหาลูกหาเมียเลย"

        และคุณสุวิทย์ยังกล่าวต่ออีกว่า

        “ผมทำแต่งาน ช่วงนี้ไม่ค่อยได้กลับบ้านนัก ก็อยากกลับไปคอยบอกคอยสอนลูก
ชาย ลูกสาวของผมอยู่เหมือนกัน หลังนำลด ผมคงมีเวลาให้กับพวกเขา แต่ถึงยังไง ด้วยภาระหน้าที่ที่ผม
เป็นหัวหน้า ผมก็ต้องทำงานหนัก เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน และถ้ามีเหตุด่วน
เหตุร้ายที่ไหน ทั้งไฟใหม้ รถคว่ำ หรือนำท่วม โทรมาที่เบอร์ 1784 นะครับ”

        ถึงแม้คำพูดของเขาฟังดูคล้ายกับมาจากหนังสือ (เพราะคุณสุวิทย์เขียนหนังสือราชการจน
ชินกับภาษาที่ใช้ในราชการ)

 

        แต่ผมสัมผัสถึง "ความจริงใจ" ที่สื่อผ่านออกมาจากดวงตาคู่นั้นของเขา

 

 

        สำหรับในพื้นที่อื่น ที่ได้รับความเดือดร้อน อย่างโรงเรียนอัสสัมชัญโคราช เขาและทีมงาน
ช่วยกันนำเครื่องสูบน้ำ ไปช่วยระบายน้ำออกจากพื้นที่ในโรงเรียน

        สถานการณ์น้ำท่วมในโคราช รับประทานเวลายาวนานมาเกือบอาทิตย์เลยทีเดียว จึงจะเข้า
สู่สภาวะปกติ

        แต่งานส่วนใหญ่จะลุล่วงได้ด้วยดี มาจากการประสานงาน ร่วมแรงร่วมใจ ของทั้ง
หน่วยงานราชการส่วนต่างๆ รวมถึงความร่วมมือจากประชาชน

        และที่ขาดไม่ได้คือ “ความเสียสละ” เวลาส่วนตัว เพื่อยังประโยชน์แก่ส่วนรวมของ
พวกเขา

 

        โดยที่มิได้หวังผลตอบแทนใดๆจากสังคม

############