experience

ม้าแก่ย่อมรู้ทาง...

posted on 16 Nov 2009 15:54 by autis-mann in Speciel

 

 

 

        “ประสบการณ์” เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ ซึ่งทำให้ผู้เคยผ่านประสบการณ์มา ต่างก็มีข้อ
ได้เปรียบในการดำเนินชีวิต ทั้งในแง่ของการทำงาน และการเรียน หรือกิจกรรมอื่นๆ
อีกทั้งประสบการณ์ ก็ยังเป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้ร่วมกันได้

        ก็อย่างที่บอก... ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งใครหลายคนอาจจะละเลย ไม่เชื่อฟังคำ
ตักเตือนของผู้ใหญ่  (รวมทั้งผม ในบางโอกาสด้วยแหละ...) ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนเรา ด้วย
อาจจะเห็นว่ายุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมากในหลายด้านจนแทบไม่เห็นเค้าโครงเดิมจากสมัยก่อน

        แต่เชื่อเหอะว่า... ถ้านำคำสอนบางอย่างของผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสมาประยุกต์ใช้เข้ากับ
สถานการณ์ ประสบการณ์จากพวกท่าน.... ไม่มีคำว่า “แก่” หรือ “เก่า” เกินไปหรอกครับ

        นอกจากประสบการณ์จากบุคคลอย่างเราๆ ท่านๆ แล้ว บรรดาสรรพสัตว์ ทั้งสัตว์เลื้อย
คลาน สัตว์สี่เท้า หรือแมลงต่างก็มีประสบการณ์เฉพาะตัวที่เราควรศึกษาไว้เช่นกัน ดังเช่น ช่วงที่
จะเกิดฝนตก หรือน้ำท่วม บรรดามดก็จะพากันยกโขยงย้ายรังของมันหาที่อยู่ตรงมุมอับ หรือที่สูงๆ เป็นอาทิ

        ม้าแก่ที่ผมจะเล่าให้อ่านกัน ก็เป็นประสบการณ์อันน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน ดังเรื่องราว
จากพงศาวดารจีนโบราณในย่อหน้าต่อไปครับ

        ปีหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ก่วนจ้งกับสีหมิง ซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ได้ติดตามกษัตริย์หวนกง
แห่งแคว้นฉียาตราทัพไปตีแคว้นโกวจู๋ ทั้งสองฝ่ายรบพุ่งกันเป็นเวลานานจนย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ
จึงยุติศึก และกองทัพแคว้นฉียกทัพล่าถอยกลับไปยังแคว้นของตนเอง

        ในขณะที่ยกทัพกลับนั่นเอง.... กองทัพแคว้นฉีต้องเดินทัพผ่านทะเลทรายอันแสนเวิ้งว้าง
กว้างขวาง มองไปทางใดมิเห็นทางออก จึงทำให้ทั้งกองทัพหลงทางอย่างง่ายดาย ขณะที่
กษัตริย์หวนกง และเหล่าทหารในกองทัพกำลังระส่ำระสายนั้นเอง ก่วนจ้งจึงกล่าวขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า....

 


        “ม้าเป็นสัตว์ที่ฉลาด ตอนนี้ควรจะจัดให้มันนำทางดีกว่า”


         ฉะนั้นแล้ว บรรดาทหารจึงคัดม้าแก่หลายตัวให้เดินนำหน้ากองทหาร และเดินทางมาถึง
เส้นทางที่จะยกทัพกลับในที่สุด

        เมื่อทั้งคนและม้ามาถึงเขตเขาแห่งหนึ่ง ด้วยความที่กระหายน้ำอย่างมาก เนื่องจากเส้นทาง
ที่ผ่านมาไม่มีน้ำดื่มเลยแม้แต่สักหยด จึงทำให้บรรดาทหารต่างกระหายน้ำจนหมดแรงเดินต่อไป
ไม่ไหว สีหมิงก็กล่าวขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า...


        “ในฤดูหนาว มดจะทำรังอยู่ทางเนินด้านที่รับแสงพระอาทิตย์ ฤดูร้อนจะอยู่ด้าน
ที่ไม่ต้องแสงแดด ตามปกติมดจะทำรังอยู่บนที่ที่มีตาน้ำ”


        ด้วยเหตุฉะนี้ บรรดาทหารจึงช่วยกันขุดค้น และพบตาน้ำในดิน ซึ่งอยู่ใต้รังมดดังคำกล่าว
ของสีหมิง

        จะเห็นได้ว่าทั้งก่วนจ้งและสีหมิงต่างก็มีความฉลาดและความรอบรู้อย่างดี โดยเฉพาะเรื่อง
ประสบการณ์และธรรมชาติของบรรดาสรรพสัตว์ จึงสามารถเอาตัวรอด แม้ว่าจะพานพบอุปสรรค
และความยากลำบากมากเพียงใดก็ตาม

        การเรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ได้ มิใช่เพียงค้นคว้าหาข้อมูลจากหนังสือ หรือสื่อต่างๆ และคำบอก
สอนเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยกฎพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ นั่นก็คือ “การสังเกตุ” โดยปราศจาก
อคติใดๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตบนโลก ซึ่งยังมีวิวัฒนาการด้อยกว่ามนุษย์อย่างเราก็ตาม

        ดังนั้น.... การที่เราถ่อมตัวศึกษาความเป็นไปในสรรพสิ่งที่ทำการศึกษาค้นคว้า ย่อม
สามารถทำให้เรารู้กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งหลาย

        นอกจากนี้ สิ่งที่ควรคำนึงถึงอีกอย่างก็คือ.... การอยู่ร่วมและศึกษาความเป็นไปของสรรพ
สิ่งทางธรรมชาติอย่างสันติ ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน (รวมถึงระหว่างมนุษย์ด้วยกัน)

 

        ฉะนั้นแล้ว... มวลมนุษย์ก็สามารถดำรงชีวิตด้วยความผาสุกอย่างแน่นอน

 

 


ที่มา :  “มัาแก่รู้ทาง” จากหนังสือ “ปรัชญาชีวิตในสุภาษิตจีน” โดยก.กุนนที
           และบุญศักดิ์ แสงระวี หน้า 41

 

 

 

 

        “เฮ้ย!!!.... งานเข้าเต็มๆเลยว่ะ กรูปอดรั่ว ตอนนี้รอหมอเจาะปอดอย่างเดียว....” ผมพูดทีเล่นทีจริงผ่านคลื่นโทรศัพท์

        ณ ปลายสาย เพื่อนของผมอึ้งไปพักเล็กๆ ก่อนจะมีข้อปุจฉากลับมา

        “เฮ้ย!!!.... เมิงไปทำห่- ไรมาวะ ม่าง.... เป็นแบบเดียวกะเพื่อนกรูเลยว่ะ เมิงจำได้ป่ะ เพื่อนกรูที่เข้าโรง'บาล ที่ก่อนหน้านั้นกรูก็ยังพูดเล่นกะมันอยู่ กรูยังบอกมันเลยว่า เมิงปอดแหกรึไงวะ แล้วหลังจากนั้นไม่กีวัน มันก็ตาย....”

        เมื่อหูผมฟังประโยคนี้จบ ผมอยากขอบคุณด้วยการตบบ้องหูมันซะจริงๆ โทษฐานที่แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้ฟังกันในยามยาก ซึ่งก็เพียงพอทำให้ผมใจหล่นไปกองที่ตาตุ่มวูบเล็กๆ บอกตามตรง ผมก็ไม่ได้คิดมากอะไร แม้สภาพภายในร่างกายยามนี้ย่ำแย่เต็มทนก็ตาม

        นอกจากโทรคุยกับเพื่อนและญาติๆ ผมนั่งบนรถเข็นอ่านหนังสือพิมพ์สตาร์ซ็อคเกอร์ฆ่าเวลาไปพักใหญ่ๆ จนถึงบ่ายสองโมงครึ่งพี่แอนก็พาสีหน้าอันเคร่งเครียดพร้อมข้าวผัดปู ซึ่งบรรจุภายในกล่องพลาสติก ขณะที่ผมกำลังจะเปิดทาน นางพยาบาลร่างท้วมก็บอกให้เดินไปรอหมอที่หน้าห้อง

        แต่ก็ได้แต่นั่งรออ่ะนะ.... เพราะหมอที่ผมนั่งรออยู่เป็นอาจารย์ของหมอหนุ่ม ซึ่งกำลังจัดการธุระกับผู้ป่วยวัยชราจากปากคำต่อมาของนางพยาบาลร่างท้วม ผมก็นั่งอ่านสตาร์ซ็อคเกอร์พักใหญ่ๆ จนหน้าปัดนาฬิกาบอกเวลาว่า “สามโมงสิบห้าแล้วนะจ๊ะ” พี่แอนก็นำข้าวผัดปูมาให้อีกคำรบ ขณะที่ผมกำลังจะเปิดทานอีก ก็ได้ยินเสียงนางพยาบาลร่างเล็กร้องเรียกชื่ออีกครั้ง

 

דּ דּ דּ דּדּ דּ דּ דּ

 

       “ปอดของคุณรั่วมาก.... เป็นหนักเลยนะนี่...... ไปทำอะไรมาล่ะ” อาจารย์หมอยืนยันพร้อมกับตั้งคำถาม

        “ผมเดินไปทำธุระเฉยๆ....  แค่เดินขึ้นไปชั้นบน.... แล้วรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาครับ....” ผมเล่ารายละเอียดตามความเป็นจริง

        “เป็นมากี่วันแล้วล่ะ” อาจารย์หมอตั้งคำถามอีกข้อ

        “ประมาณเกือบอาทิตย์แล้วครับ” ผมตอบ

        “ยังดีนะเนี่ยที่คุณมารักษาทัน ไม่อย่างนั้น.... คุณอาจจะตายไปแล้วก็ได้” อาจารย์หมอสำทับ

         ส่วนมือของอาจารย์หมอชี้ไปที่ฟิล์มเอ็กซ์เรย์ ซึ่งแปะอยู่บนผนัง พร้อมกับอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมของโรคเพิ่มเติม แล้วหันไปโวยกับหมออีกท่านที่เดินเข้ามาในห้องตรวจพอดี ซึ่งก็คือหมอคนที่ตรวจผมคนแรกนั่นเอง

        “คนไข้คนนี้ต้องแอดมิทด่วนเลยนะ..... ปล่อยให้เค้ารอนานอย่างนี้ได้ยังไงเนี่ย....”

        ด้วยข้อสงสัยบางประการที่ยังตกตะกอนอยู่ในหัว ผมจึงถามอาจารย์หมออีกครั้ง

        “หมอครับ.... โรคนี้มีโอกาสเกิดขึ้นกับคนสักกี่เปอร์เซ็นต์ และสาเหตุเกิดจากอะไรครับ” ผมเอ่ยถาม

        “โอกาสน่ะ เกิดขึ้นได้เพียงสองเปอร์เซ็นต์ ส่วนสาเหตุก็ยังไม่แน่ชัด.... งั้นคุณไปรออยู่ที่รถเข็นก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวจะมีบุรุษพยาบาลพาคุณไปเจาะปอด” อาจารย์หมออธิบายพร้อมกับสำทับ

 

דּ דּ דּ דּדּ דּ דּ דּ

เวลาห้าโมงเย็น

        ตัดภาพกลับมาที่ห้องอายุรกรรม แบบเตียงรวม ชั้น 13ผมอยู่ในชุดคนไข้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่งรออยู่บนเตียงพยาบาล ขณะที่พี่แอนกำลังโทรศัพท์คุยกับแม่และน้าผมอยู่เป็นระยะ ส่วนข้าวผัดปูกล่องนั้น ผมจัดการทานหมดไปแล้วล่ะ ถึงแม้จะเย็นชืดไปนิด แต่เอาน่ะ.... ก็ยังพอประทังความหิวไปได้อีกมื้อ

        หมอผู้หญิงร่างผอมเล็กกับหมอผู้ชายร่างท้วม หนวดเครารกครึ้มเปื้อนบนใบหน้าอวบๆ บนหัวโพกพ้าแบบแขกฮินดู ซึ่งผมขอเรียกสั้นว่า “หมอแขก” ละกัน เดินมาที่เตียงผม พร้อมกับนักศึกษาแพทย์กลุ่มใหญ่สวมชุดกาวน์ทั้งชายหญิง หมอทั้งสองสลับกันไต่ถามอาการ ส่วนหมอหญิงก็ใช้หูฟังทาบอกของผม และจากนั้นทาบไปที่ด้านหลัง

        “ไหนลองพูด... 1... 2... 3... ไปเรื่อยๆนะ” หมอหญิงสั่งด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเบา

        ผมพูด 1... 2... 3... ไปเรื่อยๆ ส่วนหมอใช้หูฟังตรวจไปตามจุดต่างๆของหลัง ภายหลังหมอตรวจเสร็จ นักศึกษาแพทย์ชายและหญิง 2 – 3 ก็มาทดสอบแบบเดียวกันกับหมอก่อนหน้านี้

        จากการคาดเดาของผม การตรวจในลักษณะนี้น่าจะเป็นการตรวจสภาวะการทำงานของปอด

        สำหรับผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ช่วย Comment ให้หายข้อข้องใจด้วย จักขอบพระคุณอย่างสูง

 

דּ דּ דּ דּדּ דּ דּ דּ

 

        ความรู้สึกต่อห้องเตียงรวมช่วงนี้ คงไม่ต่างไปจากสถานศึกษาเท่าใดนัก หมอแขกนำฟิล์เอ็กซ์เรย์ปอดของผมขึ้นไปทาบทับหลอดไฟแบน พร้อมกับกดสวิต ภาพปอด ซึ่งแฟบไปครึ่งหนึ่งจึงเห็นได้ชัดบนแผ่นฟิล์มเอ็กเรย์แผ่นนั้น พร้อมกับอธิบายให้นักศึกษาแพทย์ฟังอย่างละเอียด

        ขณะที่พี่แอนก็ไปยืนคุยกับญาติคนไข้อื่นๆ ผมนั่งรอดูท่าทีพวกเขา ในไม่กี่อึดใจ หมอทั้งสองท่านก็นำกระดาษมาให้ผมกับพี่แอนเซ็น ผมกวาดสายตาดูข้อความทั้งหมดกึ่งเสี้ยวชั่วหายใจ มือขวาผมจับด้ามปากกาสะบัดลายเซ็นลงตรงช่องรับรองอย่างไม่ลังเล

        ปฏิบัติการเจาะปอดของผมจึงเริ่มต้นขึ้นนับแต่บัดเดี๋ยวนั้น

 

דּ דּ דּ דּדּ דּ דּ דּ


 

        “♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫......” 

        เสียงริงโทนจากมือถือเครื่องเก่ง ซึ่งผมวางไว้ข้างหน้า ดังลั่นทั่วห้อง ขณะที่หมอผู้หญิงกำลังดำเนินการเจาะปอดตรงสีข้างเยื้องไปทางด้านหลังของผม เสียงเพลงท่อนฮุค So Hot  ของ Wonder Girl ศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปสุดฮิตจากแดนกิมจิ ผมรู้ทันทีว่าเป็นน้องสาวคนสุดท้องโทรมาแน่ๆ เพราะผมตั้งไว้เป็นเพลงประจำตัวของน้องสาวคนนี้

        มือผมเอื้อมกดรับโทรศัพท์ตามความเคยชินทันที ขณะที่หมอร้องตวาดทันควัน

        “อย่าเพิ่งรับโทรศัพท์.... รีบกดปิดไปก่อน.....”

        พี่แอนรีบวิ่งมาทันทีเช่นกัน ผมจึงยื่นโทรศัพท์ให้พี่แอน ส่วนผมเริ่มรู้สึกปวดสีข้างขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้จะอัดยาชาไป 4 เข็มเต็มๆ และรู้สึกได้ถึงปลายมีดหมอ ซึ่งชำแรกผ่านเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ กับเลือดสดๆ ที่เริ่มไหลนองตรงแผ่นหลัง

        ช่วงระหว่างเจาะสีข้าง ผมนึกถึงฉากหนึ่งในสามก๊ก ภาพของหมอฮั๋วโต๋ผ่าแขนของกวนอู แล้วขัดกระดูกเพื่อล้างพิษเกาฑัณฑ์ เมือคิดถึงภาพนี้ ความเสียวซ่านกลับพุ่งไปที่ต้นแขนขวาแทนที่จะเป็นบาดแผลบริเวณสีข้างอย่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก

        ชั่วหม้อข้าวเดือด การเจาะกล้ามเนื้อผ่านมีดหมอสำเร็จลงด้วยดี จากนั้นผมก็รู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมที่เรียกว่า “สายยาง” ค่อยๆผ่านทางปากแผล เข้ามาในร่างกาย อีกทั้งก็รู้สึกถึงส่วนปลายที่เป็นเข็มเจาะเข้าไปในปอดที่ยุบไปแล้วก่อนหน้านี้

        จากนั้น ลมพุ่งผ่านสายยางเข้าสู่ปอดที่แฟบสนิท ค่อยๆพองตัวราวกับลูกโป่งที่ถูกเป่าผมเริ่มหายใจติดขัด และเริ่มล่งเสียงไอเป็นระลอก

        “แค่ก.... แค่ก.... โขลก.... โขลก....”

        ลมตีกลับภายช่วงอกหนักยิ่งมากเท่าใหร่ ผมก็ยิ่งไอข้อยิ่งขึ้น จนสุดทานทน ผมผุดลุกขึ้นนั้งขัดสมาธิแบบหลวมๆ มือทั้งสองข้างจับเข่าแน่น ผมพยายายามกำหนดลมหายใจเข้าออก แต่จะทำแบบนั้นกลับยากขึ้นกว่าเดิม ผมไอจนหน้าแดงก่ำ ท่ามกลางสายตาที่มองมาหลากหลายความรู้สึก

        เวลาเพียงไม่กี่นาที ราวกับผ่านไปนานนับชั่วโมง อาการไอค่อยๆทุเลาลง ผมหายใจสะดวกขึ้นมากกว่าเดิม แต่ก็ยังไอแบบประปรายอยู่เป็นระยะ

        “เดี๋ยวหมอจะดึงสายออกให้อีกนิดนึง... เพราะเมื่อกี้พี่เค้าเสียบสายลึกไปหน่อย” หมอแขกซึ่งยืนอยู่ข้างเตียงด้านขวามือเอ่ยปากบอกผม

        ผมกวาดสายตามองหาหมอผู้หญิง ซึ่งเป็นผู้เจาะปอดเมื่อสักครู่ เมื่อไม่เห็น ผมจึงเอ่ยถาม

        “แล้วหมอคนนั้นล่ะ... เค้าไปแล้วเหรอ....”

        “อ๋อ.... พี่เค้ารีบไปฟิตเนสน่ะ” หมอแขกตอบเสียงเรียบ

        “อืม..... รีบไปฟิตเนสนี่เอง.....” ผมเอ่ยเบาๆ ด้วยความรู้สึกประชดเล็กๆ

        อย่างไรก็ตาม ผมนึกขอบคุณหมอที่ทำให้ผมรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด ไม่อย่างนั้นอาจจะไม่มีเรื่องราว “ออทิสติก” ที่ผมอยากจะสื่อในคราวต่อไปก็เป็นได้ ในรูปแบบภาษาอังกฤษ พร้อมกับจับบทความทั้งแปดบทมาเรียบเรียงใหม่ทั้งหมด อันที่จริงแล้ว เมื่อตอนที่ผมเฝ้าไข้พ่อช่วงเป็นมะเร็ง ผมดันอุตริคิดอะไรเล่นๆ แผลงๆ ว่า “อาจจะมานอนบนเตียงพยาบาลแบบเดียวกันกับพ่อ และในฐานะเดียวกันกับพ่อ” ให้ตายเหอะ เรื่องแบบนั้นดันมาเกิดอีกเจ็ดปีให้หลังซะด้วยสิ

        ถึงแม้สภาพร่างกายภายนอกจะแข็งแรง

        แต่หารู้ไม่ว่าอวัยวะภายในกลับบอบช้ำเกินคาด

        แต่ก็ยังดีที่ “สภาพจิตใจ” มิได้บอบช้ำตามไปด้วย

        “ประมาทไม่ได้เลยนะเนี่ย”

 

Juninya
---------