red

 

        หลังจากที่กองทัพเรือและบกอันเกรียงไกรของโจโฉ (จางเฟิงอี้) สมุหนายกผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จแห่งราชสำนักฮั่น ยกมาตั้งค่ายอยู่ตรงข้ามผาแดง เผชิญหน้ากับกองทัพพันธมิตรร่วม นำโดยเล่าปี่ (โหยวหยง) และซุนกวน (ฉางเฉิน) ที่ตั้งค่ายไว้คอยท่าอยู่ที่ผาแดง จากตอนจบของ Red Cliff ภาคแรก

        ต่อมา..... ภายในกองทัพโจโฉก็เกิดโรคไข้รากสาดน้อยระบาดไปทั่ว ทหารภายในทัพโจโฉจำนวนมากต่างล้มหายตายจากเพราะโรคนี้ การแพร่ระบาดมิมีทีท่าจะบรรเทาเบาบางลง แต่โจโฉกลับดำริแผน “ยืมดาบฆ่าคน” ใช้ศพผู้ติดเชื้อต่างอาวุธบรรทุกลงบนแพ ลอยไปยังค่ายของศัตรู ให้โรคร้ายแพร่ระบาดเช่นเดียวกับฝ่ายตน บั่นทอนขวัญกำลังใจฝั่งตรงข้าม จนเล่าปี่ต้องนำกองทัพเพียงน้อยนิด ถอนตัวออกจากค่ายพันธมิตร คงไว้แต่ขงเบ้ง (ทาเคชิ คาเนชิโร่) กุนซือคู่ใจ คอยช่วยงานในกองทัพซุนกวนต่อไป

 

 

 

        ขณะที่จิวยี่ (เหลียงเฉาเหว่ย) แม่ทัพของซุนกวนกับขงเบ้งก็ดำเนินแผนตอบโต้ โดยใช้หุ่นฟางล่อหลอกเอาเกาฑัณฑ์จากศัตรูท่ามกลางหมอกหนาของขงเบ้ง ประสานกับแผนของจิวยี่ย้อนรอยแผนยืมดาบฆ่าคน ที่สามารถทำให้โจโฉพลาดพลั้งสั่งประหารชัวมอกับเตียวอุ๋น สองขุนพลผู้ชำนาญศึกทางน้ำของตนเอง

        เมื่อเห็นว่าฝ่ายตนเสียเปรียบจากการประลองยกแรก ประกอบกับโรคไข้รากสาดน้อยแพร่ระบาดจนสุดจะหยุดยั้งได้ โจโฉจึงตัดสินใจเผด็จศึกกับศัตรูอย่างเด็ดขาด ขณะที่ฝ่ายซุนกวนก็ตัดสินใจรบขั้นแตกหักเช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายต่างคิดวิธีใช้ “พระเพลิง” เผาผลาญกองทัพของอีกฝ่ายให้สิ้นซากเช่นกัน

 

 

        Red Cliff ภาค 2 ฉบับจอห์น วู มากด้วยรายละเอียด บางช่วงก็ให้รู้สึก “อืด” ไปนิด เนื้อหาแตกต่างจากฉบับหลอกว้านจงเยอะทีเดียว หากพิจารณาดูดีๆ โครงเรื่องหลักล้วนดัดแปลงมาจากฉบับนิยายเป็นหลักนั่นเอง ซึ่งในฉบับประวัติศาสตร์ ไม่มีระบุไว้ว่าขงเบ้งล่องเรือเก็บตกลูกเกาฑัณฑ์จากทัพโจโฉ

         เทคนิคการตัดต่อค่อนข้างแหวกแนวและเป็นจุดเด่น ที่นำผ้าค่อยๆขาดดัง “แคว่ก” เป็นภาพนำสายตา ตั้งแต่ช่วงเท้าความเดิมจากภาคแรก แต่ยังคงความฉับไวตามสไตล์จอห์น วู อีกทั้งตัวหนังยังแทรกอารมณ์ขันอยู่เป็นระยะๆ

 

 

        เทคนิค กลยุทธ และกลอุบายต่างๆ เป็นสิ่งที่ขาดมิได้ในภาพยนตร์สามก๊กทุกเวอร์ชั่น Red Cliff 2 อุดมไปด้วยกลยุทธ กลวิธีตามแบบฉบับสามก๊กเช่นกัน ซึ่งดูเหมือนนำกลยุทธซุนวูมาแทรก เช่น การใช้จารชน (บทสุดท้ายของกลยุทธซุนวู) Red Cliff 2 กลับให้น้ำหนักมากพอสมควร โดยมีซุนฮูหยิน (จ้าวเหว่ย) เข้าเป็นจารชนในกองทัพโจโฉ ช่วยเสริมบทบาทให้โดดเด่นรองจากจิวยี่และขงเบ้ง

        ในส่วนการกระทำของตัวละคร หรือกลยุทธต่างๆ ล้วนมีเหตุผลรองรับ เช่น ขงเบ้งสามารถคำนวนสภาพดินฟ้าอากาศตาม “กาละฟ้า เทศะดิน” ที่เกิดการผันแปรในเวลาต่อมา ซึ่งเขาอธิบายว่า..... มาจากประสบการณ์ตรงที่ตนเองเคยทำไร่ไถนาอยู่บนเขาโงลังกั๋งมาหลายปีดีดัก

 

 

        บรรยากาศความร่วมมือระหว่างจิวยี่กับขงเบ้งออกไปในลักษณะเป็นมิตรมากกว่าศัตรูที่คอยแทงข้างหลังดังเช่นฉบับหลอกว้านจง จึงทำให้อารมณ์ของหนังค่อนข้างผ่อนคลายมากพอดู และแสดงถึงความตั้งใจของผู้สร้าง ที่ทำการบ้าน ศึกษารายละเอียดส่วนนี้เป็นอย่างดี ไม่ให้บิดเบือนประวัติศาสตร์มากนัก แม้จะดัดแปลงจากฉบับนิยายเสียเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม

        ถ้าสังเกตุดูให้ดีๆ มีนายกองของโจโฉนายหนึ่ง คนที่เล่นสูจู้ (กีฬาของจีน ที่คล้ายๆฟุตบอล) เก่งๆหน้าตาเหมือนกับผู้สมัครผู้ว่า กทม. คนหนึ่งด้วยครับ

 

 

        ฉากเผาทัพเรือโจโฉ แม้จะอลังการงานสร้าง และเป็นไฮไลท์สำคัญของเรื่อง แต่ผมกลับคิดว่ายังไม่โดดเด่นเท่ากับฉากกองทหารพันธมิตรขึ้นบกตีกระหนาบค่ายโจโฉ ซึ่งให้อารมณ์ที่หลากหลายกว่า ทั้งการสละชีพของกำเหลง (ชิโด นากามูระ) การสูญเสียเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของซุนฮูหยินจากยุทธการหนนี้ และการตะลุยรบกันอย่างสะบั้นหั่นแหลกของฝ่ายรุกและฝ่ายรับ

        และเช่นเคยกับบทสรุปตอนท้ายของ Red Cliff 2 ซึ่งเป็นประเด็นจอห์น วูบอกต่อเนื่องจากภาคแรก โดยผ่านมุมมองของจิวยี่และขงเบ้งว่า......

        ถึงแม้การเมืองจะไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

แต่ทว่า.....

        มิตรภาพจะยังคงอยู่ แม้ภายภาคหน้าต้องเผชิญหน้ากันในฐานะ “ศัตรู” ก็ตาม


                                                                                                       ดินสอ 2B
                                                                                                       ---------

 

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ศิลปะและบันเทิง" จากหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
ฉบับวันที่  30  มกราคม - 2 กุมภาพันธ์  2552 หน้า  10 
-----------------------------------------------------------------------

 

        หลังจากที่สามก๊ก ฉบับจูล่งเป็นพระเอกออกสู่สายตาไปไม่กี่เดือนก่อน จนถึงตอนนี้ก็มาอยู่ในรูปแบบหนังแผ่นกันแล้ว

        แต่กลับไม่กล่าวถึงตอนโจโฉแตกทัพเรือสักนิด ซึ่งเป็นเพราะ ลำพังบทของโจโฉก็ถูกลดทอนความสำคัญจนเป็นเพียงแค่ตัวประกอบตัวหนึ่งในตอนต้นเรื่องเท่านั้น

        เมื่อถึงครา Red Cliff  หรือศึกผาแดง ที่เหล่าขุนศึกทั้งสามฝ่ายต่างห้ำหั่นกัน เพื่อแย่งชิงความเป็นจ้าวเหนือผืนแผ่นดินจีน ถูกนำมาดัดแปลงในรูปแบบภาพยนตร์โดยจอห์น วู ผู้กำกับนามอุโฆษชาวฮ่องกง

        เรื่องราวแห่งหนึ่งในสามสงครามครั้งใหญ่ ที่มีผลต่อประวัติศาสตร์ในยุคสามก๊กเริ่มเปิดฉาก เมื่อโจโฉ (จางเฟิงอี้) สมุหนายกผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือฮ่องเต้แห่งราชสำนักฮั่น จัดการระดมพล ยกกองทัพนับล้านยาตราทัพมุ่งลงใต้ หมายจะขยี้เล่าปี่กับซุนกวน (ฉางเฉิน) สองขุนศึก ผู้เป็นหนามยอกอกให้แดดิ้นสิ้นใจในคราเดียว

       ภายใต้สถานการณ์ทำศึกอันร้อนระอุดั่งอุณหภูมิการเมืองในบางประเทศ โจโฉกลับมีวาระซ่อนเร้นแฝงมากับข้ออ้างปราบขุนศึกทั้งสองด้วย

        ด้วยแสนยานุภาพของกองทัพขนาดมหึมาทั้งทางบกและทางน้ำของโจโฉ ซึ่งเดินทัพมาตามลุ่มแม่น้ำฉางเจียง หรือแยงซีเกียง ที่พร้อมจะระเบิดศึกอยู่เบื้องหน้า สร้างความหวาดหวั่นให้กับสองขุนศึกและสมัครพรรคพวกอยู่พอประมาณ แต่ทว่า..... ทางเลือกที่เหลืออยู่ของพวกเขา คือต้อง “สู้โว้ย!!!” สถานเดียว

        จากเนื้อเรื่องย่อของ Red Cliff ซี่งเป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม เพราะการศึกหนนี้ยังไม่เริ่มต้นแบบจริงจัง เรือของโจโฉก็ยังไม่แตกซ้า~กลำ แค่ฉากเปิดหัวเรื่อง ที่โจโฉเปิดศึกไล่ล่าเล่าปี่กับพรรคพวก จนถอยร่นแบบไม่เป็นขบวน พวกเขาจึงต้องส่งขงเบ้ง (ทาเคชิ คาเนชิโร่) ไปเจรจาต้าอวยชักชวนซุนกวน ร่วมภาคีเป็นพันธมิตรต้านทัพโจโฉ แค่นี้ก็รับประทานไปเกือบครึ่งเรื่องแล้วครับ

        ภาพยนตร์เรื่องนี้ใส่รายละเอียดมากพอสมควร จนดูเหมือนว่าจอห์น วู เสียดายตัวละครหลักของเรื่อง ซึ่งอันที่จริงฝ่ายเล่าปี่ก็ไม่ได้มีบทบาทมากนักภายใต้สถานการณ์แบบนี้ เพราะเพิ่งพ่ายศึกมาหมาดๆ กำลังพลก็เหลือไม่มาก ผู้สร้างจงใจจัดสรรให้บรรดาขุนพลตัวหลักออกโรงโชว์เหนือ (มนุษย์) มากเป็นพิเศษ รวมถึงบ่งบอกตัวตนของบรรดาขุนพลเล่าปี่ ที่มิได้แตกต่างไปจากคนธรรมดาสามัญนัก

        ใจความของเรื่องทั้งหมด เน้นที่ตัวละครจิวยี่ (เหลียงเฉาเหว่ย) แม่ทัพคู่ใจของซุนกวน ทั้งในฉากบู๊ขณะทำศึกกับทัพบกของโจโฉ การบัญชาการรบ การฝึกกองทัพ และฉากดราม่าในแนวรักหวานซึ้งกับแม่นางเสียวเกี้ยว (หลิวเจียหลิง) ภรรยาคนงามของตนเอง ซึ่งผมรู้สึกว่าจอห์น วู จะเน้นตรงจุดนี้ของจิวยี่มากเป็นพิเศษ

        ขณะที่กลยุทธการรบและการจัดรูปแบบขบวนทัพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ จอห์น วู จะให้ความสำคัญมากๆ ทั้งขบวนทัพทางบกและทางน้ำของโจโฉ เหมือนหลุดออกมาจากตำราพิชัยสงคราม ขับเน้นให้เห็นภาพความอลังการงานสร้างที่เหนือจินตนาการกว่านิยายสามก๊กฉบับหลอกว้านจง ซึ่งให้ภาพตัวอักษรไทยโดยพระยาพระคลัง (หน)

        ผมรู้สึกหลงใหลในการนำเสนอกลยุทธโบราณตามแบบฉบับของขงเบ้ง รับมือกองทัพทางบกของโจโฉที่มาลอบโจมตีด้วยการใช้แผนดาวกระจา..... เอ้ย!!! ค่ายกลแปดทิศ ซึ่งผมเคยดูในหนังจีนแนวๆนี้มาหลายเรื่องก็ขุดแผนนี้ไปใช้เช่นกัน แต่ยังไม่เนียนเท่า Red Cliff ที่จัดวางกำลังโอบล้อม และกระจายกำลังของข้าศึกออกเป็นกลุ่มย่อย แล้วจู่โจมอย่างรวดเร็วในระยะประชิด ถึงแม้ในหนังจะดูไม่เร็วเท่าใหร่ ซึ่งฉีเคอะน่าจะต้องการให้ผู้ชมเห็นภาพการใช้ค่ายกลแปดทิศชัดเจนยิ่งขึ้น

        อารมณ์ของหนังในบางครั้ง จอห์น วู ตั้งใจวิพากษ์สังคมประเพณีจีนอย่างโจ่งแจ้ง โดยเฉพาะประเพณีคลุมถุงชน ซึ่งถ่ายทอดผ่านตัวละครซุนฮูหยิน (จ้าวเหว่ย) ตัดพ้อถึงการกระทำของซุนกวน ผู้เป็นพี่ชายต่างมารดา ที่ยกตนเองให้เป็นภรรยาของเล่าปี่กับขงเบ้งแบบตรงไปตรงมา

        บนความอลังการ และข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่แน่นปึ๊กของ Red Cliff ยังพบจุดบกพร่อง โดยเฉพาะตอนซุนกวนกับสมัครพรรคพวกขี่ม้าล่าเสือในป่าดูไม่ค่อยสมจริงเท่าใหร่ ยิ่งฉากซุนกวนเผชิญหน้ากับเสือร้ายตามลำพัง แล้วในใจของซุนกวนพาลนึกถึงใบหน้าอันแสนเหี้ยมหาญของโจโฉ ผมกลับเห็นว่ายิ่งแสดงถึงความอ่อนด้อยในการนำเสนอตรงจุดนี้ของเรื่อง

        กับอีกจุดหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์โดยตรง ในเรื่อง Red Cliff มักจะมีฉากที่บรรดาตัวละครหลักของเรื่องมักจะเรียกดินแดนที่อยู่ใต้อิทธิพลของซุนกวนว่า “ง่อก๊ก” ในความเป็นจริง ณ ช่วงเวลานั้น ซุนกวนยังไม่สถาปนาแบ่งแยกดินแดนออกจากภายใต้การปกครองของราชวงค์ฮั่นอย่างเป็นทางการ กว่าจะเรียกเป็นง่อก๊กจะอยู่ในช่วงหลังศึกผาแดง อันเป็นผลพวงจากมหาสัปประยุทธทางน้ำที่กำลังจะเปิดศึกในภาคต่อไป

        อีกประเด็นหนึ่งของ Red Cliff  กับบทสรุปตอนท้ายภาค ซึ่งจอห์น วู บอกเราผ่านมุมมองของตัวละครจากบทสนทนาประสา...... จิวยี่และขงเบ้ง คือ........

        ในแวดวงการเมืองต่างฝ่ายไร้ทั้ง “มิตรแท้” และ “ศัตรู” ถาวรฉันใด

        ขึ้นอยู่กับสภาวะการณ์ จัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ให้ลงตัวฉันนั้น

        ท้ายที่สุด ผู้คงสภาพเป็น “เบาะ” รองรับอำนาจ ก็ยังเป็น “ประชาชน” เช่นเดิม

 

                                                                                                  ดินสอ 2ß
                                                                                                  ---------

 

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ศิลปะและบันเทิง" จากหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
ฉบับวันที่  22 - 24 กรกฎาคม  2551 หน้า  10