mother

 

        ปลายเดือนที่แล้ว (30/3/52) ฉันมีหาโอกาสไปเที่ยวงานย่าโมเสียที ซึ่งปกติแล้ว ฉันไม่เคยมีความคิดที่จะเหยียบย่างเข้าไปในงานเลยสักนิด เพราะงานในทุกปีที่ผ่านมาก็ไม่เห็นมีสิ่งใดน่าสนใจ มีแต่บรรดาพ่อค้า แม่ขายแข่งกันออกร้านในทุกพื้นที่ของงาน อีกทั้งสภาพอากาศก็ไม่เป็นใจอีกด้วย (แบบที่เรียกว่า “ร้อนตับแตก” นั่นล่ะ)
 
        “แม่ลองไปดูสิ ถ้าแม่ไปเที่ยวงานย่าโมปีนี้แล้วแม่จะชอบ”

        สิ้นเสียงยืนยันจากลูกสาวฉัน ในใจก็ได้แต่คิดว่า “มันจะเป็นไปได้อย่างไร???”

        “แม่วันนี้เดี๋ยวผมพาไปกินข้านอกบ้านล่ะกัน..... ผมเลี้ยงเอง”

        หลังจากลูกชายฉันบอกพาไปทานข้าวนอกบ้าน (นานมากแล้วที่เขาไม่ได้บอกแบบนี้..... โดยเฉพาะ “ประโยคสุดท้าย”) ฉันจึงตัดสินใจง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะ

 

 

        หลังจากที่รับประทานอาหารอย่างเสร็จสรรพ พวกเราก็เดินเข้าไปในบริเวณงาน ซึ่งแปลกตาออกไปจากที่จัดมาในหลายปีก่อนหน้านั้น

        “สวัสดี๋ค่า.........”

        สาวสวยพูดภาษโคราชทักทายด้วยเสียงเจื้อยแจ้วอยู่บนรถสามล้อถีบ ภายในบริเวณงานทั้งสองข้างทางมีร้านค้าหลากหลายร้าน แต่ที่แปลกออกไป คือ คนขายล้วนแต่งกายด้วยชุดย้อนยุค รวมถึงร้านค้าก็ตกแต่งแบบย้อนยุคเช่นเดียวกัน

        ด้านหน้างาน ก็เป็นการสาธิตจัดแสดงการดำเนินชีวิตตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อเดินเข้าไปในงาน สายตาของฉันพบถังใบสูงๆ ขนาดใหญ่มากๆ ซึ่งข้างหน้ามีการจัดเก็บค่าผ่านเข้าชมการแสดงมอเตอร์ไซค์ไต่ถัง ฉันไม่ลังเลที่ควักเงินค่าบัตรคนละสามสิบบาท เพื่อชมการแสดงครั้งนี้

        การแสดงนับว่าได้รับความสนใจจากผู้คนมาก การแสดงถือว่าทำได้อย่างไม่มีที่ติ แต่ที่ต้องยกนิ้วให้กับเด็กน้อยวัยเก้าขวบ ที่มีความกล้ามากกว่าใครในการขับขี่รถจักรยานยนต์ไต่ถังไม่แพ้ผู้ใหญ่ที่ขับโชว์ให้พวกเราได้ยลกันก่อนหน้านั้น

        หลังจากที่การแสดงเสร็จสิ้น พวกเราเดินมายังซุ้มที่แสดงอาชีพต่างๆ อันเก่าแก่ ของชาวโคราช เป็นลำดับถัดไป

 

 

        บรรยากาศลักษณะนี้ ทำให้ฉันนึกถึงภาพเมื่อสี่สิบปีก่อน สิ่งที่นำมาแสดงมีทั้ง การทอผ้าด้วยมือ ทำจักสาน กระบุง ตระกร้า เมื่อย่างเท้ามาที่ซุ้มถัดไป เป็นซุ้มแสดงการตีมีด แน่นอน..... ฉันไม่พลาดที่จะเก็บภาพมาฝากกัน

        อาชีพตีมีด เป็นอาชีพของพ่อกับแม่ของฉันมาแต่อ้อนแต่ออก ซึ่งหาเลี้ยงชีพและครอบครัว ฉันยังให้รู้สึกเสียดายมาจนถึงบัดเดี๋ยวนี้ ที่ไม่ได้สืบทอดอาชีพนี้

        “แม่ๆ.... มาดูเค้าทำเครื่องปั้นดินเผา......”

        สิ้นเสียงลูกสาวฉันบอก ฉันเดินมาดูทันที นอกจากเครื่องปั้นดินเผาแล้ว ซุ้มถัดไปมีการบริการนวดแผนโบราณ นวดฝ่าเท้า และที่ขาดไม่ได้ คือ เวทีรำวง กับเวทีการแสดงลิเก คณะอรพิม สิมานคร ซึ่งเมื่อเริ่มแสดง มีผู้คนแน่นขนัด หนาตาเต็มท้องถนนไปหมด

        ปลัดเมืองโคราชก็ให้ความอนุเคราะห์ เปิดบริเวณบ้านพักส่วนตัวให้ประชาชนได้เข้าไปชม ซึ่งนำภาพถ่ายเก่าๆ อายุหลายร้อยปีเกี่ยวกับโคราช มาจัดแสดง พร้อมทั้งบ้านทรงไทยโคราช และการแสดงการละเล่นของเด็กไทยสมัยก่อน ที่เราหาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน โดยส่วนตัวแล้ว ฉันเห็นว่าการละเล่นเหล่านี้มีแต่ความสนุก แสดงออกถึงธรรมชาติแห่งความเป็นเด็ก อีกทั้งยังปราศจากพิษภัย

 

 

        เกือบสามทุ่มแล้ว ถึงเวลาอันสมควรที่ฉันกลับไปพักผ่อนเสียที ก่อนที่จะกลับ ฉันไม่พลาดไปแวะที่ร้านไม้ดอกไม้ประดับ และช่วยอุดหนุนกล้วยไม้มาหลากหลายพันธุ์

        ในความเห็นส่วนตัว ฉันอยากให้ทางจังหวัดโคราชจัดงานในลักษณะนี้ทุกๆ ปี ซึ่งรู้สึกถึงคุณค่าของงานมากกว่าครั้งที่ผ่านมา และเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งยังทำให้ผู้คนที่มาเที่ยวชมงานเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าอีกด้วย

        อ้อ..... ลืมไป ฉันยังไม่ได้เข้าไปชมการแสดงแสงสีเสียง ที่กำกับโดยท่านมุ้ย และคุณสรพงษ์ ชาตรี หากมีโอกาส คราวหน้าฉันจะเข้าเยี่ยมชม และนำภาพมาฝากกันเช่นเคย

 

                                                                                                           สมบูรณ์
                                                                                                             ---------

อีกมุมหนึ่งของโคราช

posted on 04 Feb 2009 20:36 by autis-mann in Mother

 

         ช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ฉันไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน จึงลองขับรถเล่นจากโคราชไปที่วังน้ำเขียวแวะเที่ยวหลายที่ทั้งอากาศดีสถานที่สวยงาม และฉันได้ชมสวนเบญจมาศอีกด้วย

 

 


         ต่อมาเดินทางไปสวนลุงไกรและฟาร์มเพาะเห็ดหอม

 

 

        จากนั้นขับรถเลยไปถึงอุทธยานแห่งชาติทับลานไปยืนยิงหนังสติก ทำกิจกรรมปลูกต้นมะค่า เมื่อมองลงมาด้านล่างจะเห็นจังหวัดปราจีนบุรีสวยเกินบรรยาย

 

 

 

 


         เมื่อขับรถออกมาก็คิดว่าน่าจะขับจากวังน้ำเขียวไปถึงเขาใหญ่ ขณะนั้นสายตาของฉันบังเอิญเห็นทางขึ้นไปเขาแผงม้า จึงลองขึ้นไปเที่ยวดู อุ๊!!! แม่เจ้า ทางช่างขรุขระเสียนี่กระไร และชันมากกว่าที่คิด กว่าจะขึ้นมาถึงก็ใช้เวลามากโข ขณะที่รถบางคันก็เกิดอาการท้อแท้ ตัดสินใจหาที่กลับรถลงจากเขาระหว่างทาง

 


         พอขึ้นไปถึงแล้ว ฉันคิดว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง ที่มองเห็นทิวทัศน์สวยงามอยู่เบื้องหน้า มองเห็นภูเขาน้อยใหญ่ ตกเย็นจะมีกระทิงออกมาให้เห็น


         ฉันคิดว่าถ้าหากว่าทางสะดวกขึ้นคงจะมีคนขึ้นไปเที่ยวเป็นจำนวนมากและอาจจะรบกวนสัตว์ป่าและขยะก็จะตามมา

 


         สรุปฉันคิดว่าทางลำบากน่ะดีแล้ว จะได้รักษาสิ่งแวดล้อมไปในตัว


         เมื่อเดินทางลงจากเขาแผงม้าก็เลยมาพักค้างคืนที่เขาใหญ่

 

 


         เช้าวันต่อมา ฉันก็ไปไหว้พระหลวงพ่อโตที่สีคิ้ว พร้อมกับแอบถ่ายรูปสรพงศ์ ศิลปินแห่งชาติคนล่าสุด แล้วจึงเดินทางกลับ


         ฉันอยู่โคราชตั้งแต่เกิด กลับเพิ่งรู้ว่าธรรมชาติที่สวยงามอยู่ใกล้ตัวเรานี่เอง....

 

**************