history

 

 

 

        “...บัณฑิตย่อมคิดถึงแต่อุปนิสัยของตน ส่วนคนพาลคิดแต่ตำแหน่งของตน ฝ่าย
แรกคิดหาวิธีแก้ไขความผิด ส่วนฝ่ายหลังคิดถึงแตึความโปรดปราน...”

        “...บัณฑิตแสวงหาสิ่งที่เป็นความถูกต้อง ส่วนคนพาลเสาะแสวงหาแต่
ประโยชน์...”

        ….
        …

        คำกล่าวข้างต้นล้วนเป็นคำสอนของขงจื๊อ (Koung Tzu 8 ปีก่อนพุทธศักราช - พ.ศ.64)
นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของจีน รัฐบาลจีนจึงจัดสร้างภาพยนตร์ภายใต้ชื่อ Confucius -
คอนฟูซิอุส ซึ่งเป็นชื่อภาคภาษาละตินที่ชาวตะวันตกเรียกขานกัน เพื่อเป็นเกียรติในวาระครบ
รอบวันเกิดปีที่ 2560 ซึ่งขงจื๊อเกิดวันที่ 28 กันยายน  8 ปีก่อนพุทธศักราช ประจวบเหมาะกับการ
เฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี แห่งการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.
2492 โดยปีเตอร์ เปา ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่กำกับภาพยนตร์มหากาพย์เรื่องนี้ ซึ่งเขาเคย
ทำหน้าที่กำกับภาพ Crouching Tiger, Hidden Dragon พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองโลก (2543)
มาก่อน เป็นใบรับประกันคุณภาพชั้นดี

         Confucius ในรอบที่ผมดูเป็นแบบซาวน์แทรก ผมจึงรู้สึกว่าเสพอรรถรสจากภาพยนตร์
เรื่องนี้อย่างเต็มเปี่ยม ฉากในหนังหลายฉากดูอลังการ การกำกับภาพ และมุมกล้อมค่อนข้างโดด
เด่นทีเดียว ดนตรีประกอบ ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่สามารถดึงอารมณ์ผู้ชมให้รู้สึกรันทดไปกับ
ชะตากรรมของตัวละครหลัก

        แต่เหนือสิ่งอื่นใด ขงจื๊อใน  Confucius ดูเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาผู้หนึ่งที่ยังเปี่ยมไปด้วย
อารมณ์และความรู้สึก โดยมีคาแรกเตอร์เฉพาะ คือ นิสัยดื้อดึง ยึดติดความคิดของตนเองเป็น
หลัก มิรู้จักผ่อนปรน หรือปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ ท่านจึงมิใช่นักปราญ์เมธีแสนเลิศเลอ
เพอร์เฟค ซึ่งโจวเหวินฟะทำหน้าที่ถ่ายทอดตรงส่วนนั้นออกมาได้ดียิ่งนัก

        เนื้อเรื่องของ Confucius เน้นเนื้อหาการแย่งชิงอำนาจภายในแคว้นหลู่ แต่ตัวหนังไม่มีการ
ปูพื้นทำความเข้าใจว่าแผ่นดินจีนในสมัยนั้น ขุนศึกตามแว่นแคว้นต่างๆ ตั้งตนเป็นอ๋องขึ้น
ปกครองตนเองเป็นเอกเทศ อ๋องแต่ละแคว้นนอกจากจะมีอำนาจเป็นอิสระ ยังมีอำนาจเหนือเจ้า
เหนือหัวแห่งราชวงค์โจว (580 ปีก่อน พ.ศ. - พ.ศ. 287) ซึ่งเป็นราชวงค์ที่ปกครองแผ่นดินจีนใน
ขณะนั้นอีกด้วย และอ๋องในแคว้นเหล่านี้ ต่างก็ยกทัพทำสงคราม รบพุ่งระหว่างกัน เพื่อแย่งชิง
ความเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินจีน ส่งผลให้ประชาชนบนผืนแผ่นดินจีนในสมัยนั้นแทบจะหาความ
สงบสุขมิได้

        Confucius เล่าเรื่องราวอัตชีวประวัติของมหาปราชญ์แห่งแผ่นดินมังกร ซึ่งตัวหนังเริ่มเล่า
อย่างรวบรัด ตั้งแต่หลู่ติ้งกง (เฉินเจี้ยนอิน) อ๋องแคว้นหลู่แต่งตั้งข่งชิว (ชื่อจริงของขงจื๊อ
นำแสดงโดย โจวเหวินฟะ) ขึ้นเป็นเสนาบดียุติธรรม โดยมีวาระซ่อนเร้น เพื่อสลายอำนาจของ
สามตระกูลใหญ่ตามหัวเมือง คือ ตระกูลจี้ ม่ง และซู ซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจที่แท้จริงเหนืออ๋องแคว้น
หลู่มายาวนาน ด้วยความที่ข่งชิวเป็นผู้มีคุณธรรม และเถรตรงสุดขั้ว จึงมักจะมีเหตุให้ขัดแย้งกับ
ผู้นำสามตระกูลใหญ่อยู่เนืองๆ

        ต่อมา.... ข่งชิวสร้างผลงานชิ้นโบว์แดง เมื่อเขาสามารถนำสามหัวเมืองที่เสียไปให้กับ
แคว้นฉี ซึ่งเป็นแคว้นมหาอำนาจบ้านใกล้เรือนเคียงกลับคืนมาอยู่ใต้ปกครองของแคว้นหลู่อีก
ครั้ง อีกทั้งยังนำเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีกลับคืนสู่แคว้นหลู่อย่างเต็มภาคภูมิ หลู่ติ้งกงจึงปูน
บำเหน็จด้วยการเลื่อนตำแหน่งข่งชิวให้รับประทานตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทย ข่งชิวจึงถือ
โอกาสริดรอนอำนาจของสามตระกูลอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ด้วยการสั่งการทำลายกำแพงทั้ง
สามหัวเมือง ที่ผู้นำสามตระกูลปกครอง

        แต่ทว่า.... การดำเนินนโยบายแบบเฉียบพลัน ย่อมก่อให้เกิดคลื่นใต้น้ำตามมาอีกระลอก
เมื่อ เสธ... เอ๊ย!!!.. แม่ทัพกงซานหนิว ซึ่งอยู่ใต้อาณัติตระกูลจี้ นำกำลังก่อกบฏ ยกทัพเข้าเมือง
หลวงแคว้นหลู่ อย่างอุกอาจ หมายจะสังหารหลู่ติ้งกงและข่งชิว โดยมีผู้นำสามตระกูล นั่งอยู่บนภู
ดูเสือกัดกันคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

        สงครามกลางเมืองระหว่างทั้งสองฝ่าย จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งสามารถปราบ
กองทัพกบฏเสียหมอบราบคาบแก้ว ทำให้อำนาจของหลู่ติ้งกงเข้มแข็งมั่นคงขึ้น ขณะที่ข่งชิว
จัดการทำลายกำแพงไปสองหัวเมือง เหลืออีกหัวเมืองที่ข่งชิวต้องการทำลายกำแพงให้สิ้นซาก
ไป แต่หัวเมืองนี้เป็นเมืองชายแดน ซึ่งติดกับแคว้นฉี คู่อริเจ้าเดิม ข้างฝ่ายแคว้นฉีรู้ข่าว จึงเตรียม
จัดทัพหมายยกมารุกรานอีกครั้ง หลู่ติ้งกงจึงระงับแผนทำลายกำแพงหัวเมือง ด้วยเหตุผลเพื่อ
ความมั่นคงของแคว้นหลู่ ทั้งสองจึงเริ่มกินแหนงแคลงใจมานับแต่นั้น

        เมื่อถึงงานเลี้ยงฉลองในเขตพระราชฐาน ขุนนางแทบทุกคนต่างได้รับถ้วยน้ำซุปจากหลู่ติ้ง
กง ขณะที่ข่งชิวตั้งหน้าตั้งตารอถ้วยน้ำซุป แต่กลับมีคนส่งของขวัญมาให้ชิ้นหนึ่ง ซึ่งทำให้ข่งชิว
เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ และตัดสินใจเดินทางออกจากแคว้นหลู่ เผยแพร่คำสอนไปยังแว่นแคว้น
ต่างๆ ทั่วแผ่นดินจีน พร้อมกับสานุศิษย์ร่วมทางอีก 72 คน ในเวลาต่อมา... คำสอนของขงจื๊อก็มี
อิทธิพลอันแผ่ไพศาล และหยั่งรากลึกเข้าสู่วิถีของชาวจีนมานานกว่า 2,000 ปี

        ช่วงต้นเรื่อง Confucius สะท้อนการกดขี่ข่มเหงของผู้มีอำนาจ ซึ่งปีเตอร์ เปาค่อนข้างเน้น
ฉากนี้เป็นพิเศษ ให้ผู้ชมเห็นภาพนี้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง อย่างเช่น ฉากแสดงประเพณีการฝังบ่าว
ไพร่ไปพร้อมกับนายเมื่อยามสิ้นชีวี แน่นอน.... ขงจื๊อย่อมต่อต้าน และให้ยกเลิกประเพณีเหล่านี้
เสีย จนผมรู้สึกว่า ขงจื๊อน่าจะเป็นนักสิทธิมนุษยชนคนแรกของโลกเลยล่ะ

        ในบรรดาตัวละครสานุศิษย์ของขงจื๊อ เหยียนฮุ่ยมีบทบาทเด่นที่สุด โดยเฉพาะ ฉาก
เหยียนฮุ่ยคอยเตือนสติขงจื๊อ เมื่อยามเห็นว่าอาจารย์ของตนเองใช้อารมณ์ หรืออคติในการ
ตัดสินใจสำหรับบางสถานการณ์ ดังเช่น....

        “....ท่านอาจารย์เคยสอนว่า ถ้าคิดจะเปลี่ยนแปลงโลก จงเปลี่ยนแปลงตนเองจาก
ภายในเสียก่อน มิใช่หรือ?....”

        “....ท่านอาจารย์เคยสอนว่า เมื่อยามบ้านเมืองมีภัย ประชาชนก็ควรร่วมมือกัน
ช่วยเหลือ มิใช่หรือ?....”

        ….
        …

        คำตักเตือนของเหยียนฮุ่ย นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของขงจื๊อ ในสถานการณ์
นั้นๆ

        มีอยู่ฉากหนึ่งที่ขงจื๊อพบกับเล่าจื๊อ แลดูแล้วเป็นฉากที่แสดงถึงระดับชั้นที่แตกต่างกันอย่าง
สิ้นเชิงระหว่างมหาปราชญ์ทั้งสองท่าน ซึ่งเล่าจื๊อนั้นแลดูสูงส่งราวกับเทพแห่งสรวงสวรรค์ ผมเอง
ก็เคยคิดว่าน่าจะให้ขงจื๊อนึกถึงช่วงที่เคยพบกันมาก่อน ทั้งสองมหาปราชญ์เคยแลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นเชิงปรัชญามาก่อนที่หอสมุดกลาง ณ เมืองลั่วหยาง เมื่อสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่า ช่วง
ที่ขงจื๊อประสบความสำเร็จสูงสุดในงานราชการ ในขณะเดียวกันกับมหาปราชญ์ลัทธิเต๋าถึงแก่
อสัญกรรมพอดี ในปี พ.ศ.43

        สำหรับบทสนทนาระหว่างมหาปราชญ์ทั้งสอง Confucius ก็ตัดเอาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
สั้นๆ และได้ใจความว่า....

        “....คนเราต้องทำตัวเสมือนน้ำ ไม่เข้มแข็ง หรืออ่อนแอจนเกินไป สามารถยืดหยุ่น
ได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป...”

        ….
        …

        นอกจากนี้ มีบางฉากที่หลู่ติ้งกงอ้างอิงคำสอนของเล่าจื๊อ สมัยนั้นแนวคิดปรัชญาลัทธิเต๋ามี
อิทธิพลต่อการเมืองจีนอยู่พอสมควร อันที่จริงก็น่าจะปูพื้นเกี่ยวกับมหาปราชญ์ท่านนี้บ้างในช่วง
ต้นเรื่อง

        ส่วนฉากกลยุทธล่อหลอกอ๋องแคว้นฉี  ดูเหมือนว่าปีเตอร์ เปาเสริมส่งให้ขงจื๊อโดดเด่น
ด้านการวางกลยุทธ กลวิธีจนเกินความเป็นจริงไปนิด ทั้งๆ ที่ท่านไม่มีความถนัดด้านนี้เป็นพิเศษ
แถมกลยุทธที่ใช้ก็ลอกเลียนแบบมาจาก “สามก๊ก” ตอน จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า ในฉากเตียวหุยใช้
กลลวงล่อหลองกองทหารโจโฉที่สะพานเตียงปันเกียวอีกต่างหาก

        ช่วงท้ายเรื่อง Confucius ตั้งแต่ฉากขงจื๊อเดินทางออกจากแคว้นหลู่ ค่อนข้างรวบรัด
ตัดตอน ทั้งๆ ที่ สาระสำคัญทั้งหลายทั้งมวล อยู่ที่การเดินทางเผยแพร่คำสอนไปตามแว่นแคว้น
ต่างๆ ขงจื๊อและคณะสานุศิษย์ผ่านประสบการณ์ร่วมกัน เคี่ยวกรำจนความคิดเชิงอภิปรัชญา
ตกผลึกเต็มที่ เมื่อผมลองคิดทบทวนดูอีกรอบ การเพิ่มในส่วนนั้นมากเกินไป ก็อาจจะทำให้หนัง
น่าเบื่อเอาน่ะสิ

        ใครที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ หากเห็นว่า Confucius เป็นภาพยนตร์แนวมหากาพย์ดราม่า ซึ่ง
เต็มไปด้วยคำกล่าวเชิงปรัชญาในแบบคัมภีร์ “หลุนอวี่” ย่อมเป็นความคิดที่เกินเลยไปนัก และ
ไม่รู้สึกว่าเป็นเหมือนกับยาขมหม้อใหญ่ที่เราต้องกล้ำกลืนฝืนดื่ม ซึ่งหนังเรื่องนี้มีเนื้อหา และการ
ดำเนินเรื่องเข้มข้นกว่าที่คิด อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงสัจธรรมบางอย่าง ซึ่งเกี่ยวกับแวดวง
การเมืองโดยตรง ที่ว่า....

        น้อยนักที่ “คนดี” มีคุณธรรม และเถรตรง สามารถต้านทานกระแสเหลี่ยมเล่ห์
เพทุบายของบรรดาสิงสาราสัตว์ (ทางการเมือง) อันเชี่ยวกรากยิ่ง ให้รอดพ้นไปจน
ตลอด.... รอดฝั่ง

 

ดินสอ 2B
---------
 

 

 


        ประวัติศาสตร์ชาติไทยเรา หากศึกษากันให้ดีๆ มีเกร็ดเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย
เลยล่ะ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็ยังเป็นต้นแบบของละครโทรทัศน์ หรือนวนิยายที่เราอาจจะ
เคยผ่านตากันมาบ้าง

        ก็อย่างที่หลายคน (น่าจะ) รู้ ไทยเราเคยติดต่อสัมพันธ์กับชาวต่างชาติมานานพอสมควร
โดยเฉพาะชาวตะวันตก ซึ่งบางครั้งเคยมาร่วมทำสงครามกับพม่า ดั่งที่เราอาจจะเคยเห็นใน
ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ เช่น พระศรีสุริโยทัย หรือ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทั้ง
สองภาค

        แต่มีชาวต่างชาตินักผจญภัยคนหนึ่ง ซึ่งรอนแรมมาจากดินแดนฝอยทอง “โปรตุเกส” ไป
ยังประเทศพม่า แต่เสี้ยวหนึ่งในชีวิตของเขาก็เกี่ยวพันเข้ากับประวัติศาสตร์ชาติไทยเราช่วงปลาย
รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จนถึงยุคพระเอกาทศรถอยู่มิใช่น้อยเลยทีเดียว

        ชื่อของชายผู้นี้ก็คือ นายฟิลิป เดอ บริโต นั่นเอง.....

        กระทาชายเมดอินจากโปรตุเกสนายนี้ เป็นนักเดินเรือสำเภาขั้นเทพ ทั้งยังมีความสามารถ
ในการสู้รบ ชำนาญทั้งปืนใหญ่ที่ยิงต่อกรระหว่างเรือรบด้วยกัน และสามารถใช้หอก ดาบ
อย่างชำนิชำนาญยิ่งนัก

        ก่อนหน้าที่นายฟิลิปจะเดินทางมายังแผ่นดินพม่า สมเด็จพระนเศวรยกทัพขึ้นไปตีกรุง
หงสาวดีถึงสองครั้ง ภายหลังจากสมเด็จพระนเศวรยกกองทัพกลับกรุงศรีอยุธยาแล้ว พระเจ้า
ตองอูก็ตั้งตนเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินพม่า และมอบหมายให้พระเจ้ายะไข่รักษาเมืองสิเรียม ซึ่ง
ถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะอยู่ตรงข้ามกับอ่าวทะเลกับเมืองเมาะตะมะ และเป็นเมือง
ที่ป้องกันยาก พระเจ้ายะไข่ไม่ไว้พระทัยข้าราชการพม่าสักคนว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะ
แบกรับภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งนี้ได้ จึงเป็นโอกาสของนายฟิลิป ที่ได้คุม
ไพร่พลรักษาเมืองสิเรียม

         นายฟิลิป เดอ บริโตนำไพร่พลจำนวนสามพันคน พร้อมกับเรือกำปั่นอีกสามลำมารักษา
เมืองสิเรียม เขาแสดงอำนาจและฝีมือจนเป็นที่ครั่นคร้ามต่อชาวพม่าและมอญที่อาศัยอยู่เมือง
นั้น อีกทั้งชักชวนชาวโปรตุเกศมาร่วมอยู่ในเมืองสิเรียมจำนวนมาก สร้างป้อมปราการอย่าง
แข็งแรง ตั้งเป็นด่านเก็บภาษีเรือสินค้าชาติต่างๆ ที่มาค้าขายกับพม่า ซึ่งผ่านปากน้ำหงสาวดี

        นักผจญภัยชาวโปรตุกีสผู้นี้นำเงินทองจากภาษีไปส่งส่วยให้กับพระเจ้ายะไข่มิได้ขาด แต่
ขณะเดียวกัน ตนเองก็ประกอบอาชีพค้าขายหาผลประโยชน์ส่วนตัวไปด้วย อันทำให้เขามีฐานะ
ร่ำรวยอย่างมหาศาล

        แต่แล้ววันหนึ่ง.... พระเจ้ายะไข่ระแวงว่านายฟิลิป จะเติบใหญ่ขึ้นมาจนยากที่จะควบคุม
เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม พระเจ้ายะไข่จึงพยายามถอดถอนนายฟิลิปออกจากตำแหน่งเจ้าเมือง
สิเรียมเสีย แต่นายฟิลิปก็นกรู้ จึงแข็งเมือง ไม่ขึ้นตรงต่อพระเจ้ายะไข่อีกต่อไป และยกเลิกการ
ส่งส่วยทั้งหมด อีกทั้งยังส่งกองทหารไปยึดหัวเมืองใกล้เคียงอีกด้วย

        ร้อนถึงพระเจ้าตองอู จึงทรงรับสั่งให้พระเจ้ายะไข่ปราบปรามนายฟิลิปเสียให้สิ้นซาก
พระเจ้ายะไข่จึงแต่งตั้งมังคะมอง ราชบุตรซึ่งนั่งควบตำแหน่งพระมหาอุปราชเมืองยะไข่ คุม
กองทัพเรือมาตีเมืองสิเรียม ส่วนพระเจ้าตองอูก็แต่งตั้งนัดจินหน่อง ผู้ป็นราชบุตรคุมกองทัพบก
มาสมทบด้วย

        กองทัพเรือจากเมืองยะไข่ยกมาประชิดเมืองสิเรียมก่อน นายฟิลิปเห็นว่าแสนยานุภาพ
ของกองทัพยะไข่เหนือกว่า เหลือกำลังมิอาจต่อกรได้เป็นแน่ จึงรีบรวบรวมทรัพย์สมบัติ พา
ครอบครัวลงเรือสำเภาแล่นหนีออกทางทะเล มังคะมองจึงนำทัพเรือออกไล่ล่าติดตามอย่าง
กระชั้นชิด และใช้เรือสำเภาหลายลำล้อมเรือของนายฟิลิป เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ นายฟิลิปจึง
ตัดสินใจใช้เรือที่มีอยู่เพียงลำเดียว สู้แบบสุนัขจนตรอก ยิงปืนใหญ่จากรอบด้าน จนเรือของ
กองทัพยะไข่จมลงสู่ก้นทะเลไปหลายลำ

 

 

 

        ด้วยไหวพริบและปฎิภาณ นายฟิลิปส่องกล้องมองหาเรือของอุปราชเมืองยะไข่ เมื่อพบ
แล้วก็สั่งระดมยิงไปที่เรือลำนั้นเพียงจุดเดียว จนเรือรบหลวงล่มลง มังคะมองจึงต้องกระโดดลง
น้ำ นายฟิลิปจึงให้ทหารคร่ากุมตัวอุปราชเมืองยะไข่ แล้วจึงแล่นเรือกลับเมืองสิเรียม ด้าน
กองเรืออื่นๆ เมื่อเห็นเรือรบหลวงล่มลง และคาดว่าแม่ทัพต้องจมน้ำตายเป็นแน่แท้ จึงยกทัพ
กลับส่วนกองทัพบกที่กำลังเดินทัพมาสมทบ ทราบข่าวทัพเรือยะไข่พ่ายต่อข้าศึก ก็ให้ตกใจหยุด
ทัพเช่นเดียวกัน

        พระเจ้ายะไข่ทราบข่าวพระมหาอุปราชเสียทีแก่นายฟิลิปก็แทบลมจับ แต่ก็รีบจัดแจงทัพ
เรืออีกกองไปสมทบกับทัพบกของตองอู ยกทัพล้อมเมืองสิเรียมไว้อย่างหนาแน่น ขณะที่นาย
ฟิลิปก็มีมังคะมองเป็นตัวประกันจึงถือความได้เปรียบส่วนนี้ ส่งทูตไปเจรจาเรียกร้องให้ทำสัญญา
ยกเมืองสิเรียมให้ ซึ่งพระเจ้ายะไข่และพระเจ้าตองอูก็ยอมปฎิบัติตามแต่โดยดี และทำสัญญา
ยกเมืองให้ นายฟิลิป เดอ บริโต ในปีเถาะ พ.ศ.2146 ก่อนที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสวรรคต
เพียงสองปี

        เพื่อเป็นหลักประกัน  นายฟิลิปจึงขอสวามิภักดิ์กับฝ่ายไทย เนื่องจากเกรงว่าพระเจ้ายะไข่
และพระเจ้าตองอูผูกพยาบาทจะยกทัพมาตีเมืองสิเรียมอีก ณ ขณะนั้นทางฝ่ายพม่ากำลังอยู่ใน
ช่วงอ่อนแอ แต่ฝ่ายไทยอยู่ในช่วงกำลังกล้าแข็ง สร้างความยำเกรงให้กับประเทศใกล้เคียง 
นายฟิลิปจึงถือโอกาสแผ่ขยายอำนาจในพม่า บุกยึดกรุงหงสาวดี ซี่งถูกทิ้งร้างไปตั้งแต่
สมัยสมเด็จพระนเศวรยกทัพมาตี นอกจากกรุงหงสาวดีแล้วยังยึดเมืองต่างๆ ที่อยู่ปากแม่น้ำอิราวดี ตั้งแต่เมืองพะสิมเรื่อยมาจนถึงเมืองสิเรียมอยู่ในอำนาจทั้งหมด

         ด้วยประการฉะนี้ นายฟิลิป เดอ บริโตจึงกลายเป็นเจ้าพม่าผู้มีอำนาจกว้างขวางในช่วงนั้น


จนกระทั่ง....

        หลายปีต่อมา พระมหาธรรมราชา เจ้าเมืองอังวะ ทำนุบำรุงรี้พลสร้างกองทัพใหญ่โต แผ่
ขยายอำนาจและอาณาเขต ตีเมืองแปร เมื่อปีมะแม พ.ศ.2150 และเริ่มแผ่ขยายมายังเมือง
ตองอู ขณะที่เมืองตองอูก็ถึงคราผลัดแผ่นดิน นัดจินหน่องราชบุตรขึ้นครองเมืองแทน เห็นว่า
กองทัพพระเจ้าอังวะแข็งแกร่งนัก จึงส่งเครื่องบรรณาการมาถวายสมเด็จพระเอกาทศรถ ยอม
อ่อนน้อมเป็นข้ากรุงศรีอยุธยาเมื่อปีระกา พ.ศ.2152

        หลังจากนั้น พระเจ้าอังวะยกทัพมาตีเมืองตองอูจริง พระเจ้าตองอูตกพระทัย จึงรีบขอ
กองทัพจากกรุงศรีอยุธยาไปช่วยเหลือ สมเด็จพระเอกาทศรถรับสั่งให้พระยาทะละ เจ้าเมือง
เมาะตะมะ และ นายฟิลิป เดอ บริโต เกณฑ์กองทัพขึ้นไปช่วยตองอู แต่ทั้งสองเจ้าเมืองกลับ
เตรียมทัพล่าช้า เจ้าเมืองตองอูก็ยอมแพ้ต่อพระเจ้าอังวะไปเสียแล้ว

        ถึงกระนั้น  นายฟิลิป เดอ บริโตก็ยังคงมีอำนาจแผ่ไพศาลมากในพม่า ในพงศาวดารของ
พม่ากล่าวอีกว่า... นักผจญภัยชาวโปรตุกีสผู้นี้เป็นมิจฉาทิฐิ และเต็มไปด้วยความโลภอย่างหาที่
เปรียบมิได้ ไม่รู้จักความเพียงพอ มักเที่ยวค้นหาทรัพย์สมบัติเข้าใส่คลังของตนเองอยู่เสมอ ถึง
ขนาดให้รื้อพระพุทธรูปและสถูปเจดีย์ค้นหาสิ่งของที่บรรจุไว้ จนทำให้ชาวมอญและชาวพม่าที่
อยู่ใต้การปกครองของตนเกลียดชังยิ่งนัก

        เมื่อความทราบไปยังพระเจ้าอังวะ จึงถือเป็นโอกาสดีจัดแจงยกทัพตีเมืองสิเรียม เมื่อปี
ชวด พ.ศ. 2155 แต่ก็อีกนั่นแหละ  นายฟิลิป เดอ บริโต ก็รีบส่งราชทูตขอกำลังจากกรุง
ศรีอยุธยาไปช่วยเหลือ สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเล็งเห็นว่า  นายฟิลิปเป็นเจ้าเมืองที่โลภ
ทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนา และเป็นที่เกลียดชังของชาวเมือง สมเด็จพระเอกา
ทศรถจึงทรงปฎิเสธ

         นายฟิลิป เดอ บริโตจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลโปรตุเกส โดยมีข้อแลก
เปลี่ยนจะยกเมืองหงสาวดีให้เป็นการตอบแทน ขณะเดียวกันเจ้าเมืองเชื้อสายโปรตุกีสก็ผูกมิตร
กับพระเจ้าตองอู ด้วยพระเจ้าตองอูเล็งเห็นว่าเมืองสิเรียมเป็นเมืองท่าค้าขาย จึงส่งเรือกำปั่นมา
ช่วยป้องกันเมืองสิเรียมหลายลำ


แต่แล้ว.....

        เรือรบของรัฐบาลโปรตุเกสแล่นมาช่วยเหลือไม่ทัน พระเจ้าอังวะตีเมืองตองอูแตกในเดือน
5 ขึ้น 7 ค่ำ ปีฉลู พ.ศ.2156 และสามารถคร่ากุมตัวนายฟิลิป เดอ บริโต กับนัดจินหน่อง พระเจ้า
ตองอู ในเวลาไม่นานนัก ทั้งสองก็ถูกพระเจ้าอังวะตัดสินประหารชีวิต อีกทั้งยังริบทรัพย์สมบัติ
และจับชาวโปรตุกีสทั้งชายหญิง เด็ก ผู้ใหญ่กว่าสี่ร้อยคนไปเป็นเชลยที่เมืองอังวะ ขณะที่เรือ
กำปั่นรบของรัฐบาลโปรตุเกสก็ถูกกองทัพพระเจ้าอังวะยึดไปเป็นสมบัติส่วนพระองค์อีกด้วย

          เรื่องราวของ นายฟิลิป เดอ บริโต นักผจญภัยชาวโปรตุกีสจึงจบลงด้วยประการฉะนี้ จาก
ช่วงชีวิตของเขา จะเห็นว่าเป็นชาวต่างชาติที่เก่งกล้าสามารถ มีความอาจหาญในการรบ อีกทั้งยัง
เปี่ยมไปด้วยปฏิภาณไหวพริบ จนสามารถขึ้นมามีอำนาจเหนือแผ่นดินส่วนใหญ่ของพม่า


แต่ทว่า....

        เขากลับเป็นทาสของกิเลสตัณหา มีทั้งความโลภและบ้าอำนาจอย่างไม่สิ้นสุด

 

        ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้เขาพบความย่อยยับอัปราชัยในท้ายที่สุด

 

 


ข้อมูล : "บทที่ 4 เมื่อเจ้าครองเมืองพม่าชื่อนายฟิลิปส์ เดอ บริโต"
           จากหนังสือเกร็ดสนุกในอดีต โดย น.พ.วิบูล  วิจิตรวาทการ
           หน้า   33 - 41   

########################################