street

        “บรื้ ----------------- น”

        เกือบจะทุกเช้าตลอดทั้งสัปดาห์  ฉันต้องขับรถออกจากบ้านในตัวเมือง วิ่งไปตามเส้นทางถนนมิตรภาพ ไปยังร้าน ซึ่งอยู่บริเวณถัดจากปากทางเข้าอำเภอโนนสูง เป็นระยะทางนับสามสิบกิโลเมตร โดยฉันจะมากับลูกชายเพียงสองคน ซึ่งเขาไม่สามารถขับรถเองได้ เพราะสายตาของเขาสั้นมากนั่นเอง

        ในเส้นทางสายดังกล่าว มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ฉันพบเห็น ซึ่งนำมาถ่ายทอดผ่านตัวอักษรให้ได้ชมกัน

        ตลอดระยะทางที่ฉันเดินทางทั้งไปและกลับ ทั้งสองข้างทางมีปั้มน้ำมันตั้งอยู่เป็นระยะๆ ประมาณนับสิบปั้ม เมื่อฉันเดินทางไปได้สักสิบเอ็ดกิโลเมตร ทางด้านขวามือของฉัน อีกฟากหนึ่งของถนน มีโรงสีข้าวซึ่งผลิตข้าวสารอันลือชื่อ ในนามของ “หงษ์ทอง” ตั้งอยู่ และเดินทางมาอีกหนึ่งกิโลเมตร ก็จะเป็นที่ตั้งของ “พุทธมณฑล” ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว อยู่ทางขวามือของฉันอีกเช่นกัน

        ในเกาะกลางถนนมีต้นไม้ปลูกไว้เกือบตลอดเส้นทาง ฉันมองดูคราใด ก็จะรู้สึกสดชื่น สบายตา

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        ขณะที่ฉันขับรถอยู่ สายตาฉันแลเห็นรถสองแถว ซึ่งรับ- ส่งนักเรียน แออัดไปด้วยเด็กๆ อยู่ท้ายรถ จนฉันเกิดรู้สึกว่า “อันตราย” อยู่ไม่ไกลจากพวกเขาเท่าใดนัก

        “ตอนที่เรียนอยู่  โหนรถแบบนี้หรือเปล่า??” ฉันหันหน้ามาถามลูกชาย ซึ่งนั่งอยู่เบาะข้างๆ
        “ผมไม่โหนหรอกครับแม่  แต่ปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคาเลยล่ะ” ลูกชายฉันตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
        “เออ!!!.... ช่างไม่รู้จักอันตรายเลยนะ  เด็กน้อยพวกนี้”  ฉันรำพึงออกมา

        ภายในใจฉันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง เมื่อตอนนี้ลูกชายฉันโตแล้ว และมีความคิดมากพอ ที่จะไม่กระทำสิ่งอันตรายในลักษณะนี้ให้ฉันเป็นห่วง

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        เมื่อถึงช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ทุกปี บนถนนจะเต็มไปด้วยรถจำนวนหลายคัน ซึ่งมากกว่าปกติ และติดกันยาวเหยียด ฉันมองรถแต่ละคัน ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ดีใจเป็นล้นพ้นที่จะได้กลับยังถิ่นฐานของตนเอง ซึ่งมีพ่อ แม่ พี่ และน้อง เฝ้ารอการกลับมาของพวกเขา

        แต่ก็มีบางคนไปไม่ถึงบ้าน ซึ่งอุบัติเหตุได้คร่าชีวิตพวกเขา ให้พวกเขาต้องพรากจากคนที่รัก ห่วงใย และยังรอคอยอยู่ สายตาฉันจับจ้องไปที่ ณ เกาะกลางถนน ซึ่งเป็นร่อง ทางน้ำไหล ภาพรถกระบะตะแคงทับร่างชายคนหนึ่ง ความรู้สึกสลดหดหู่ บังเกิดขึ้นภายในใจอย่างฉับพลัน หากเขาไปถึงบ้าน ก็คงมีเพียงร่างอันไร้วิญญาณเท่านั้น

        แน่นอน........

        แทนที่จะเป็นความสุขสมหวัง อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน บรรยากาศ ณ บ้านของพวกเขาจะแปรเปลี่ยนไปด้วยความเศร้าโศก เสียใจ

        ฉันตั้งสติ และเบือนหน้าหนี ขับรถลัดเลาะริมถนน จนมาถึงที่ร้านในที่สุด

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        เมื่อยังไม่มีลูกค้าเข้าร้าน ฉันมักจะยืนมองที่ถนนอยู่หน้าร้าน ภาพที่ปรากฏแก่สายตา เต็มไปด้วยรถหลากหลายขนาด และยี่ห้อ ติดอย่างยาวเหยียด ราวกับว่ากำลังอยู่ในเมืองหลวงของประเทศ  ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่า การจราจรคับคั่ง ติดอันดับต้นๆ ของโลก

        “คนอิสาน ช่างรักบ้านเกิดกันจริงๆ”

        ความคิดเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่ในใจ ซึ่งฉันก็เห็นอย่างนี้ในทุกๆ ปี

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        หมุนเวลาไปยังช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่อีกวันหนึ่งของไทย

        ถนนมิตรภาพเป็นถนนสายหลักของภาคอิสาน หากไปยังจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รถทุกคันจะต้องเดินทางผ่านเส้นทางสายนี้

        ฉันเห็นว่า หน่วยงานที่น่าเห็นใจมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น “ตำรวจ” ขณะที่ทุกคนได้กลับบ้าน และไปเที่ยวกับครอบครัวอย่างสนุกสนานเฮฮา มีเพียงตำรวจเท่านั้น มาอำนวยความสะดวกให้กับรถทุกคันที่สัญจรไปมาผ่านเส้นทางนี้

        พวกเขาไม่ค่อยได้หยุดพัก ทั้งกลางวันและกลางคืน คอยผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนกันมาให้บริการแก่ประชาชนที่เดินทางกลับบ้าน ให้เดินทางโดยสวัสดิภาพมากที่สุด เท่าที่พวกเขาจะทำได้

        ช่วงวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ ฉันก็จะกลับเข้ามาพักอยู่ที่บ้านในอำเภอเมืองโคราช และขับรถออกมาเผชิญกับการจราจรติดขัดบนถนนมิตรภาพเช่นกัน มีรถเฉี่ยวชนกันเป็นระยะๆ ตามปกติ ซึ่งทุกคนต่างก็มุ่งหน้ากลับไปยังกรุงเทพฯ หรือถิ่นอื่นๆ เพื่อให้ทันเวลาทำงานในวันถัดไป

        ท่ามกลางแสงแดดอันแสนร้อนระอุในช่วงกลางเดือนเมษายน

        ฉันมองเห็นตำรวจที่คอยอำนวยความสะดวกอยู่บนถนน ฉันรู้สึกประทับใจในความเสียสละของพวกเขา  ฉันและญาติ ซึ่งมาเที่ยว และเยี่ยมญาติพี่น้องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ต่างก็นั่งอยู่ภายในรถกระบะ ซึ่งเปิดเครื่องปรับอากาศภายในรถอย่างเย็นฉ่ำอุรา ส่วนเด็กๆก็เล่นสาดน้ำกันอยู่หลังรถ ต่างเปียกโชกไปทั่วทั้งตัว

        แต่ในขณะเดียวกัน ตำรวจบางคนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด บางคนก็นั่งพักอยู่กับเก้าอี้ข้างถนน ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง และมลพิษทั้งทางอากาศและทางเสียง

        เป็นภาพที่ทำให้ฉันเกิดความรู้สึกที่ดีต่อตำรวจมากขึ้น

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

(โปรดติดตามตอนต่อไป) ==== >>

 

© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์ ลิมป์คุ้มธรณี
     ปีที่เผยแพร่ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐


₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪

        วันวานที่ผันผ่านตามเข็มนาฬิกา (ถ้าถ่านยังไม่หมด) และกระดาษปฏิทิน (ถ้าขยันฉีก วัน/เดือน ละแผ่น) ในแต่ละวัน เดือน จวบจนครบปี บนถนนสายนี้ ที่ฉันต้องเดินทางไป-กลับ นับเป็นเวลาสิบปีด้วยกัน

        วันหนึ่ง ฉันขับรถออกมาจากร้าน หลังจากเลิกงานตามปกติ มีรถสิบล้อคันหนึ่ง วิ่งอยู่เบื้องหน้าฉัน ซึ่งมีกระบือ แออัดอยู่เต็มคันรถ ฉันขับรถตามไปและสังเกตุมองไปที่แววตาของพวกมัน ฉันรู้สึกสลดใจอย่างบอกไม่ถูก ความเศร้าแฝงอยู่ในแววตาของพวกมัน ซึ่งพวกมันคงจะรู้ดีว่า สุดท้ายจะต้องมีชะตากรรมเช่นใด? ดูเหมือนว่าพวกมันอยากจะขอความช่วยเหลือจากฉัน

        แต่ทว่า....

        ฉันไม่มีเงินมากพอที่จะไถ่ชีวิตพวกมัน

        และต้องสลัดความคิดนี้ออกไป

        เท้าฉันเร่งเร้าคันเร่ง พุ่งทะยาน แซงรถบรรทุกคันนั้นไป

        ด้วยดวงจิตที่แสนจะปวดร้าวต่อชะตากรรมของพวกมัน

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากเลิกงาน ฉันขับรถกลับบ้านพร้อมกับลูกชายตามปกติ และได้หยุดรอสัญญาณไฟเขียว ที่สี่แยกไฟแดงทางเข้าวัดพนมวัน

        ทันใดนั้นเอง!!!.......

       รถทัวร์คันหนึ่ง วิ่งมาด้วยความเร็วสุดหยั่งคาด รถทัวร์คันนั้นวิ่งอยู่คนละเลนกับรถของฉัน

        “โคร----------- ม!!!”

        รถคันดังกล่าวพุ่งเข้าชนท้ายรถกระบะสีขาวคันหนึ่ง แล้วหันหน้ารถพุ่งเข้ากระแทกประตูด้านข้างรถของฉันเต็มแรง ที่ลูกชายของฉันนั่งอยู่จนประตูยุบ

        ด้วยความแรงของรถทัวร์ ทำให้รถของฉันกระเด็นออกไปอยู่กลางสี่แยก และเกือบจะกระเด็นพุ่งชนเสาไฟฟ้า ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเกาะกลางถนน กลางสี่แยก

        ฉันรู้สึกตื่นตระหนก ตกใจ แต่ก็ยังตั้งสติ มือบังคับพวงมาลัยอย่างมั่นคง พร้อมกับเท้าเหยียบเบรกไว้อย่างสุดแรงเกิด ก่อนที่รถจะพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้า

        เดชะบุญ.......... คุณพระช่วย!!! ..........

        หากรถอีกสองทางแยกวิ่งสวนออกมา ฉันและลูกคงจะมอดม้วยเป็นแน่แท้

        ฉันคงไม่มีโอกาสเล่าผ่านตัวอักษรสู่สายตาของท่านผู้อ่านอย่างแน่นอน

        เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปไม่กี่วินาที แห่งช่วงเวลาผ่านความเป็นความตายความตายมาได้ รถหยุดนิ่งสนิทกลางสี่แยก ฉันหันมามองดูลูกชายที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นเขาไร้บาดแผล แม้แต่รอยถลอก ฉันก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง

        ยังดีที่เขาคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยทุกครั้งที่นั่งรถ

         ฉันลงจากรถ ปรี่เข้าไปหาคนขับรถทัวร์ ซึ่งเขาได้จอดรถไว้เลยสี่แยกออกมา

        “ทำไมคุณถึงขับรถอย่างนี้??? ไม่รู้รึไงว่ามีไฟแดง???” ฉันถามด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
        “รู้........ แต่คิดว่ารถคันนั้นจะฝ่าไฟแดงนี่” คนขับรถทัวร์โยนความผิดให้กับเจ้าของรถกระบะอีกคันอย่างไม่ยี่หระ

        เมื่อฟังดังนั้น ฉันได้แต่ส่ายหน้า และเห็นว่าความคิดของเขา “แย่มาก” ที่ไม่รับผิดชอบผลจากการกระทำของตนเอง แล้วยังไปโยนความผิดให้กับผู้อื่นอีก ฉันเห็นว่า ทั้งตัวฉันและลูกก็ปลอดภัยดี จึงไม่เอาเรื่องกับเขา และตกลงให้ประกันนำรถของฉันไปซ่อมในวันรุ่งขึ้น

        ฉันก็ไม่อยากมีเรื่อง เพราะไม่อยากเสียเวลากับการฟ้องร้องที่จะใช้เวลามากเกินไป และถือว่าเป็นคราวเคราะห์ของตัวเอง

        ในบางครั้ง เราไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อนเลยสักนิด แต่อยู่ดีๆ ก็มีคนนำเคราะห์ร้ายมาให้กับเราเป็นของขวัญ     

        นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่ฉันขับรถ และเห็นรถทัวร์วิ่งตามหลังมา ฉันจะปล่อยให้เขาขับแซงไปก่อนเพื่อความปลอดภัย

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        มีอยู่ครั้งหนึ่ง...........

        ฉันก็มาขายของให้กับลูกค้าตามปกติ สายตาฉันพลัน!!! เห็นเด็กผู้หญิงทั้งห้าคน ซึ่งมีอายุราวๆ สิบสี่ สิบห้าปี จอดรถจักรยายยนต์สองคันอยู่ข้างถนนมิตรภาพบริเวณหน้าร้าน มีสุราสองขวดวางอยู่ข้างรถ เด็กหญิงสองสามคนยืนบิด ยืนเต้นไป – มา ราวกับว่าตนเองนั้นเป็น “โคโยตี้”

       ฉันและลูกค้าต่างก็ยืนมองอยู่สักพัก จนลูกค้าซื้อของกลับไป เด็กหญิงกลุ่มนี้ก็ยังยืนเต้นอยู่เช่นเดิม รถราซึ่งวิ่งกันขวักไขว่ ต่างก็ต้องชลอความเร็วลงมากกว่าปกติ

        “บรื้----------------- น”
        “เอี๊ย ---------------- ด”
        “ปี้ ------------------ น”
        “ฮ่า ----------------- า”

        จู่ๆ พวกเด็กสาวก็ขับรถตัดหน้ารถกระบะคันหนึ่ง ซึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วพอสมควร แต่เสียงแตรรถกลับมิได้มาจากรถกระบะ มาจากรถจักรยานยนต์ที่เด็กหญิงขับออกไปตัดหน้ารถเขา พร้อมกับแผดเสียง หัวเราะชอบใจกันอย่างสนุกสนาน

        จากพฤติกรรมของเด็กสาว ทำให้ฉันเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมาภายในใจ

        “พ่อแม่พวกเธอจะรู้หรือเปล่า??? หากส่งลูกสาวมาเรียนหนังสือ แต่พวกเธอกลับมาทำพฤติกรรมเยี่ยงนี้”

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        บนเส้นทางสายนี้ ในหลายๆ ครา ฉันมักจะเห็น ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มักจะชอบขี่ตามรถสิบล้อบรรทุกสินค้า หรือบรรดารถพ่วงทั้งหลาย แทบจะชิด ติดท้ายรถเลยก็ว่าได้ ขับรถจ่อท้ายอยู่เช่นนั้น ไม่ยอมขับแซงไปสักที  ส่วนคนขับรถบรรทุก คงมิอาจมองเห็นและรู้ตัวว่ามีคนขับจักรยานยนต์มาจ่อท้ายรถของตน

        ความคิดหนึ่ง “แว่บ” ขึ้นมาในสมอง ในกรณีที่มีคนวิ่ง หรือขับรถตัดหน้ารถบรรทุกอย่างฉับพลัน คนขับก็คงจะเหยียบเบรกในทันใด ตามสัญชาตญาณ คนขับรถจักรยานยนต์ก็คงตั้งตัวไม่ติดอีกเช่นกัน ไม่แคล้วตัวเขาต้องไปนอนอยู่ใต้ท้องรถสิบล้อเป็นแน่

        ฉันได้แต่ปลง และขับรถแซงทั้งสองคันออกไป

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        ฉันมาทราบข่าวอีกครั้งในเช้าวันต่อมา เมื่อเห็นรอยสีสเปรย์สีขาว เป็นรูปรอยเหมือนกับมีคนนอนอยู่บริเวณถนนตรงไฟแดง ทางแยกเข้าอำเภอโนนสูง

        “มีรถชนกันแถวนั้นเหรอ??” ฉันเอ่ยถามผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้น
        “อ๋อ......... คนขับรถมอเตอร์ไซค์ มันขับตามรถสิบล้อ พอสิบล้อเบรกเท่านั้นแหละ คนขับรถมอเตอร์ไซค์ไม่รู้ ก็เลยเบรกไม่ทัน แล้วพุ่งเข้าไปใต้รถสิบล้อ โดนล้อรถทับซะเละเลย” ผู้ประสบเหตุการณ์เอ่ยอธิบาย

        “เฮ้ --------------- อ” ฉันได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับปลงสังเวช

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        วันหนึ่ง...........

        หลังเลิกงาน ฉันขับรถกลับบ้านตามปกติ ซึ่งอยู่ในอำเภอเมืองอย่างเคย เมื่อมาถึงโรงสีใหญ่ ซึ่งผลิตและจำหน่ายข้าวสารยี่ห้อ “หงษ์ทอง” ฉันเห็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันหนึ่ง และขับขี่รถฉวัดเฉวียน แกว่งไป แกว่งมา ขณะที่ข้างหน้าของเขามีรถกระบะคันหนึ่งวิ่งอย่างเชื่องช้า ซึ่งคนขับระกระบะอาจไม่รู้ว่ามีคนขับรถจักรยานยนต์วิ่งประชิด ตามหลังรถของเขา

        คนขับรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นวัยรุ่น กำลังคึกคะนอง ต้องการแสดงความเก่งกาจ และความกวนส้นเท้าของตนเอง จึงขับรถส่ายไป – มาอยู่ท้ายรถกระบะคันนั้น ฉันขับตามมาห่างๆ มากพอที่จะมองเห็นเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน

        เมื่อคนขับรถจักรยานยนต์ได้พลาดพลั้งอย่างมหันต์ ที่ขับรถเข้าไปเกี่ยวท้ายรถกระบะเข้าอย่างจัง และตัวเขาเสียหลักกระเด็นลงมาจากรถ กลิ้งหลุนๆ ตกลงไปในเกาะกลางถนน ซึ่งเป็นแอ่งน้ำขัง ขณะที่รถของเขาก็กระเด็นลงไปข้างทาง คนขับรถกระบะก็รู้สึกตัว เหยียบคันเร่งสุดแรงเกิด ขับหนีไปในทันใด

        ฉันขับรถแวะไปที่ป้อมตำรวจ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดเกิดมากนัก และบอกให้เขาดูแลผู้บาดเจ็บด้วย อาจจะส่งเขาไปที่โรงพยาบาลได้ทันเวลา

        ฉันคิดว่า ความจริงแล้ว คนขับรถกระบะก็ขับรถของเขาอยู่ดีๆ ไม่ได้เดือดร้อนใคร และวิ่งอยู่ในเลนซ้ายด้วย

        แต่ทว่า........

         ความคึกคะนองของใครบางคนที่ทำให้เขาต้องเดือดร้อน

        ในการใช้รถใช้ถนน หากประมาทเมื่อใด ชีวิตของตนเองและคนรอบข้าง รวมถึงทรัพย์สิน คงไม่แคล้วที่จะต้องสูญสิ้น

        ผู้ขับขี่ยวดยานทุกท่านควรจะมีสติ และไม่ตั้งอยู่ในความประมาทเป็นสำคัญ

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์ ลิมป์คุ้มธรณี
     ปีที่เผยแพร่ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐

₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪