2b

 

        “มานะ มานี ปิติ ชูใจ”


        ชื่อตัวละครทั้งสี่ตัว ท่านผู้อ่านคุ้นกันบ้างมั้ยครับ???


        ตัวละครทั้งสี่ตัวนี้ ร่วมเดินอยู่ในเส้นทางการเรียนมาตลอดระดับชั้นประถมศึกษาของผม
นั่นเอง

        มาครานี้ มานีและผองเพื่อนเข้ามาสานต่อเรื่องราวในรูปแบบพ็อกเก็ตบุ๊คจากสำนักพิมพ์
a book ภายใต้หัวเรื่อง “ทางช้างเผือก” ประพันธ์โดย อาจารย์รัชนี ศรีไพรวรรณ ซึ่งเป็น
ส่วนเสริมของเรื่องราวในแบบเรียนภาษาไทย ระดับประถมศึกษาที่ 1 - 6 ระหว่างปี พ.ศ. 2521 – 2537

        ภายในทางช้างเผือกมีทั้งหมดสิบสามตอนและภาพประกอบที่แปลกตาไปจากหนังสือ
เรียน ทางช้างเผือกเป็นเรื่องราวมิตรภาพระหว่างมานีและชูใจกับผองเพื่อน ร่วมกันทำความดี
โดยมีเด็กหญิงทั้งสองเป็นแกนหลักของเรื่อง ส่วนตัวละครอื่นอย่างปิติ เพชร และวีระก็มีบทบาท
อยู่บ้างคนละตอน อีกทั้งเพิ่มเด็กชายเอ็ม เด็กติดเกมส์กลับใจ เพิ่มมิติของตัวละครให้
หลากหลายยิ่งขึ้น

 


        “แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับทางกับทางช้างเผือกล่ะ??”


        เป็นคำถามที่ดี คำตอบก็เฉลยตั้งแต่ตอนที่สอง ตำนานคนดี และยังแทรกความสัมพันธ์
ระหว่างเด็กๆกับทางช้างเผือกในตอนต่อมา บางตอนของทางช้างเผือกมีกลิ่นอายของนิยายแนว
แฟนตาซี บางฉากได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์เรื่อง E.T. เข้าเต็มรัก


        เนื้อหาโดยรวมของทางช้างเผือกค่อนข้างจะจืดชืดไปนิด การดำเนินเรื่องราวขาดมิติที่
หลากหลาย และเป็นไปในทิศทางเดียว คือ เรื่องของการทำดีได้ดี กับมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่มิ
มีวันเสื่อมคลาย โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ โดยเฉพาะในเรื่องความขัดแย้ง ความเป็นดราม่าก็ยัง
ไม่เข้มข้นพอ อีกทั้งยังดูไม่ค่อยเชื่อมโยงกับเนื้อหาในหนังสือเรียนนัก จนดูเหมือนกับเป็นคนละ
เรื่องกับแบบเรียนเลยล่ะ


        วกออกจาทางช้างเผือก กลับเข้าสู่สายธารแห่งปัญญากันต่อ

 


        “ภาษิตรากผัก”


        ผู้อ่านหลายท่านอาจจะงง และตั้งปุจฉาขึ้นในใจว่า.... รากผักน่ะมีสุภาษิตกับเค้าด้วย
เหรอ?? แล้วต้นผักกับใบผักน่ะ มีสุภาษิตด้วยหรือเปล่า??


        ภาษิตรากผักเป็นการสื่อความหมายว่า “อดทนต่อชีวิตลำบากยากจนได้ จึงสามารถประสบ
ความสำเร็จในชีวิต” ซี่งหงอี้หมิง ขุนนางเกษียนอายุแห่งราชวงค์หมิงเป็นผู้ประพันธ์ และภาษิต
รากผักเวอร์ชั่นไทยที่อยู่ในมือของผม อยู่ภายใต้หัวเรื่อง “สายธารแห่งปัญญา” ซึ่งเรียบเรียง
โดยบุญศักดิ์ แสงระวี จากสำนักพิมพ์สุขภาพใจ


        ภายในสายธารแห่งปัญญา ประกอบด้วย บทเขียนสั้นๆ ซึ่งก็คือ ภาษิตรากผักที่หวงอี้หมิง
เขียนไว้ จำนวนหกสิบบท และเรื่องราวต่างๆ เป็นส่วนประกอบของภาษิตรากผักแต่ละบท มีทั้ง
เหตุการณ์ทั่วไป ชีวประวัติบุคคลสำคัญของจีน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกวีเอก และบางส่วนของ
ประวัติศาสตร์จีน ถูกนำมาอ้างอิงเป็นตัวอย่างให้เห็นภาพของภาษิตรากผักอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น


        สายธารแห่งปัญญาได้รวบรวมวิถีทางแห่งพุทธ เต๋า และขงจื๊อเข้าด้วยกัน เนื้อหาส่วนใหญ่
เน้นวิถีทางแห่งลัทธิเต๋า ซึ่งให้คติ แง่คิดเกี่ยวกับการปลีกวิเวก และการดำรงชีวิตที่กลมกลืนกับ
ธรรมชาติ เพื่อให้หลุดพ้นจากโลกอันแสนสับสนวุ่นวาย ซึ่งเต็มไปด้วยโลกียวิสัยอันเป็น
ธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์เรานั่นเอง

 


        แต่เนื้อหาส่วนหนึ่งก็สอนให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างกลมกลืนกับสังคมทั่วไป โดยที่เราไม่
ถูกดูดกลืนหายเข้าไปตามกระแสบริโภคนิยม และวัตถุนิยม อีกทั้งยังให้เรามองเห็นธรรมชาติ
ของมนุษย์ร่วมสังคมในชนชั้นต่างๆ ซึ่งทำให้เราดำรงชีวิตได้อย่างเป็นสุข


        เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ทำให้ผมนึกถึง “ความฝันโง่ๆ” ของวินทร์ เลียววารินทร์ขึ้นมา
ซึ่งหนังสือสองเล่มนี้มีเนื้อหาคล้ายคลึงกัน แต่ความฝันโง่ๆมีแง่มุมที่หลากหลายกว่า โดยเฉพาะ
ในแง่มุมของการดำเนินชีวิต


        ทางช้างเผีอกและสายธารแห่งปัญญา หนังสือทั้งสองเล่มที่ผมแนะนำมีแง่คิดที่สอดคล้อง
กัน คือ การดำรงชีวิตที่ตั้งมั่นอยู่ในความดี ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ที่สำคัญ คือ การรู้จักให้
อภัยกัน ซึ่งหนังสือทั้งสองเล่มเหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนอย่างยิ่ง
ก่อนจบบทความฉบับนี้ ผมนำแง่คิดมาฝากกันเช่นเคย จากเนื้อหาบางส่วนของสายธารแห่ง
ปัญญา (ขอสปอยล์นิด) บทที่ 45 หน้า 196

 


        เสือสิงห์แม้ว่าจะดุร้าย สามารถจะกำราบได้ แต่การกำราบใจคนนั้นยากแสนยาก

                        หุบเขาแม้จะลึก ก็ยังมีวันถมให้เต็มได้

                                     แต่ใจคนเป็นเหมือนหนึ่งบ่อไร้ก้นบึ้ง ไม่มีวันจะถมให้เต็ม


                                                                                                  ดินสอ 2B
                                                                                                  ---------

 

        ปลายเดือนที่แล้ว (30/3/52) ฉันมีหาโอกาสไปเที่ยวงานย่าโมเสียที ซึ่งปกติแล้ว ฉันไม่เคยมีความคิดที่จะเหยียบย่างเข้าไปในงานเลยสักนิด เพราะงานในทุกปีที่ผ่านมาก็ไม่เห็นมีสิ่งใดน่าสนใจ มีแต่บรรดาพ่อค้า แม่ขายแข่งกันออกร้านในทุกพื้นที่ของงาน อีกทั้งสภาพอากาศก็ไม่เป็นใจอีกด้วย (แบบที่เรียกว่า “ร้อนตับแตก” นั่นล่ะ)
 
        “แม่ลองไปดูสิ ถ้าแม่ไปเที่ยวงานย่าโมปีนี้แล้วแม่จะชอบ”

        สิ้นเสียงยืนยันจากลูกสาวฉัน ในใจก็ได้แต่คิดว่า “มันจะเป็นไปได้อย่างไร???”

        “แม่วันนี้เดี๋ยวผมพาไปกินข้านอกบ้านล่ะกัน..... ผมเลี้ยงเอง”

        หลังจากลูกชายฉันบอกพาไปทานข้าวนอกบ้าน (นานมากแล้วที่เขาไม่ได้บอกแบบนี้..... โดยเฉพาะ “ประโยคสุดท้าย”) ฉันจึงตัดสินใจง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะ

 

 

        หลังจากที่รับประทานอาหารอย่างเสร็จสรรพ พวกเราก็เดินเข้าไปในบริเวณงาน ซึ่งแปลกตาออกไปจากที่จัดมาในหลายปีก่อนหน้านั้น

        “สวัสดี๋ค่า.........”

        สาวสวยพูดภาษโคราชทักทายด้วยเสียงเจื้อยแจ้วอยู่บนรถสามล้อถีบ ภายในบริเวณงานทั้งสองข้างทางมีร้านค้าหลากหลายร้าน แต่ที่แปลกออกไป คือ คนขายล้วนแต่งกายด้วยชุดย้อนยุค รวมถึงร้านค้าก็ตกแต่งแบบย้อนยุคเช่นเดียวกัน

        ด้านหน้างาน ก็เป็นการสาธิตจัดแสดงการดำเนินชีวิตตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อเดินเข้าไปในงาน สายตาของฉันพบถังใบสูงๆ ขนาดใหญ่มากๆ ซึ่งข้างหน้ามีการจัดเก็บค่าผ่านเข้าชมการแสดงมอเตอร์ไซค์ไต่ถัง ฉันไม่ลังเลที่ควักเงินค่าบัตรคนละสามสิบบาท เพื่อชมการแสดงครั้งนี้

        การแสดงนับว่าได้รับความสนใจจากผู้คนมาก การแสดงถือว่าทำได้อย่างไม่มีที่ติ แต่ที่ต้องยกนิ้วให้กับเด็กน้อยวัยเก้าขวบ ที่มีความกล้ามากกว่าใครในการขับขี่รถจักรยานยนต์ไต่ถังไม่แพ้ผู้ใหญ่ที่ขับโชว์ให้พวกเราได้ยลกันก่อนหน้านั้น

        หลังจากที่การแสดงเสร็จสิ้น พวกเราเดินมายังซุ้มที่แสดงอาชีพต่างๆ อันเก่าแก่ ของชาวโคราช เป็นลำดับถัดไป

 

 

        บรรยากาศลักษณะนี้ ทำให้ฉันนึกถึงภาพเมื่อสี่สิบปีก่อน สิ่งที่นำมาแสดงมีทั้ง การทอผ้าด้วยมือ ทำจักสาน กระบุง ตระกร้า เมื่อย่างเท้ามาที่ซุ้มถัดไป เป็นซุ้มแสดงการตีมีด แน่นอน..... ฉันไม่พลาดที่จะเก็บภาพมาฝากกัน

        อาชีพตีมีด เป็นอาชีพของพ่อกับแม่ของฉันมาแต่อ้อนแต่ออก ซึ่งหาเลี้ยงชีพและครอบครัว ฉันยังให้รู้สึกเสียดายมาจนถึงบัดเดี๋ยวนี้ ที่ไม่ได้สืบทอดอาชีพนี้

        “แม่ๆ.... มาดูเค้าทำเครื่องปั้นดินเผา......”

        สิ้นเสียงลูกสาวฉันบอก ฉันเดินมาดูทันที นอกจากเครื่องปั้นดินเผาแล้ว ซุ้มถัดไปมีการบริการนวดแผนโบราณ นวดฝ่าเท้า และที่ขาดไม่ได้ คือ เวทีรำวง กับเวทีการแสดงลิเก คณะอรพิม สิมานคร ซึ่งเมื่อเริ่มแสดง มีผู้คนแน่นขนัด หนาตาเต็มท้องถนนไปหมด

        ปลัดเมืองโคราชก็ให้ความอนุเคราะห์ เปิดบริเวณบ้านพักส่วนตัวให้ประชาชนได้เข้าไปชม ซึ่งนำภาพถ่ายเก่าๆ อายุหลายร้อยปีเกี่ยวกับโคราช มาจัดแสดง พร้อมทั้งบ้านทรงไทยโคราช และการแสดงการละเล่นของเด็กไทยสมัยก่อน ที่เราหาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน โดยส่วนตัวแล้ว ฉันเห็นว่าการละเล่นเหล่านี้มีแต่ความสนุก แสดงออกถึงธรรมชาติแห่งความเป็นเด็ก อีกทั้งยังปราศจากพิษภัย

 

 

        เกือบสามทุ่มแล้ว ถึงเวลาอันสมควรที่ฉันกลับไปพักผ่อนเสียที ก่อนที่จะกลับ ฉันไม่พลาดไปแวะที่ร้านไม้ดอกไม้ประดับ และช่วยอุดหนุนกล้วยไม้มาหลากหลายพันธุ์

        ในความเห็นส่วนตัว ฉันอยากให้ทางจังหวัดโคราชจัดงานในลักษณะนี้ทุกๆ ปี ซึ่งรู้สึกถึงคุณค่าของงานมากกว่าครั้งที่ผ่านมา และเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งยังทำให้ผู้คนที่มาเที่ยวชมงานเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าอีกด้วย

        อ้อ..... ลืมไป ฉันยังไม่ได้เข้าไปชมการแสดงแสงสีเสียง ที่กำกับโดยท่านมุ้ย และคุณสรพงษ์ ชาตรี หากมีโอกาส คราวหน้าฉันจะเข้าเยี่ยมชม และนำภาพมาฝากกันเช่นเคย

 

                                                                                                           สมบูรณ์
                                                                                                             ---------