thaimovie

 

        “แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ทู้ยู......... แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ทู้ยู......... แฮปปี้ เบิร์ดเดย์.........”

        เสียงขับขานหลากหลายเสียงของผู้คน ซึ่งรุมล้อมเค้กปอนด์ใหญ่ ที่มีเทียนพร้อมเปลวไฟดวงน้อย ปักอยู่บนหน้าเค้ก ราวกับเชื้อเชิญให้เจ้าของงานมาเป่าให้เปลวไฟดับลง

        ความรู้สึกของเจ้าของงานวันเกิด ย่อมรู้สึกเป็นสุขสุดๆ ต่างจากเต็น ตัวละครนำในภาพยนตร์เรื่อง Happy Birthday โดยเป็นผลงานกำกับของคุณอ๊อฟ - พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ซึ่งฝากผลงานไว้จากเรื่อง Me Myself และคุณคงเดช จาตุรันต์รัศมี เป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์

 

 

        เรื่องราวของ Happy Birthday เริ่มต้นขึ้นเมื่อเต็น (อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) ช่างภาพหนุ่มภาคสนามของนิตยสารท่องเที่ยวฉบับหนึ่ง เข้าไปเช็กผลงานหนังสือท่องเที่ยวของเขาภายในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง เขากลับพบข้อความวิจารณ์ด้วยปากกาเมจิกในหนังสือหลายหน้า เขาจึงเขียนข้อความตอบโต้ในหนังสือเล่มนั้น ต่อมาภายในหนังสือท่องเที่ยวเล่มนั้นก็เต็มไปด้วยข้อความที่ถูกเขียนส่งต่อให้กันและกัน โดยที่พวกเขาไม่เคยแม้แต่พบหน้ากัน...แต่มันกลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้คนมือบอน 2 คนได้มาพบและรู้จักกันในที่สุด

        ในเวลาต่อมา เต็นก็ได้พบกับเภา (ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพ) ไกด์สาวโดยบังเอิญ และเขายังรู้ว่าเภาเป็นคนเขียนข้อความตอบโต้กับเขาในหนังสือท่องเที่ยว คนทั้งสองจึงเริ่มต้นสามสัมพันธ์กันพวกเขานัดเจอกันครั้งแล้วครั้งเล่า  เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ด้วยกัน ทั้งคู่ตกลงสัญญาว่าจะดูแลกันและกันตลอดไป

        ในระหว่างที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังคืบหน้าไปอย่างช้า ๆ กระทั่งถึงวันเกิดของเต็นได้เวียนมาถึง
เภาได้เดินทางนำของขวัญวันเกิดมามอบให้แก่เขา แต่ทว่า...... ของขวัญชิ้นนั้นถึงมือเต็น โดยที่เภากลายสภาพเป็นเจ้าหญิงนิทราจากอุบัติเหตุ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์คำมั่นสัญญาที่เต็นให้ไว้กับเภา ซึ่งเขาได้แต่ตั้งตาเฝ้าดูแลและรอให้เภาฟื้นสติคืนมาอีกครั้ง

 

 

        เนื้อเรื่องของ Happy Birthday ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย และใส่ใจในทุกรายละเอียด ทำให้ผลงานกำกับภาพยนตร์ชิ้นนี้ของคุณอ๊อฟออกมาดีทีเดียว

        ในหลายภาพของธรรมชาติที่สะท้อนออกมาอย่างพิถีพิถัน ผ่านการนำเสนอของตัวละครเต็นและเภา โดยเฉพาะ ฉากที่เต็นแอบถ่ายรูปเภา ขณะกำลังนั่งวาดภาพอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ การเซ็ตฉากของช็อตนี้ ให้ความรู้สึกราวกับว่าเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ซึ่งโดดเด่นทั้งมุมกล้อง และการจัดแสง ที่สะท้อนออกมาก่อนยามตะวันชิงพลบ

 

 

        ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้ละเลย การให้นำหนักกับตัวละครอื่นๆ ทั้งเพื่อนร่วมงานของเต็น พ่อแม่ของเภา และพ่อของเต็น แม้จะมีบทบาทน้อย แต่ก็ทำให้การเดินเรื่องของ Happy Birthday เป็นไปอย่างสมดุล

        การลำดับภาพ ก็ถือว่าเป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่ง Happy Birthday นำภาพซ้ำๆกันมาลำดับอีกหนมากนัก ถึงแม้ว่าจะเป็นฉากที่เต็นรำลึกถึงความทรงจำอันแสนสุขกับเภาก็ตาม

        แต่ที่เด่นสุดๆ เห็นจะเป็นการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละคร ทั้งสุขและเศร้า โดยเฉพาะฉากที่เต็นต้องดูแลเภา ท่ามกลางสภาพปัญหาทางการเงิน หน้าที่การงาน และทำหน้าที่ดูแลเภาด้วยตัวเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง  จนความเครียด ความกดดันถาโถมเข้ามาจนแทบจะไม่สามารถควบคุมสติ ซึ่งตรงจุดนี้ต้องยกเครดิตให้คุณอนันดาทำออกมาได้ดีทีเดียว

 

 

 

        บางช่วงคุณอ๊อฟมีกลวิธีอย่างแยบคายที่ผ่อนคลายความรู้สึกรันทดต่อชะตากรรมของเต็นของผู้ชม ด้วยฉากที่เต็นพาเภา ที่ยังไม่ฟื้นคืนสติไปเที่ยว หรือเดินทางเหมือนกับเมื่อครั้งก่อนที่เภาจะประสบอุบัติเหตุ ขณะที่ภายในใจของเต็น ณ ห้วงเวลานั้นก็จินตนาการว่าเภายังเป็นปกติอยู่ด้วยนั่นเอง

        โดยรวมแล้ว ผมรู้สึกชื่นชอบการนำเสนอของ Happy Birthday และคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะเป็นหนังรักของไทยที่ดีที่สุดของปีนี้อ่ะนะ ซึ่งจากชีวิตของเต็น ที่ถ่ายทอดผ่านนักแสดงคิวทองแห่งปี 2551 จุดประกายให้เกิดมุมมองอยู่ในใจผมขึ้นมาว่า........

        การให้คำมั่นสัญญาเป็นสิ่งที่ง่ายดาย

        แต่การรักษาพันธะแห่งสัญญานั้น

        จะมีสักกี่คนที่ทำได้ “จริง”

 

                                                                                                      ดินสอ 2B
                                                                                                      ---------

 

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ศิลปะและบันเทิง" จากหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
ฉบับวันที่  1 - 8  มกราคม  2552 หน้า  10 
-----------------------------------------------------------------------

 

        บางที บางสิ่ง เราจับต้องมันไม่ได้

        แต่เราสัมผัสมันได้ที่หัวใจ นั่นคือ “ความมหัศจรรย์”

        ข้อความที่ผมกล่าวถึงข้างต้น เป็นลำนำขึ้นต้นก่อนเริ่มเรื่องราวของภาพยนตร์ Where The Miracle Happens หรือหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งเป็นผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ สิริปปกรณ์ วงศ์จริยวัตร ผู้กำกับน้องใหม่ไฟแรง โดยมีองค์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงร่วมแสดงรับบทนำในเรื่องนี้ด้วย

        เรื่องราวเริ่มต้นจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ซึ่งซ่อนตัวจากโลกภายนอก แพท (นิศารัตน์ อภิรดี) นักศึกษาสาว ผู้มาออกค่ายพัฒนาร่วมกับรุ่นพี่ รู้สึกหลงไหลกับชีวิตความเป็นอยู่แบบธรรมชาติของหมู่บ้านแห่งนี้ ประจวบเหมาะพอดีที่โรงเรียนเพียงหลวง ซึ่งเป็นโรงเรียนเล็กๆ ประจำหมู่บ้าน ขาดแคลนครูสอนประจำ แพทจึงตัดสินใจที่จะมาเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้

        เรื่องราวกลับมิได้ง่ายดังคาด เมื่อคุณพิมพ์ดาว (องค์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ) แม่ของแพท ซี่งเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมชั้นสูง คัดค้านการอุทิศตนเพื่อส่วนรวมของแพท ส่วนแพทก็ไม่พอใจการกระทำของผู้เป็นแม่ ซึ่งพยายามนำที่ดิน อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอีกแห่งมาปลูกสร้างเป็นคอนโดมิเนียม จึงทำให้ทั้งสองหมางเมินต่อกันในที่สุด

        แต่แล้ววันหนึ่ง ทั้งสองประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อคุณพิมพ์ดาวฟื้นขึ้นมาจากการผ่าตัด กลับพบว่าตนเองอยู่เพียงลำพัง โดยปราศจากเงาร่างของแพท ทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คุณพิมพ์ดาวจึงตัดสินใจเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งเดียวกับที่แพทเคยมาเยือนก่อนหน้านี้ ตามรอยบันทึกของแพท และมาพร้อมกับหัวใจของลูกสาวตนเอง ซึ่งฝังอยู่ภายในร่างกายของคุณพิมพ์ดาวนั่นเอง

        เมื่อเข้ามาสัมผัสด้วยตนเอง คุณพิมพ์ดาวกลับรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับที่แพทเคยสัมผัสมาก่อน จากน้ำใจไมตรี ความเป็นกันเอง และความอบอุ่นที่ได้รับจากชาวบ้าน กับสภาพบรรยากาศและกลิ่นอายแห่งความเป็นธรรมชาติ จึงทำให้คุณพิมพ์ดาวรู้สึกผูกพัน และอยู่ช่วยพัฒนาโรงเรียนเพียงหลวง ให้เป็นสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้สำหรับทุกคน ก่อนที่วาระสุดท้ายของตนเองจะเดินทางมาถึง

        จากเนื้อเรื่องของภาพยนตร์หนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งมีความกระชับ ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย และยังเป็นการจำลองแนวคิดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ลงในพื้นที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ เห็นได้จากฉากที่ถ่ายมุมสูง ที่เห็นพื้นที่ของหมู่บ้านแทบทุกตารางนิ้วมีการจัดสรรพื้นที่ตามหลักปรัชญา พร้อมกับนำองค์ความรู้จากภายนอกมาประสาน ในตอนที่พิมพ์ดาวช่วยออกแบบ และชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ อันเป็นการพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นไปอย่างยั่งยืน  

        ขณะเดียวกันก็ยังสะท้อนถึงปัญหาทางสังคมที่รุกรานเข้าสู่หมู่บ้านแห่งนี้ โดยมีค่านิยมทางวัตถุเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เช่น ฉากที่มีการตั้งคำถามถึงการหายตัวไปของหนุ่มสาวในหมู่บ้านทั้งหมด เหลือไว้เพียงคนชราและเด็กๆ และฉากที่พ่อของสวย (วิทยา เจตตะภัย) ขายสวย (ด.ญ.กมนัช ตันติพิชิตเวช) ซึ่งเป็นลูกสาวของตนเองไปให้กับนายหน้าเข้ามาทำงานยังตัวเมือง ซึ่งภาษาแถวบ้านผม เรียกว่า “ตกเขียว” นั่นเอง

       แต่ประเด็นหลักที่หนังเรื่องนี้ต้องการสื่อออกมา คือ ปัญหาขาดการศึกษาของเด็กในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งห่างไกลจากสถานศึกษาในชุมชน ทั้งการขาดแคลนครูผู้สอน และไม่ได้รับการเหลียวแลจากหน่วยราชการ อีกทั้งสะท้อนถึงปัญหาที่แท้จริงของกระบวนการเรียนรู้ที่คนเรามักจะมองเฉพาะความเจริญทางวัตถุเป็นหลัก แต่กลับละเลยถึงความต้องการที่แท้จริง ซึ่งหลบซ่อนอยู่ภายในใจของนักเรียนเอง

        ผมรู้สึกชอบตรงฉากการแก้ปัญหาขาดแคลนและลดภาระของครูผู้สอน (ซึ่งมีเพียงคนเดียว) โดยให้ผู้นำชุมชนและชาวบ้าน มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ที่ตนเองมีอยู่ เช่นการทำอาหาร การปรุงสมุนไพร การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และความรู้ในแขนงอื่นๆที่อยู่ภายนอกตำราเรียน ให้เป็นองค์ความรู้เรียนร่วมกัน

        โดยความคิดเห็นส่วนตัว ควรเพิ่มบทบาทสองสถาบันหลักในสังคมบรรจุในหนังเรื่องนี้ เช่น สถาบันครอบครัวและสถาบันศาสนา ในการกล่อมเกลาจิตใจของผู้คน ซึ่งนับวันยิ่งถอยห่างออกจากวิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้นทุกที เช่น ฉากที่ ด.ช.สำคัญ (ด.ช.ณัฐดนัย ป้อมปานต้า) ลูกของภารโรงสุขโข (สมชาย ศักดิ์กุล) นั่งทำการบ้าน อันที่จริงน่าจะให้สุขโขสอนการบ้านให้กับลูกชายของตนเอง กับฉากที่คุณพิมพ์ดาวไปจุดธูปไหว้พระในวัด ซึ่งผมสังเกตุเห็นว่า ภายในวัดกลับไม่มีพระภิกษุหรือสามเณรจำพรรษาสักรูป จริงๆ แล้ว ก็ควรเพิ่มบทพระภิกษุสักรูป โดยให้มีบทบาทสั่งสอนกล่อมเกลาจิตใจเด็ก ตลอดจนถึงผู้ใหญ่ อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน ซึ่งเป็นการเพิ่มมิติของภาพยนตร์เรื่องนี้ให้มีมุมมองที่กว้างขึ้นอีกด้วย

        ในส่วนของการแสดง นอกจากองค์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ทรงรับบทคุณพิมพ์ดาว ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเรื่องได้ดียิ่ง แต่ที่ผมรู้สึกทึ่งก็คือ การแสดงของเด็กๆ ในเรื่อง อันเป็นเครื่องปรุงแต่งชั้นดี โดยเฉพาะบทบาท ด.ช.จ่อย (ด.ช.ปานวัชร์ มีปัญญา) ซึ่งมักจะดอดมาขโมยซีนไปเกือบหมดทั้งเรื่อง  

        สรุปแล้วภาพยนตร์เรื่องหนึ่งใจเดียวกัน เป็นหนังที่เปี่ยมไปด้วยสาระ แต่ไม่ถึงกับหนักสมองเสียทีเดียว แถมพกด้วยความบันเทิง ซึ่งสอดแทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะ เรื่อยมาจนถึงบทสรุปของเรื่องที่สามารถเรียกน้ำตาจากผู้ชมเกือบทั้งโรง

        อนาคตทางการศึกษาของเด็กไทย

        อยู่ที่การเปิดใจยอมรับสิ่งที่เด็กต้องการอย่างแท้จริง

        หาใช่อยู่ที่ข้อจำกัดซึ่งผู้ใหญ่กำหนดขึ้นมาเอง

        ด้วยความรู้สึกที่เรียกกันว่า “อคติ”


                                                                                              ดินสอ 2B
                                                                                              ---------

 

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ศิลปะและบันเทิง" ในหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน

ฉบับวันที่ 15 - 18 สิงหาคม พ.ศ.2551 หน้า 10

-----------------------------------------------------------------------------