บุคคลออทิสติก คือ บุคคลที่แสดงออกซึ่งกลุ่มอาการออทิซึม เด็กออทิสติกคือเด็ก
ที่แสดงออก ซึ่งกลุ่มอาการออทิซึ่ม


สาเหตุการเกิดออทิสซึม


        1. ทางพันธุกรรม อยู่ในระหว่างการศึกษา ค้นคว้า ยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจน แต่พบว่า
ฝาแฝด จากไข่ใบเดียวกัน ถ้าคนหนึ่งเป็นออทิสติก อีกคนจะเป็นด้วย

        2.โรคติดเชื้อ ปัจจุบันยังไม่พบว่า เชื้อโรคชนิดใด ที่ก่อให้เกิด กลุ่มอาการออทิสซึม

        3.ประสาทวิทยา จากการศึกษาของ Magaret Bauman กุมารแพทย์ จากโรงพยาบาล
บอสตันซิตี้ พบว่า ออทิสติก จะมีความผิดปกติในสมอง 3 แห่ง คือ limbic system, cerebellum
และ cerebellar circuits ปัจจุบัน พบว่า ในพื้นที่ทั้ง 3 แห่ง มีความผิดปกติ ดังนี้


        1.Purkinje cells เหลือน้อยมาก

        2.ยังคงเหลือ "วงจร" เซลประสาท ซึ่งจะพบได้แต่ในตัวอ่อนเท่านั้น "วงจร" เซลประสาทที่
เหลือนี้จะเชื่อมต่อกับ ระบบประสาทส่วนกลางทั้งหมด

        3.มีเซลประสาทเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในบริเวณ limbic system, hippocampus, amygdala

        จากการค้นพบนี้ Bauman สรุปว่า ออทิสซึม มีความผิดปกติด้านพัฒนาการของสมอง
ตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อน ในระยะ 30 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ความผิดปกตินี้ ส่งผลให้  Limbic
system ไม่มีการพัฒนา limbic system เกี่ยวข้องกับ พฤติกรรม การรับรู้ และความจำ เมื่อ
บริเวณนี้ผิดปกติจึงมีผลให้ ความสัมพันธ์ทางสังคม ภาษา และการเรียน ผิดปกติไปด้วย
(Bauman, 1991)


        4.Neurochemical Causes(สารประกอบทางเคมีในระบบประสาท) พบว่ามี neurotran
smitters บางตัว สูงผิดปกติ ได้แก่ serotonin, dopaminergic และ endogenous opioid
systems แต่เมื่อใช้ยาที่ต้านสารเหล่านี้ กลับไม่ทำให้อาการต่าง ๆ ในออทิสซึมดีขึ้น

        5.การบาดเจ็บ ก่อน ระหว่าง และหลังการคลอด


        กลุ่มอาการออทิซึมเกิดจากความผิดปกติทางสมองและระบบประสามสัมผัสมาตั้งแต่ก่อน
และ หรือหลังคลอด จากหลายสาเหตุซึ่งกำลังอยู่ในระยะค้นคว้าศึกษาถึงปัจจัยของสาเหตุที่
แน่นอน ความผิดปกติดังกล่าวทำให้การรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ผิวหนัง ตา หู จมูก ลิ้น
เบี่ยงเบนผิดแผกไปจากคนปกติ ส่งผลให้การประมวลผลข้อมูลในสมองผิดปกติ ซึ่งที่ตัวเนื้อ
สมองเองก็ผิดปกติอยู่แล้วยิ่งเมื่อได้ข้อมูลที่เบี่ยงเบนผิดแผกแตกต่างไปจากของคนปกติ ก็
แน่นอนว่าการประมวลผลข้อมูลในสมองของเด็กหรือบุคคลออทิสติกย่อมจะต้องผิดแผก
แตกต่างไปจากคนปกติเช่นกัน


        เมื่อเป็นเช่นนี้การตอบสนองของเด็กหรือบุคคลออทิสติกก็จะต้องผิดปกติไปจากคนปกติ
การตอบสนองผิดปกติก็คือ การแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ผิดปกติ ดังนั้นกลุ่มอาการออทิซึ่ม จึง
เป็นกลุ่มอาการที่แสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ผิดปกติไปจากพฤติกรรมของคนปกติโดยพฤติกรรม
ที่ผิดปกตินี้จะสังเกตเห็นชัดเจนเต็มที่ได้ที่อายุ ๓ ปีขึ้นไป แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะรู้ถึงความผิดปกตินี้
ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปีกว่าๆ ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจทางการแพทย์ที่แน่นอนใดๆ ที่จะบ่งชี้
ได้ว่าเด็กคนไหนจะเป็นออทิสติกหรือไม่ ข้อที่จะบ่งชี้ได้แต่เพียงประการเดียวก็คือ พฤติกรรมที่
ผิดปกติ ที่จะได้มาจากการสังเกตและการซักประวัติ เท่านั้น จะไม่มองเห็นได้ด้วยตาหรือตรวจรู้
ได้ทันทีเฉก เช่น ความผิดปกติอื่นๆ ที่เราคุ้นเคยกัน เป็นต้นว่า ผู้พิการแขนขา หูหนวกตาบอด
ปัญญาอ่อนแบบกลุ่มอาการดาวน์ ฯลฯ


        เพราะรูปลักษณ์ภายนอกทางสรีระร่างกายของเด็กกลุ่มนี้ไม่มีความแตกต่างไปจากเด็ก
ปกติหากไม่มีความพิการอย่างอื่นซ้ำซ้อนร่วมด้วยนี่คือความแตกต่างไปจากผู้ด้อยโอกาสหรือ
ผู้พิการกลุ่มอื่นๆ


        ประการหนึ่งของเด็กกลุ่มออทิสติก พฤติกรรมที่ผิดปกติในเด็ก หรือ บุคคลออทิสติก
ดังกล่าวจะแสดงออกใน ๓ ลักษณะใหญ่ๆดังนี้


        1.กิจกรรมความสนใจที่ซ้ำๆ ยากต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น ติดของบางอย่าง กินอาหารแต่
เพียงบางอย่างซ้ำเล่นอะไรซ้ำๆ กิริยาบางอย่างซ้ำๆซากๆ เป็นต้นว่า การหมุนวนตัวเอง การเล่น
มือ การเอาวัตถุมาเคาะการเอามือเคาะตามพื้นผิวต่างๆ การเดินเขย่งเท้า การวิ่งพล่านไปมาไม่
อยู่นิ่ง ชอบดมสิ่งของต่างๆ ชอบแกะแคะเก็บกินสิ่งต่างๆ ที่เด็กหรือคนปกติไม่ทำ ชอบลงไปนอน
คลุกกับพื้น ชอบปีนป่าย สนใจแสงและวัตถุเคลื่อนไหว หยีตามองแสงอาทิตย์ได้นานๆ จ้องมอง
ไฟนีออนได้นานๆ ชอบปีนขึ้นไปนั่งบนโต๊ะ บนหลังตู้สูงๆ จะเอาอะไรก็ไม่พูดไม่บอกใช้วิธีจูงมือ
ผู้ใหญ่ไปหยิบให้ ฯลฯ

        กิจกรรมความสนใจเหล่านี้สะท้อนออกซึ่งความผิดปกติ เป็นอันดับแรกที่จะเห็นได้อย่าง
ชัดเจนเลย คือ เขาไม่สนใจคน ความสนใจของเด็กออทิสติกอยู่ที่สิ่งอื่นๆทั้งหมด แต่ไม่ใช่ที่คน
ด้วยกัน ถ้าไม่ได้รับการฝึกฝนหรือกระตุ้นเขาจะไม่สนใจคนไม่มองหน้าคนเด็กออทิสติก
เมื่อตอนเล็กๆจึงไม่แปลกหน้าใครเลย

        2.การสูญเสียทางด้านภาษาและการสื่อความหมาย ทั้งภาษาพูดและภาษาท่าทาง เป็นที่
ทราบกันดีว่าเด็กปกติเรียนรู้ภาษาและการสื่อความหมายจากการสังเกตุและเลียนแบบผู้คน
รอบข้าง แต่เด็กออทิสติกไม่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากกิจกรรมความสนใจที่หมกหมุ่นซ้ำซากดังกล่าว
ปิดกั้นและจำกัดพวกเขาจากการสังเกตุผู้คนรอบข้างเมื่อไม่สังเกตไม่สนใจก็ไม่เกิดการเลียน
แบบเมื่อไม่เกิดการเลียนแบบการเรียนรู้ทางด้านภาษาและการสื่อความหมายก็จึงเป็นไปไม่ได้
ฉะนั้น เด็กออทิสติกถ้าไม่ได้รับการฝึกฝน จะไม่เรียนรู้จากการสังเหตุหรือเลียนแบบใคร หรือ
อะไรอย่างมีความหมายเลย เด็กออทิสติกส่วนใหญ่จึงไม่พูด หรือถ้าพูดได้ก็ไม่ชัด ไม่เป็นคำ
กลายเป็นภาษาเฉพาะของตัวเขาเอง หรือพูดได้ชัดเจนดีมากเป็นต่อยหอยแต่ก็ไม่รู้ความหมาย
เป็นเหมือนการสะท้อนเสียงคนแบบนกแก้วเท่านั้น

        3.การสูญเสียทางด้านสังคม เมื่อไม่รู้ภาษาก็จึงสื่อความหมายไม่ได้ สื่อความหมายไม่ได้
ก็ไม่เกิดการเรียนรู้ทางสังคม เมื่อไม่ได้เรียนรู้ทางสังคมก็ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ทางสังคมของ
บุคคลต่างๆ ตั้งแต่พ่อแม่พี่น้องในครอบครัว ครู ตำรวจ ฯลฯ ในชุมชน ไปจนถึงบุคคลในสังคม
ระดับกว้าง


        ก็จึงแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องไม่สามารถมีปฏิกิริยาต่อสัมพันธภาพของบุคคลในสังคมได้
อย่างถูกต้องเหมาะสมในทุกระดับ เมื่อไม่สามาถปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นได้ก็จึงแยกตัวอยู่คนเดียว
ในโลกส่วนตัวของเขา เองความผิดปกติใหญ่ๆ ในทั้งสามลักษณะนี้เกี่ยวเนื่องต่อโยงกันเป็น
วงจรปิด คือปิดให้เด็กหรือบุคคลออทิสติกแยกตัวอยู่คนเดียวในโลกส่วนตัวภายในหัวสมองของ
เขาเท่านั้น


        เด็กออทิสติกจึงมักเล่นคนเดียวไม่เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน


        บุคคลออทิสติกก็ชอบอยู่คนเดียวไม่สุงสิงกับใคร


        หัวใจของการช่วยเหลือเด็กหรือบุคคลออทิสติกนั้นกิจกรรมการเรียนการสอนการฝึก
ทักษะที่ทีมครูจัดให้เด็กจะต้องมีแผนการสลายและดัดแปลงพฤติกรรมผิดปกติที่ไม่พึงประสงค์
และสร้างเสริมพฤติกรรมแบบคนปกติที่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วยเสมอ จนกระทั่งไม่พบพฤติกรรม
ที่ผิดปกติและหรือเหลือเป็นพฤติกรรมที่ปกติเท่านั้นในที่สุด

        จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าออทิสติกเป็นปัญหาที่พฤติกรรม
โดยเฉพาะพฤติกรรม การเรียนรู้ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงพฤติกรรมทางสังคม นี่คือข้อแตกต่างจาก
ผู้พิการหรือผู้ด้อยโอกาสกลุ่มอื่นๆ ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ของเด็กกลุ่มออทิสติก ด้วยข้อบ่งชึ้
ทางการแพทย์ที่ว่าพฤติกรรมที่ผิดปกตินี้เกิดจากความผิดปกติของสมองและระบบประสาท
สัมผัสทั้งห้าทำให้เด็ก หรือบุคคลออทิสติกมี การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและ การประมวลผล
ข้อมูลในสมองเบี่ยงเบนไปจากของคนปกติ ส่งผลให้การตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมเบี่ยงเบนไป
จากของคนปกติออทิสติกจึงไม่ใช่เรื่องของคนโรคจิต จึงเป็นความผิดบาปอย่างมหันต์ที่จะ
ปล่อยให้เด็กหรือบุคคลกลุ่มนี้ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆอายุเพียงสองสามขวบถูกปฎิบัติอย่างกับ
คนโรคจิตจากบุคลากร ทางการแพทย์ด้วยการให้ได้รับยากดประสาทที่ใช้กับคนโรคจิตประสาท
เข้าไปกดสมองและคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายให้นิ่งให้ซึม ให้หลับและที่สำคัญที่สุดยังไม่มี
ข้อพิสูจน์ใดๆ ยืนยันว่ายารักษาคนโรคจิตจะทำให้เด็ก หรือมนุษย์ฉลาดและรู้จักตอบสนองต่อ
สิ่งแวดล้อมดีขึ้นในระยะยาว


        เราควรจะต้องตระหนักกันว่าเด็กจะฉลาดและเรียนรู้ได้ดีก็ด้วยการอบรมบ่มเพาะจากผู้ใหญ่
และสังคมเท่านั้น


        การผลักดันให้เด็กออทิสติกซึ่งมีปัญหาทางด้านการเรียนรู้และการตอบสนองต่อ
สิ่งแวดล้อมอย่างไม่ถูกต้องเข้าไปอยู่ในอุ้งมือบุคคลากรทางการแพทย์ที่ถนัดแต่จะใช้ยาในการ
รักษาโรคเท่านั้น ในบางรายบางกรณีจึงค่อนข้างเป็นการเสี่ยงภัยอย่างยิ่ง


        ดังนั้นจึงคงจะต้องชี้ให้ชัดกันไปเลยว่า โดยหลักการบทบาทของแพทย์น่าจะเป็นเพียง
ผู้วินิจฉัยเท่านั้น แพทย์ไม่ได้ ถูกอบรมบ่มเพาะมาให้ฝึกสอนเด็กโดยเฉพาะเด็กออทิสติก เมื่อ
ผ่านการวินิจฉัยแล้วจะต้องส่งต่อให้เป็นเรื่องของนักพฤติกรรมบำบัดหรือนักจิตวิทยาคลีนิค
นักฝึกพูดบำบัด นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัดอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นระยะที่ไม่น่าจะนานนัก
จากนั้นจึงเป็นเรื่องของครูการศึกษาพิเศษอยู่อีกระยะหนึ่ง ต่อจากนั้นในระยะยาวก็จะต้องเป็น
เรื่องของครูทั่วไปเป็นด้านหลักเฉกเช่นเด็กปกติ หากการกระตุ้นพัฒนาการกับนักบำบัดต่างๆและ
กับครูการศึกษา พิเศษตามที่กล่าวมานี้ประสบผลสำเร็จทว่าในสภาพความเป็นจริงนักบำบัดต่างๆ
รวมทั้งครูการศึกษาพิเศษที่ กล่าวถึงเหล่านี้มีอยู่เพียงหยิบมือเดียวกระจุกตัวอยู่ในที่เจริญ และ
ส่วนมากที่สุดยังไม่ตื่นตัวพอที่จะมาทำเรื่อง ออทิสติกอย่างเป็นการเป็นงาน หรือเป็นกิจลักษณะ
อย่างที่จังหวัดขอนแก่น ก็มีอยู่แต่ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ครูการศึกษาพิเศษ ก็มีอยู่แต่ที่
โรงเรียนการศึกษาพิเศษและศูนย์การศึกษาพิเศษเขต ๙ อยู่ไม่กี่คน


        บุคคลากรที่มีอยู่เพียงหยิบมือเดียวเหล่านี้จึงไม่อาจเป็นที่พึ่งของประชากรออทิสติกที่อยู่
ห่างไกลอย่างอำเภอบ้านไผ่ได้ จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นที่พึ่งของอำเภออื่นๆที่อยู่ห่างไกล
กันดารออกไปอีก แต่ทั้งนี้ก็ในสภาพความเป็นจริงอีกเช่นกัน ที่ครูทั่วไปมีอยู่ทั่วไป ทั้งในภาค
เอกชนและภาครัฐ ครูทั่วไปเหล่านี้มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงของเมืองไทย และมีอยู่อย่างลงลึกถึง
ระดับหมู่บ้าน


        ทำอย่างไรจึงจะยกระดับครูทั่วไปเหล่านี้ ให้ขึ้นหรือเข้ามาทำงานกับเด็กออทิสติกได้ ทำ
อย่างไรจึงจะให้ครูทั่วไป ที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงเหล่านี้เปิดโลกเปิดใจตอบรับเด็กกลุ่มออทิสติก
นี่เป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาฯจะต้องเร่งศึกษาและมีนโยบายตลอดจนแผนปฏิบัติการที่เป็น
รูปธรรมลงมา


        เพราะพฤติกรรมที่ผิดปกติของเด็กออทิสติกจะหมดไปได้ในระยะยาวก็โดยการสอนให้เขา
รู้จักตอบสนอง ต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง นั่นคือการฝึกการสอนให้เขามีพฤติกรรมที่
ถูกต้องเหมาะสมในทุกๆด้าน ไม่ใช่ด้วยการให้กินยา และไม่ใช่ด้วยการให้ความรักแบบอวิชา
ของพ่อแม่ ความรักจะไม่ช่วยอะไรเลย


        ถ้าคุณไม่มีเวลาที่จะสอนและถ้าคุณไม่รู้จักวิธีที่จะสอน


        วิธีการฝึกวิธีการสอนสำหรับเด็กออทิสติก ปัจจุบันเรามีอยู่แล้วอย่างเป็นระบบเป็นหลักสูตร
แต่เราขาดครู ขาดหน่วยงานที่จะมาบริหาร  ขาดบุคลากรขาดทุนทรัพย์ที่จะถ่ายทอดจากภาษา
อังกฤษเป็นภาษาไทย ทุกหน่วยงานส่วนใหญ่ ในชุมชนยังมองไม่เห็นแนวทางที่จะเดินไป แต่ถ้า
หากได้รับความร่วมมือจากครูทั่วไป และจากหน่วยงานโดยเฉพาะโรงเรียนในชุมชนที่ครูทั่วไป
สังกัด เด็กออทิสติกรุ่นหลังๆจะเดินทางสู่ความเป็นคนเต็มคนอย่างเต็มศักยภาพได้ทุกเศษฐะ
ฐานะ เพราะความผิดปกติของเด็กออทิสติกดังกล่าว ทำให้เด็กออทิสติกอยู่ในภาวะที่ต้องสอน
กันทุกอย่างๆ ต้องสอนกันอย่างรอบด้านทุกๆ ด้าน


        พวกเขาจึงต้องการครู และครูหลายคน เป็นทีม พวกเขาก็จึงเช่นเดียวกับเด็กปกติต้องการ
โรงเรียน ต้องการห้องเรียน และต้องการเพื่อนในวัยเดียวกัน เป็นความจำเป็นพื้นฐานที่เด็กกลุ่มนี้
จะต้องได้รับสิ่งเหล่านี้ สังคมทุกส่วนจะต้องตระหนักและเห็นใจและเข้าใจว่าครอบครัวหรือเพียง
แม่เท่านั้นไม่เพียงพอต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็กกลุ่มนี้ให้ไปสู่จุดสูงสุดได้


        อันดับแรกต้องทำให้เด็กออทิสติกให้ความสนใจคน มองหน้าและสบตาคน นั่นคือทักษะ
การให้ความตั้งใจจากนั้นการฟังคำสั่งของคนโดยตอบสนองต่อคำสั่งอย่างง่ายก่อน เช่น “ลุกขึ้น-
นั่งลง” “นั่งเรียบร้อย” เป็นอันดับต่อมา นั่นคือ ทักษะการให้ความร่วมมือเนื่องจากเด็กออทิสติกมี
ความผิดปกติที่สมองซึ่งเป็นส่วนสั่งการการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กมัดใหญ่ของร่างกาย
ทั้งระบบด้วยคำสั่งว่า “ทำอย่างนี้” เราสามารถทำให้เด็กออทิสติกเข้าใจ มโนคติของการ
เลียนแบบการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กมัดใหญ่


        นั่นคือ ทักษะการเลียนแบบ ด้วยทักษะพื้นฐานทั้งสามนี้เราสามารถจะทำให้เด็กออทิสติก
ฝีกฝนทักษะที่สูงขึ้นไป เป็นลำดับขั้นได้ นั่นคือ ทักษะการรับรู้ทางภาษา ทักษะการแสดงออก
ทางภาษา ทักษะก่อนวัยเรียน ทักษะการช่วยเหลือตัวเอง ทักษะทางวิชาการ ทักษะการใช้และ
เข้าใจภาษานามธรรม และทักษะทางสังคม


        ในที่สุดเพราะ เด็กออทิสติกเป็นปัญหาที่พฤติกรรม ฉะนั้นการสอนทักษะต่างๆ ดังกล่าวนี้
จึงต้องใช้เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมซึ่งอยู่บนพื้นฐานของหลักการของทฤษฎีการเรียนรู้ของ
ศาสตร์ทางด้านวิชาพฤติกรรมที่ว่า


        “สิ่งเร้ากระตุ้นให้เกิดการตอบสนองและผลที่ติดตามมา หากผลที่ติดตามมาเป็นที่น่าพึง
พอใจการตอบสนองนั้นก็มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีกได้เรื่อยๆหากไม่ก็มีแนวโน้มว่าจะลดน้อยถอย
ลงหรือกระทั่งไม่มีการตอบสนองเลย”


        เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมประกอบด้วยเทคนิคการแตกงานหรือทักษะที่จะสอนออก
เป็นส่วนย่อยหลายๆส่วนหลายๆขั้นตอนให้ง่ายที่สุดจนกระทั่งเด็กสามารถทำได้แล้วเอาส่วน
ย่อยๆ นั้นมาสอนให้เด็กทำได้ทีละส่วนเทคนิคการแนะเพื่อประกันให้เด็กสามารถตอบสนองได้
อย่างถูกต้องผู้สอนจะต้องใช้เทคนิคการแนะจากมากที่สุดตั้งแต่การจับมือให้ทำ ชี้บอก บอก
ฯลฯ ไปจนกระทั่งไม่มีการแนะเลย เทคนิคการให้รางวัลและลงโทษสำหรับการตอบสนองที่ถูก
และผิดในการสอนทักษะแต่ละส่วน เทคนิคนี้เป็นหัวใจของเทคนิคตามหลักการของทฤษฏีของ
ศาสตร์ทางด้านวิชาพฤติกรรมดังที่กล่าวแล้วข้างต้น


        เทคนิคการสานต่อพฤติกรรมเอาทักษะแตกย่อยแต่ละส่วนที่เด็กทำได้จนคล่องแล้วมา
สานต่อกันเป็นทักษะหนึ่งทั้งหมดเทคนิคการขยายผลพฤติกรรม


        เอาทักษะหนึ่งทั้งหมดที่เด็กทำได้แล้วกับครูผู้สอนคนหนึ่งในสถานที่หนึ่งและเวลาหนึ่งให้
ไปทำได้กับครูผู้สอนหรือคนอื่นๆหลายๆคนในสถานที่อื่นๆที่หลากหลายหรือในช่วงเวลาต่างๆกัน
ออกไป


        เทคนิคการรักษาไว้ซึ่งทักษะที่ทำได้แล้วให้คงทำได้อยู่ตลอดไป หมายถึงว่า ทักษะใดๆ
ที่เด็กทำได้แล้วจะต้องถูกทบทวนเป็นช่วงๆ สลับกับทักษะใหม่ๆ ที่เด็กได้รับการฝึกสอนเพิ่มเติม
เข้ามาเรื่อยๆ และที่จะลืมเสียไม่ได้ เป็นอันขาดคือ เทคนิคในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึง
ประสงค์ ที่จะจัดการกับพฤติกรรมที่ขัดขวางการเรียนรู้การเข้าสังคม การรบกวนผู้อื่น การทำร้าย
ผู้อื่น เช่น การโมโหอาละวาด การเอาวัตถุมาเคาะ การเล่นมือ ฯลฯ


        เราจึงต้องเปิดโลกของเด็กออทิสติกเข้าสู่สังคมของเด็กและคนปกติ การเปิดโลกของพวก
เขาเข้าสู่สังคมของผู้ด้อยโอกาสอื่นๆด้วยกันอาจจะไม่ช่วยพัฒนาศักยภาพของพวกเขาให้เป็น
ปกติได้อย่างเต็มที่ เป็นต้นว่า...


        การเอาเด็กออทิสติกไปเรียนปนกับผู้พิการแขนขา เขาจะเลียนแบบการเคลื่อนไหวกล้าม
เนื้อมัดใหญ่ของแขนหรือขาได้อย่างไร?

        การเอาเด็กออทิสติกไปเรียนร่วมกับผู้พิการทางหู เขาจะเลียนแบบการพูดและการฟัง
ได้อย่างไร?

        การเอาเด็กออทิสติกไปเรียนร่วมกับผู้พิการทางตาเขาจะเลียนแบบการมองการกวาด
สายตาได้อย่างไร?

        หรือการเอาเด็กออทิสติกไปเรียนรวมกับผู้พิการทางสมองแบบกลุ่มอาการดาวน์ซึ่งก็มี
ปัญหาทางด้านพฤติกรรมที่ช้าที่ต้องการความช่วยเหลือในการกระตุ้นเช่นกัน แล้วเด็กออทิสติก
จะได้รับการกระตุ้นพัฒนาการอะไรจากกลุ่มเพื่อน?


        สรุปแล้วเด็กออทิสติกเข้ากันได้ดีที่สุดกับกลุ่มเด็กปกติ เนื่องเพราะเด็กออทิสติกหูก็ได้ยิน
เสียง ตาก็มองเห็น แขนก็มี ขาก็มี รับสัมผัสทางผิวหนังได้ ลิ้นก็รับรู้รสได้ เราจึงจะต้องกระตุ้น
พัฒนาการของเด็กออทิสติก โดยมีเด็กปกติในวัยเดียวกันเป็นมาตรวัด ดังนั้นพวกเขาจะได้
ประโยชน์สูงสุดกับการกระตุ้นพัฒนาการอย่างมีการวางแผนอยู่ในสิ่งแวดล้อมของเด็กหรือคน
ปกติมากกว่าจะอยู่ในกลุ่มคนปกติด้วยกัน


        เด็กออทิสติกแต่ละคนมีพัฒาการต่างระดับกันและมีลีลาการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไปใน
ออทิสติกแต่ละแบบ ทั้งนี้จะเห็นว่าเด็กออทิสติกจะขาดครูพี่เลี้ยงไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะ
เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมในการสอนทักษะบางด้านต้องเป็นการสอนตัวต่อตัว หรือเด็กหนึ่ง
ครูสองด้วยซ้ำ เพราะเด็กออทิสติกมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อมัดต่างๆทั้งใหญ่และ
เล็ก ทักษะบางอย่างจึงต้องแนะด้วยการจับมือให้ทำ จับศรีษะให้หันมามอง เป็นต้น

 

        ในเบื้องต้นประมาณ ๒-๕ ปี ครูพี่เลี้ยงมีความสำคัญต่อความเป็นไปได้ของการ
ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต่างๆให้แก่เด็กกลุ่มนี้ในสิ่งแวดล้อมของเด็กปกติ

 

 


By: http://www.autismthai.com/0/