knowlage

 

1.โจรกรรมแหวกแนวและตำรวจย้อนรอย

        มีหลากหลายรสชาติกับคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปีนี้

        เริ่มจากแก๊งโจรบันลือโลกชาวบราซิล ราว 6-10 คน ลงทุนขุดอุโมงค์อยู่ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน  จนได้ความยาว 8 เมตร

        จุดหมายปลายทางก็อยู่ที่ชั้นล่างของคลังเก็บสมบัติของธนาคารกลางในดินแดนแห่งนี้

        กวาดทรัพย์สินไปได้เกือบๆ 3,000 ล้านบาท จากนั้นก็หายเข้ากลีบเมฆ

        ตำรวจสันนิษฐานว่า คงจะดูภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมากไป ไอเดียจึงกระฉูด ได้ถึงขนาดนี้ แต่ที่ยังงงๆ อยู่ก็ที่ว่า .....

        เหล่าโจรฝ่าสัญญาณเตือนภัยที่มีอย่างแน่นหนานี้ไปได้อย่างไร

        ส่วนโจรกระจอกในฮ่องกงรายนี้ ก็มีความคิดพิเรนทร์ไม่แพ้กัน แอบไปลักเถ้ากระดูกคนตายในสุสานเพื่อเรียกค่าไถ่จากลูกหลาน เป็นเงินเกือบ 3 แสนบาท

        ขณะที่โจรสาวชาวมะกันมาแปลกแบบอินเทรนด์สุดๆ ที่ปล้นแบงก์อย่างหน้าตาเฉย ไปพร้อมๆ กับการพูดคุยโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา

        นับวันคุณโจรก็ยิ่งมีแผนเด็ดๆ ตำรวจก็ต้องคิดแผนเด็ดๆ มาย้อนรอยกันบ้าง กับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ซึ่งไปแฝงตัวอยู่ในแก๊งลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย  นัดรวมตัวสมาชิกแก๊งจากทั่วโลก ในงานแต่งงานที่ตัวเองจัดขึ้นแบบหลอกๆ 

        ทำให้งานนี้สามารถสร้างผลงานด้วยการรวบตัวคนร้ายทั้งชาวอเมริกันและต่างชาติ เกือบ 100 คน พร้อมของกลางที่เป็นธนบัตรปลอม บุหรี่ปลอม ยาบ้า และไวอากร้า รวมมูลค่ามหาศาล


2.สุดยอดเรื่องเหลือเชื่อแห่งปี

        หญิงสาวนักกระโดดร่ม ชาวมะกัน วัย 21 ปี นามว่า "เชย์นา ริชาร์ดสัน" ซึ่งไม่ทราบว่า ตัวเองกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ อยู่ ประสบอุบัติเหตุขณะกระโดดร่ม แต่ร่มกลับไม่กาง

        ทำให้ตกลงมายังพื้นยางมะตอย ด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เธอก็เป็นหญิงเหล็กที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้มาได้ 

        แม้กระดูกเชิงกรานจะหักถึง 2 จุด ขาหัก 1 ข้าง และฟันหลุด  6 ซี่ก็ตาม  พร้อมปาฏิหาริย์ที่ลูกในครรภ์ของเธอก็ยังปลอดภัยและสมบูรณ์ดีทุกอย่าง

        อีกเรื่องเป็นเรื่องของหญิงชรา วัย 84 ปี ที่ยังใจกล้าใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางไปไหนมาไหน แถมยังขับรถเองเสียด้วย

        แต่ที่น่าประหลาดก็ตรงที่ใบขับขี่ของเธอหมดอายุมานานถึง 30 ปีแล้ว  ถ้าไม่ทำผิดกฎจราจรเสียก่อนจนถูกตำรวจจับได้ ก็คงจะขับรถต่อไปได้อีกหลายสิบปี

        เพราะคนสมัยนี้ช่างอายุยืนยาวกันเสียเหลือเกิน


3.ที่สุดของความสยองขวัญ

        มาถึงเรื่องสยองขวัญกันบ้าง

        เมื่อมีการเปิดเผยถึงคนกลุ่มหนึ่งที่นับถือนิกายอากอริส  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาฮินดู แต่กลับมีพิธีกรรมในด้านความศรัทธาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น เรื่องศพจะเป็นสิ่งต้องห้าม คือห้ามแตะต้องใดๆ ทั้งสิ้นสำหรับชาวฮินดูส่วนใหญ่

        แต่คนกลุ่มนี้กลับเชื่อในทางตรงกันข้ามและทำทุกอย่างที่คนอื่นไม่ทำกัน  อ้างว่าเป็นการกระทำในนามของพระเจ้า ด้วยการนำกะโหลกคนตายมาทำเป็นภาชนะ  กินเนื้อคนตาย และนั่งบนคนตาย

        นอกจากนี้ เส้นทางของการเป็นผู้มีจิตวิญญาณก็ออกแนวประหลาดๆ เพราะผู้ประกอบพิธีจะต้องดื่มสุรา สูบกัญชาอย่างหนักก่อน 

        เนื่องจากเชื่อว่าเป็นการนำความเข้มแข็งเข้าสู่ร่างกาย


4.การคิดค้นและค้นพบแบบแปลกๆ  

        เริ่มจากมหาวิทยาลัยซูริก ในสวิตเซอร์แลนด์ ค้นพบว่า นักดนตรีสาวคนหนึ่งสามารถเห็นสีและรับรู้รสชาติได้ในขณะฟังดนตรี เช่น เห็นสีม่วงเมื่อได้ยินเสียงชาร์ป และเห็นสีแดงจากเสียงโด

        หากได้ยินเสียงคู่ของสเกลไมเนอร์ เธอผู้นี้ก็จะรับรู้รสเปรี้ยวได้และเมื่อได้เสียงอื่นๆ อีกเธอก็จะรับรสได้ทั้งเค็มและหวานอีกด้วย

        ส่วน "อเล็กซีส์ เลอแมร์" นักศึกษาวัย 24 ปี ในฝรั่งเศสรายนี้ สามารถสร้างสถิติโลกได้ด้วยการถอดรากที่  13 ของเลข  200 ภายในเวลา 48 นาที 51 วินาที

        ทั้งๆ ที่ใช้แต่หลักคณิตคิดในใจ โดยไม่พึ่งพาอุปกรณ์ไฮเทค หรือแม้แต่กระดาษเลย

        ด้านชาวแดนอาทิตย์อุทัย "อากิระ ฮารากูชิ"ซึ่งมีอาชีพเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต วัย 59 ปี สามารถท่องเลขทศนิยมตำแหน่งแรกของค่าพาย  ซึ่งเป็นจำนวนจริงที่มีค่าเท่ากับอัตราส่วนของเส้นรอบวงกับเส้นผ่าศูนย์กลางของวงกลมได้ 83,431 ตัวโดยใช้เวลา 13 ชั่วโมง

        อันเป็นการทำลายสถิติเดิม ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นเช่นกัน ที่เคยท่องได้ 42,191 ตัว

        อย่างนี้บอกได้คำเดียวว่า อัจฉริยะจริงๆ 


5.สิ่งประดิษฐ์สุดพิสดารแห่งปี

        สิ่งประดิษฐ์สุดพิสดารชิ้นนี้ การันตีโดยรางวัลอิ๊กโนเบล  โดยเป็นรางวัลที่มอบให้แก่งานวิจัย

        ที่แปลกประหลาดที่สุด ซึ่งก็ได้แก่ นาฬิกาปลุก ที่ส่งเสียงปลุกแล้วลุกหนีไปซ่อนตัวได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าอย่างไรเสีย เจ้าของนาฬิกาก็จะต้องตื่นขึ้นมาตามหานาฬิกาเจ้าปัญญานี้ เพื่อปิดเสียงปลุกที่ดังแผดหูให้จงได้

        อย่างนี้สิ  ถึงจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่แก้จุดอ่อนของมนุษย์ขี้เซาได้เยี่ยมจริงๆ เลย!


6.สัตว์โลกที่แสนน่ารัก

        เรื่องน่ารักๆ ของสัตว์โลกผู้น่ารักมีให้เห็นเสมอ 

        แต่ที่เด่นสุดในรอบปี เห็นจะเป็นเจ้าสุนัขจรจัดในเคนยา ที่ช่วยชีวิตทารกที่ถูกทิ้งไว้กลางป่าได้ โดยลากทารกน้อยผู้น่าสงสารรายนี้ไปอยู่กับลูกๆ  ที่เพิ่งจะคลอดออกมาครอกหนึ่ง 

        อีกทั้งยังโชคดีอีกที่มีคนได้ยินเสียงของเด็กน้อย  จึงเข้าไปช่วยเหลือส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที

        เรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่าเจ้าสุนัข นอกจากจะรักลูกตัวเองแล้ว ยังมีน้ำใจ และสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่ดีเหมือนกัน 

        ส่วนเจ้าแมวในแคนาดา ที่ชื่อว่า "เรด" ตัวนี้ กลายเป็นมหาเศรษฐี 45 ล้านบาทไป เมื่อเจ้าของที่เสียชีวิตทิ้งมรดกไว้ให้  พร้อมสั่งเสียให้คริสตจักรแคนาดา เป็นผู้จัดการมรดก

        แต่ที่เด็ดสุดๆ เห็นจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ใกล ก็เมืองไทยของเรานี่เอง  ซึ่งชาวโลกเขาทึ่งกันนักกันหนากับการที่ควาญช้างในปางช้างแห่งหนึ่ง สอนให้เจ้าสัตว์ขนาดใหญ่ แต่ก็น่ารักเหล่านี้ นั่งส้วมขนาดยักษ์ที่จัดทำขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อให้สิ่งปฏิกูลที่ช้างขยันปล่อยทิ้งกันออกมาตามรายทาง อยู่ห่างจากสายตาของนักท่องเที่ยว โดยจัดให้เป็นที่เป็นทางเสีย

        นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยเรื่องแปลกๆ ของสัตว์โลก เริ่มที่นักวิจัยอเมริกันและนอร์เวย์พบว่า ช้างแอฟริกันมีพฤติกรรมชอบเลียนเสียงที่อยู่รอบๆ ตัว เช่น ช้างพังวัย 10 ปี ในเคนยา สามารถเลียนเสียงได้แม้กระทั่งเสียงของรถบรรทุกที่วิ่งอยู่บนถนน 

        ขณะที่กลุ่มอนุรักษ์สัตว์ป่า พบว่า หนูหน้าตาประหลาดที่หากินตามตลาดเมืองลาว กลายเป็นสมาชิกรุ่นแรกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในตระกูลใหม่ไปเสียแล้ว แถมตั้งชื่อพันธุ์ว่า "หนูหิน" 

        ส่วนนักวิจัยที่เรียกตัวเองว่า กลุ่ม "ฟร็อกวอตช์" พบว่า คางคกต้นอ้อยนั้นหลงแสงไฟดิสโก้เข้าให้แล้ว


7.ไขปริศนารอยยิ้มโมนาลิซา

        ปิดท้ายด้วยความพยายามในการถอดรหัสภาพวาดของ "ลีโอนาร์โด ดา วินชี" จิตรกรเอกชาวอิตาลี ซึ่งภาพปริศนาที่ว่านี้ก็คือ ภาพโมนาลิซา หรืออีกชื่อคือ "ลา จิโอกองดา" คือชื่อ-สกุลของสามีของนางแบบผู้นี้

        ส่วนการไขปริศนาครั้งนี้ ทำโดยทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม ในเนเธอร์แลนด์ ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์วิเคราะห์รอยยิ้มของสาวเจ้าของรอยยิ้มนี้กันเลยทีเดียว  จนได้ความว่า นางแบบผู้นี้มีความสุขมากถึง 83% รังเกียจ  9% หวาดกลัว  6% และโกรธขึ้งเพียง  2%


8.โศกนาฏกรรมแห่งความรัก

        เหลือเชื่อสุดๆ กับวรรณกรรมสุดคลาสสิกของ นายวิลเลียม เช็กสเปียร์ ที่เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้

        เมื่อผู้เฒ่าวัย 71 ปี กระทำอัตวินิบาตกรรม  เมื่อสิ้นหวังกับอาการโคม่าของศรีภรรยาผู้เป็นที่รัก ซึ่งป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบมานานหลายเดือน แต่ปาฏิหาริย์กลับเกิดขึ้น

        หลังจากนั้นเพียง  12 ชั่วโมง เมื่อหญิงชราวัย 67 ปี สามารถฟื้นคืนสติมาได้ เรื่องนี้จึงต้องปิดฉากลงด้วยความเศร้า

        เพราะผู้เป็นภรรยาจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป

      โดยไร้สามีอยู่เคียงข้าง

 


ที่ม่า : http://variety.teenee.com/foodforbrain/11449.html

 

        “กูเกิดที่นี่ สายรกก็ฝังที่นี่ โตก็โตที่นี่ ถ้าจะให้ทอดกฐินสักครั้ง กูก็อยากจะมาทอดที่บ้านเกิดนี่แหละ”

        คุณตาสุวรรณ ปลั่งประเสริฐ กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง ในฐานะที่ท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ของฉัน ท่านมีความตั้งใจจริงอยากจะทำบุญครั้งใหญ่ ด้วยการทอดกฐินสักครั้งในชีวิต

 

 

        คุณตาสุวรรณยังบอกต่ออีกว่าให้ลูกหลานและวงวานว่านเครือ คนในตระกูลทุกคนช่วยเหลือท่าน ฉันมองเห็นถึงความตั้งใจของคุณตาสุวรรณ จึงได้บอกต่อๆกันไปถึงญาติพี่น้องทุกคน ให้ช่วยกันหากรรมการ ซึ่งทุกคนก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดี และเต็มใจช่วยกันจัดงานกฐินครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วง

 

 

        ฉันรู้สึกซึ้งในน้ำใจไมตรีของยายทอง ซึ่งเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ทั้งๆที่ดวงตาของท่านจะมองไม่ค่อยเห็น แต่ก็มีหลานคอยประคับประคองมาด้วย ยายทองได้เอ่ยกับฉันว่า.......

        “กูเกิดที่นี่ เคยอยู่ที่นี่ และรักที่นี่มาก มาทีไรก็คิดถึงความหลัง”

 

 

        ท่านได้บอกกับฉันต่ออีกประโยคว่า........

        “ถึงแม้ว่ากูจะไปอยู่ที่ไหน มันก็ไม่เหมือนบ้านเก่า”

 

 

        วันที่ 18 และ 19 ตุลาคม พ.ศ.2551 ที่ผ่านมาหมาดๆ เป็นวันจัดงาน ซึ่งมีการรวมญาติพี่น้องครั้งใหญ่ ทุกคนได้มาพบปะ พูดคุย และแนะนำให้รู้จักกัน ด้วยเหตุเกรงว่า เมื่อไปเจอกันในสถานที่อื่นโดยไม่รู้จักกัน ก็จะชอบพอกันเอง ซึ่งมีอยู่หลายคู่ที่เป็นแบบนี้ พ่อ~ แม่~ พี่~ น้อง~ ปู่~ ย่า~ ตา~ ยาย~ ลุง~ ป้า~ น้า~ อา~ ลูก~ หลานทุกคน ต่างก็มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม หัวเราะ พูดคุยกันอย่างเป็นสุข เมื่อฉันเห็นแล้ว ภายในใจก็รู้สึกมีความสุข ถึงแม้จะเหนื่อยบ้าง แต่ก็ไม่เป็นไร

 

 

        พวกเราทุกคนล้วนจัดงานด้วยใจ โดยส่วนตัว ฉันไม่คิดว่าจะมีคนมาร่วมงานกันมากขนาดนี้ ฉันได้ยินคุณตาสุวรรณเอ่ยว่า..........

        “คนในตระกูลของเรามากันเยอะจริงๆ”

 

 

        ก็เป็นจริงอย่างที่คุณตาสุวรรณว่าเอาไว้ ฉันได้คุยกับญาติห่างๆ คนหนึ่ง เขาบอกกับฉันว่า.......

        “ฉันอยากมาร่วมงาน อยากมาเจอญาติที่ไม่เคยเห็นหน้ากันนาน คิดถึง เพราะปู่ ย่า ตา ยายก็ตายที่นี่ ดีใจที่มีงานนี้ มันเหมือนเป็นงานรวมญาติ”

 

 

        การจัดงานทอดกฐินครั้งนี้ ซึ่งมีคุณประทีป กรีฑาเวช เป็นประธานจัดงาน ได้เงินถวายวัดโพธาราม บ.เพราม ต.ใหม่ อ.โนนสูง จ.โคราชบ้านเองเป็นจำนวน 166,052 บาทถ้วน

        ฉันก็มีรูปมาฝากกันเยอะแยะเลยล่ะ


                                                                                                                     สมบูรณ์
                                                                                                                     --------

 

 

ป.ล. สำหรับผู้ที่เข้ามาร่วมงานช่วยคอมเมนต์ด้วยนะคะ

-------------------------------------------------------------