หนึ่งใจเดียวกัน : การเรียนรู้แบบพอเพียง
posted on 11 Aug 2008 22:32 by autis-mann in Stationery
บางที บางสิ่ง เราจับต้องมันไม่ได้
แต่เราสัมผัสมันได้ที่หัวใจ นั่นคือ “ความมหัศจรรย์”
ข้อความที่ผมกล่าวถึงข้างต้น เป็นลำนำขึ้นต้นก่อนเริ่มเรื่องราวของภาพยนตร์ Where The Miracle Happens หรือหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งเป็นผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ สิริปปกรณ์ วงศ์จริยวัตร ผู้กำกับน้องใหม่ไฟแรง โดยมีองค์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงร่วมแสดงรับบทนำในเรื่องนี้ด้วย
เรื่องราวเริ่มต้นจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ซึ่งซ่อนตัวจากโลกภายนอก แพท (นิศารัตน์ อภิรดี) นักศึกษาสาว ผู้มาออกค่ายพัฒนาร่วมกับรุ่นพี่ รู้สึกหลงไหลกับชีวิตความเป็นอยู่แบบธรรมชาติของหมู่บ้านแห่งนี้ ประจวบเหมาะพอดีที่โรงเรียนเพียงหลวง ซึ่งเป็นโรงเรียนเล็กๆ ประจำหมู่บ้าน ขาดแคลนครูสอนประจำ แพทจึงตัดสินใจที่จะมาเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้
เรื่องราวกลับมิได้ง่ายดังคาด เมื่อคุณพิมพ์ดาว (องค์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ) แม่ของแพท ซี่งเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมชั้นสูง คัดค้านการอุทิศตนเพื่อส่วนรวมของแพท ส่วนแพทก็ไม่พอใจการกระทำของผู้เป็นแม่ ซึ่งพยายามนำที่ดิน อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอีกแห่งมาปลูกสร้างเป็นคอนโดมิเนียม จึงทำให้ทั้งสองหมางเมินต่อกันในที่สุด
แต่แล้ววันหนึ่ง ทั้งสองประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อคุณพิมพ์ดาวฟื้นขึ้นมาจากการผ่าตัด กลับพบว่าตนเองอยู่เพียงลำพัง โดยปราศจากเงาร่างของแพท ทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คุณพิมพ์ดาวจึงตัดสินใจเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งเดียวกับที่แพทเคยมาเยือนก่อนหน้านี้ ตามรอยบันทึกของแพท และมาพร้อมกับหัวใจของลูกสาวตนเอง ซึ่งฝังอยู่ภายในร่างกายของคุณพิมพ์ดาวนั่นเอง
เมื่อเข้ามาสัมผัสด้วยตนเอง คุณพิมพ์ดาวกลับรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับที่แพทเคยสัมผัสมาก่อน จากน้ำใจไมตรี ความเป็นกันเอง และความอบอุ่นที่ได้รับจากชาวบ้าน กับสภาพบรรยากาศและกลิ่นอายแห่งความเป็นธรรมชาติ จึงทำให้คุณพิมพ์ดาวรู้สึกผูกพัน และอยู่ช่วยพัฒนาโรงเรียนเพียงหลวง ให้เป็นสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้สำหรับทุกคน ก่อนที่วาระสุดท้ายของตนเองจะเดินทางมาถึง
จากเนื้อเรื่องของภาพยนตร์หนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งมีความกระชับ ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย และยังเป็นการจำลองแนวคิดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ลงในพื้นที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ เห็นได้จากฉากที่ถ่ายมุมสูง ที่เห็นพื้นที่ของหมู่บ้านแทบทุกตารางนิ้วมีการจัดสรรพื้นที่ตามหลักปรัชญา พร้อมกับนำองค์ความรู้จากภายนอกมาประสาน ในตอนที่พิมพ์ดาวช่วยออกแบบ และชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ อันเป็นการพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นไปอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกันก็ยังสะท้อนถึงปัญหาทางสังคมที่รุกรานเข้าสู่หมู่บ้านแห่งนี้ โดยมีค่านิยมทางวัตถุเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เช่น ฉากที่มีการตั้งคำถามถึงการหายตัวไปของหนุ่มสาวในหมู่บ้านทั้งหมด เหลือไว้เพียงคนชราและเด็กๆ และฉากที่พ่อของสวย (วิทยา เจตตะภัย) ขายสวย (ด.ญ.กมนัช ตันติพิชิตเวช) ซึ่งเป็นลูกสาวของตนเองไปให้กับนายหน้าเข้ามาทำงานยังตัวเมือง ซึ่งภาษาแถวบ้านผม เรียกว่า “ตกเขียว” นั่นเอง
แต่ประเด็นหลักที่หนังเรื่องนี้ต้องการสื่อออกมา คือ ปัญหาขาดการศึกษาของเด็กในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งห่างไกลจากสถานศึกษาในชุมชน ทั้งการขาดแคลนครูผู้สอน และไม่ได้รับการเหลียวแลจากหน่วยราชการ อีกทั้งสะท้อนถึงปัญหาที่แท้จริงของกระบวนการเรียนรู้ที่คนเรามักจะมองเฉพาะความเจริญทางวัตถุเป็นหลัก แต่กลับละเลยถึงความต้องการที่แท้จริง ซึ่งหลบซ่อนอยู่ภายในใจของนักเรียนเอง
ผมรู้สึกชอบตรงฉากการแก้ปัญหาขาดแคลนและลดภาระของครูผู้สอน (ซึ่งมีเพียงคนเดียว) โดยให้ผู้นำชุมชนและชาวบ้าน มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ที่ตนเองมีอยู่ เช่นการทำอาหาร การปรุงสมุนไพร การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และความรู้ในแขนงอื่นๆที่อยู่ภายนอกตำราเรียน ให้เป็นองค์ความรู้เรียนร่วมกัน
โดยความคิดเห็นส่วนตัว ควรเพิ่มบทบาทสองสถาบันหลักในสังคมบรรจุในหนังเรื่องนี้ เช่น สถาบันครอบครัวและสถาบันศาสนา ในการกล่อมเกลาจิตใจของผู้คน ซึ่งนับวันยิ่งถอยห่างออกจากวิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้นทุกที เช่น ฉากที่ ด.ช.สำคัญ (ด.ช.ณัฐดนัย ป้อมปานต้า) ลูกของภารโรงสุขโข (สมชาย ศักดิ์กุล) นั่งทำการบ้าน อันที่จริงน่าจะให้สุขโขสอนการบ้านให้กับลูกชายของตนเอง กับฉากที่คุณพิมพ์ดาวไปจุดธูปไหว้พระในวัด ซึ่งผมสังเกตุเห็นว่า ภายในวัดกลับไม่มีพระภิกษุหรือสามเณรจำพรรษาสักรูป จริงๆ แล้ว ก็ควรเพิ่มบทพระภิกษุสักรูป โดยให้มีบทบาทสั่งสอนกล่อมเกลาจิตใจเด็ก ตลอดจนถึงผู้ใหญ่ อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน ซึ่งเป็นการเพิ่มมิติของภาพยนตร์เรื่องนี้ให้มีมุมมองที่กว้างขึ้นอีกด้วย
ในส่วนของการแสดง นอกจากองค์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ทรงรับบทคุณพิมพ์ดาว ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเรื่องได้ดียิ่ง แต่ที่ผมรู้สึกทึ่งก็คือ การแสดงของเด็กๆ ในเรื่อง อันเป็นเครื่องปรุงแต่งชั้นดี โดยเฉพาะบทบาท ด.ช.จ่อย (ด.ช.ปานวัชร์ มีปัญญา) ซึ่งมักจะดอดมาขโมยซีนไปเกือบหมดทั้งเรื่อง
สรุปแล้วภาพยนตร์เรื่องหนึ่งใจเดียวกัน เป็นหนังที่เปี่ยมไปด้วยสาระ แต่ไม่ถึงกับหนักสมองเสียทีเดียว แถมพกด้วยความบันเทิง ซึ่งสอดแทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะ เรื่อยมาจนถึงบทสรุปของเรื่องที่สามารถเรียกน้ำตาจากผู้ชมเกือบทั้งโรง
อนาคตทางการศึกษาของเด็กไทย
อยู่ที่การเปิดใจยอมรับสิ่งที่เด็กต้องการอย่างแท้จริง
หาใช่อยู่ที่ข้อจำกัดซึ่งผู้ใหญ่กำหนดขึ้นมาเอง
ด้วยความรู้สึกที่เรียกกันว่า “อคติ”
ดินสอ 2B
---------
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ศิลปะและบันเทิง" ในหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
ฉบับวันที่ 15 - 18 สิงหาคม พ.ศ.2551 หน้า 10
-----------------------------------------------------------------------------