โปรตีนกลายพันธุ์ในเซลล์ประสาท...

ก็มีส่วนทำให้เป็นออทิสติกเช่นกัน 

 

 

 

        มหาวิทยาลัยเท็กซัสศึกษากับหนู พบว่า

             การเพิ่มระดับโปรตีนทั้งสองตัวในเซลล์ประสาท จะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเซลล์ประสาทเพิ่มขึ้น และเมื่อเพิ่มโปรตีนนิวโรลิกิน 1 กลายพันธุ์ที่เชื่อกันว่าพบในผู้ป่วยออทิสติกบางราย ปรากฏว่าช่องว่างระหว่างเซลล์ประสาทลดลงอย่างเห็นได้ชัดและเซลล์ประสาทมีความตื่นตัวลดลงอย่างมาก ปกติแล้วทารกที่เกิดมามีช่องว่างระหว่างเซลล์ประสาทมาก

          มักมีชีวิตรอดจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่

             ช่องว่างระหว่างเซลล์ประสาทที่ทำงานเป็นปกติจะเพิ่มจำนวนในระหว่างที่เด็กเติบโต ขณะที่ช่องว่างที่ไม่ทำงานก็จะถูกจำกัดไป ผลการศึกษานี้ชี้ว่า การมีโปรตีนนิวโรลิกิน 1 กลายพันธุ์ อาจไปยับยั้งการเพิ่มจำนวนช่องว่างระหว่างเซลล์ประสาทในขณะที่เด็กเติบโต ทำให้ เซลล์ประสาทไม่สามารถสื่อสารกันได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติด้านการสื่อสาร และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นดังที่พบในผู้ป่วยออทิสติก

 

 


 
 
        ด้าน ศ.ไซมอน บารอนโคเฮน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยออทิสซึม

          ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษแนะว่า จะต้องศึกษาไปถึงยีนที่เป็นตัวกำหนดรหัสของโปรตีนนิวโรลิกิน และศึกษาตัวโปรตีนให้ละเอียดขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่าเป็น สาเหตุที่ทำให้เกิดออทิสซึมได้อย่างไร และเกิดขึ้นในกลุ่มใดบ้าง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของสมองผู้ป่วยออทิสติก และคนปกติจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อการศึกษาและหาทางป้องกันโรคนี้

 

 

 

 

อ้างอิงจาก http://variety.teenee.com/foodforbrain/3280.html

                [ วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน 2550 เวลา 09:38 น.] 

*************************************************************

 

นักวิจัยไทยเจ๋ง!ดึง'ช้าง'

บำบัดเด็ก'ออทิสติก'สำเร็จ

 

 

 

        ขณะที่ผมนั่งค้นหาข้อมูลทำรายงานอยู่ บังเอิญพบข้อมูลบางอย่างอันเป็นประโยชน์ที่ช่วยบำบัดเด็กออทิสติก ผมจึงนำมาเผยแพร่ต่อครับ

        ผศ.ดร.เมธิศา พงษ์ศักดิ์ศรี หนึ่งในทีมวิจัยจากภาควิชากิจกรรมบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า 

        ขณะนี้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการใช้ช้างบำบัดอาการเด็กออทิสติกเป็นครั้งแรกของโลกแล้ว สำหรับการใช้ช้างบำบัดอาการ  ก็เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ที่ฉลาด สุภาพ เป็นที่ชื่นชอบของเด็ก และมีการตอบสนองต่อการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้อย่างเหมาะสม ทำให้ทีมวิจัยเลือกที่จะทำการวิจัยเกี่ยวกับการบำบัดเด็กออทิสติก ซึ่งมีพัฒนาการด้านการสื่อสารและสังคมไม่เป็นไปตามปกติ ด้วยการออกแบบกิจกรรมบำบัดทดลองให้เด็กออทิสติก 4 คน อายุระหว่าง 11-17 ปี มาทำกิจกรรมร่วมกับช้างขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ 4 เชือก ใน 8 กิจกรรม

        ตั้งแต่การรับ-ส่งช้าง การซื้ออาหารให้ช้าง การให้อาหารช้าง การอาบน้ำและเล่นน้ำกับช้าง การขี่ช้าง การเล่นเกม สร้างงานศิลปะร่วมกับช้าง และส่งช้างกลับบ้าน

        และผลการวิจัยปรากฏว่า ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถกระตุ้นพัฒนาการทุกด้านของเด็กออทิสติกให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

        โดยเด็กจะสงบลง มีสมาธิ พร้อมให้ความร่วมมือและสามารถร่วมกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

 

 


 
        เนื้อหาข่าวโดย: หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

 


                                                                    דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

ที่มา  โดย : พังจูดี้ โพสเมื่อ [ วันเสาร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 13:33 น.]
                 จาก 
http://variety.teenee.com/science/6348.html


*************************************************************

 

 

เทคนิคการดูแลเด็กออทิสติก 

 

 

 

        พ่อแม่หลายท่านยังอาจทำใจไม่ได้ เมื่อลูกที่เป็นออทิสติกต้องออกนอกบ้านแล้วแสดงพฤติกรรมแปลกๆ ในที่สาธารณะ พ่อแม่บางคนรู้สึกอายและน้อยใจที่คนอื่นไม่เข้าใจในความเป็นเด็กออทิสติก เราจะทำให้เด็กออทิสติกได้ใช้ชีวิตร่วมในสังคมโดยปกติได้อย่างไร มีคำแนะนำดังนี้ครับ

 

การที่เก็บตัวลูกที่เป็นออทิสติกให้อยู่แต่ในบ้าน
ไม่กล้าพาออกไปสู่สังคมภายนอก
จะมีผลเสียเกิดขึ้นกับเด็กออทิสติกอย่างไร


        เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าปัญหาที่สำคัญของเด็กออทิสติก คือมีความบกพร่องในทักษะทางสังคม ไม่ค่อยมองหน้าสบตา ไม่ค่อยตอบสนองเวลาเรียก เล่นกับเด็กวัยเดียวกันไม่เป็น ไม่เข้าใจกฎกติกาทางสังคม ซึ่งการเสริมสร้างทักษะสังคมที่ดีที่สุดคือการสอนในสถานการณ์จริง ยิ่งมีสถานการณ์หลากหลายให้เรียนรู้มากเท่าไหร่ เด็กก็จะยิ่งเข้าใจมากขึ้น แสดงออกในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น


        ถ้าเด็กอยู่แต่ในบ้าน เด็กก็ไม่มีโอกาสได้เห็นความหลากหลาย ความแตกต่าง มีเพียงการแสดงออกในรูปแบบซ้ำๆเดิม เปรียบเสมือนอยู่ในโลกของตัวเองอีก ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม มีการกระตุ้นตัวเอง และมีพฤติกรรมแปลกๆที่ไม่เหมาะสมตามมา


        เมื่อเด็กออกนอกบ้าน เด็กก็มีโอกาสได้พบเจอผู้คนที่หลากหลาย ทำให้รู้ถึงความแตกต่างของแต่ละคน ได้มีโอกาสเรียนรู้ว่าเด็กคนอื่นทำอะไร เล่นอะไร และเกิดการเลียนแบบขึ้นตามมา


        การที่พาเด็กออกนอกบ้านเด็กอาจไปเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างมาบ้าง แต่ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้สอน และปรับแก้ให้เหมาะสม ทำให้เกิดระบวนการเรียนรู้และพัฒนาต่อไป

 

การบอกคนภายนอกให้เข้าใจว่า....
ลูกของเราเป็นอะไร ต้องทำอย่างไร


        ในการบอกควรพูดถึงทั้งสองด้าน คือ ปัญหาบางอย่างของเด็กที่มีอยู่ และความสามารถที่เด็กมีอยู่ว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง แล้วสรุปว่าอาการเหล่านี้เรียกว่าออทิสติก ซึ่งเป็นปัญหาด้านพัฒนาการรูปแบบหนึ่ง เป็นอาการที่สามารถช่วยเหลือให้ดีขึ้นได้ และทุกคนที่รู้จักเด็กสามารถช่วยเหลือเด็กให้ดีขึ้นได้มากด้วย โดยการเข้ามาเล่น เข้ามาพูดคุยทักทาย และชักชวนทำกิจกรรมต่างๆ อย่างน้อยที่สุด คือการเปิดโอกาสให้เด็กอยู่ร่วมกับเด็กคนอื่น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เลียนแบบสิ่งที่เหมาะสม และมีพัฒนาการที่ดีต่อไป

         การบอกคนภายนอกให้เข้าใจว่า ลูกของเราเป็นอะไร จะต้องบอกมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความเกี่ยวข้องกับตัวเด็กด้วย ถ้าเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น คุณครู ก็อาจต้องทำความเข้าใจในระดับที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้น เพื่อที่จะได้ช่วยสนับสนุน ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กในแนวทางที่เหมาะสม

 

เมื่อเด็กออทิสติกออกไปสู่สังคมภายนอก
แล้วเขาแสดงพฤติกรรมแปลกๆ ในที่สาธารณะ
เราจะตักเตือนลูกในเรื่องนี้อย่างไร


        เมื่อเด็กแสคงพฤติกรรมแปลกๆ ในที่สาธารณะ ควรบอกให้เด็กทราบทุกครั้งว่าไม่ควรทำ เพราะอะไร ใช้คำพูดสั้นๆ กระชับ ฟังเข้าใจง่าย พูดด้วยท่าทีที่เอาจริงเอาจัง เสียงดังพอประมาณ แต่ไม่ถึงกับต้องดุหรือต่อว่าเด็กรุนแรง จากนั้นก็เบี่ยงเบนความสนใจใปในกิจกรรมอื่นแทน


         เนื่องจากเด็กมีปัญหาในการเข้าใจความเหมาะสมทางสังคม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องบอกเด็กให้ทราบทุกครั้ง ว่าไม่เหมาะสมเพราะอะไร และที่เหมาะสมคืออะไร ถ้าจะให้ดี ควรให้เด็กได้ทำพฤติกรรมที่เหมาะสมให้ดูด้วย


        แต่วิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ไข คือ การบอกให้เด็กรู้ล่วงหน้าก่อน ว่าจะพาไปที่ไหน จะต้องเจออะไรบ้าง แล้วจะต้องทำอย่างไร เพื่อลดความตื่นเต้นของเด็ก ซึ่งจะช่วยให้เด็กควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น

 

ในที่สาธารณะที่พลุกพล่านด้วยผู้คน
ควรหรือไม่ที่นำลูกของเราไปสถานที่นั้น


        ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็กแต่ละคนมากกว่าครับ เด็กที่ยังควบคุมตัวเองได้ไม่ดี ไม่นิ่ง วิ่งไปมา ตื่นเต้นง่าย อาจยังไม่เหมาะที่จะพาไปในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ควรฝึกฝนเพิ่มเติมอีกระยะหนึ่งให้นิ่งได้พอสมควร เลือกพาไปในที่สาธารณะได้ แต่ควรเป็นที่ค่อนข้างสงบ ไม่มีคนมากเกินไป และมีคนที่สามารถประกบอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา อาจเป็นสนามเด็กเล่นที่มีเด็กไม่มาก


        สำหรับเด็กที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี นิ่งพอ ควบคุมตัวเองได้ดีพอ ไม่ตื่นเต้นง่าย ก็สามารถพาเด็กไปได้ในทุกที่ เพื่อให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้การอยู่ร่วมในสังคม แต่ควรมีการเตรียมตัว ล่วงหน้า บอกเด็กให้รู้ล่วงหน้าก่อนเสมอ

 

ข้อควรระวังในการพาเด็กออทิสติกไปในที่สาธารณะ


        ในการพาเด็กออทิสติกไปในที่สาธารณะ มีข้อพึงระวังบ้างบางประการ แต่ไม่ควรถึงกับระแวงจนไม่กล้าพาไปไหนเลย สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด คือ อันตราย เนื่องจากเด็กยังอาจแยกแยะไม่ได้ว่า อะไรเป็นอันตรายหรือไม่เพียงไร เช่น เห็นหมาดุๆ อาจจะวิ่งเข้าไปจับ อาจปีนป่ายสูงๆ หรือเดินออกนอกถนน เป็นต้น ดังนั้นการประกบดูแลอย่างใกล้ชิดจึงมีความจำเป็นอย่างมาก


        และที่สำคัญมาก เด็กอาจตื่นเต้น ตกใจ และอารมณ์รุนแรงขึ้น เมื่อไปในสถานที่ไม่คุ้นเคย หรือพบปะผู้คนที่ไม่คุ้นเคย ดังนั้นควรมีการเตรียมตัวเด็กล่วงหน้าก่อน เล่าให้ฟังถึงสถานที่ ที่จะไป จะได้เจออะไรบ้าง ถ้ามีรูปภาพประกอบด้วยยิ่งดี ถ้ามีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เด็กก็จะสงบ และควบคุมตนเองได้ดี

 

การสอนมารยาททางสังคมให้เด็กออทิสติก มีวิธีการอย่างไร


        วิธีการสอนมารยาทสังคมที่ดีที่สุด คือการสอนจากสถานการณ์ในชีวิตประจำวันจริงๆ เมื่อเด็กทำอะไรที่ไม่เหมาะสม ให้บอกและเตือนในทันที ด้วยท่าทีที่จริงจัง เสียงดังที่พอเหมาะ แล้วให้เด็กทำสิ่งที่เหมาะสมให้ดู หรือถ้าเด็กยังทำไม่ได้ อาจทำให้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วจับทำ เพื่อให้เด็กได้เคยทำในสิ่งที่ถูกต้องก่อน เช่น ถ้าไม่ยอมสวัสดีทักทาย หรือสวัสดีไม่ตรงคน ไม่มองหน้า ให้บอกเด็กทำซ้ำใหม่อีกครั้ง ถ้ายังไม่ถูกต้องให้จับมือเด็กทำ แล้วชมเชย ให้แรงเสริม


        นอกจากนี้ ควรมีการสอน โดยใช้เหตุการณ์สมมติที่หลากหลาย ทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน แล้วให้เด็กทำตามในสถานการณ์ที่กำหนด ฝึกฝนซ้ำๆอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีการสอนให้ท่องจำตัวอย่างคำพูดที่เหมาะสม ที่จะใช้ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เวลาเจอเพื่อนจะเข้าไปทักทายอย่างไร เวลาอยากเข้าไปเล่นในกลุ่มร่วมกับเพื่อนจะต้องพูดว่าอะไร เป็นต้น

 

 

บทความโดย...นายแพทย์ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

จาก.. http://www.happyhomeclinic.com/au07-abnormalbeh.htm


*************************************************************

 

 

เด็กออทิสติกมักมีปัญหาด้านการเขียน

 

 

 

 

        เด็กออทิสติกมักจะมีปัญหาด้านการฝึกเขียน รวมไปถึงการเขียนจดหมาย มากกว่าเด็กทั่วไป


        งานวิจัยชิ้นใหม่ได้ทำการศึกษาเด็กจำนวน 28 คน อายุระหว่าง 8-13 ปี โดยครึ่งหนึ่งเป้นเด็กออทิสติก แต่เด็กทุกคนมีระดับไอคิวในเกณฑ์มาตราฐานทั้งสิ้น


        โดยเด็กทั้งหมดต้องทำการคัดลอกประโยค “the brown jumped lazy fox quick dogs over” ที่เรียงไว้แบบสลับตำแหน่ง


        นักวิจัยได้ทำการวัดความสามารถทั้งสิ้น 5 ส่วน คือ ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ รูปแบบของงานเขียน ตำแหน่งของตัวอักษร ขนาด และ ช่องไฟ พบว่าเด็กจำนวน 14 คน ที่เป็นเด็กออทิสติก มีทักษะการเขียนน้อยกว่า 80% เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กทั่วไปอีกจำนวน 14 คน นอกจากนั้นพบว่า เด็กออทิสติกจำนวน 9 คนมีระดับคะแนนต่ำกว่า 80% ในด้านรูปแบบของงานเขียน ในขณะที่เกิดขึ้นในเด็กปกติเพียง2 คนเท่านั้น


        แม้ว่าคุณภาพด้านการเขียนของเด็กออทิสติกจะค่อนข้างต่ำ แต่ในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การจัดวางตำแหน่งของตัวอักษร ขนาดตัวอักษร และช่องไฟ ในจดหมายของพวกเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเด็กทั่วไปแต่อย่างใด


        การบำบัดกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน สามารถช่วยพัฒนาการเขียนในเด็กออทิสติกได้ และ การบำบัดนี้สามารถรวมการฝึกเขียนจดหมายและงานเขียนอื่นๆ เพิ่มเข้าไปได้

 

        เพื่อเพิ่มคุณภาพในงานเขียนของพวกเขา

 


ที่มา healthfinder

คัดมาอีกทีจาก อัมพวรรณ ใน http://healthy.in.th/categories/healthful/news/1799

 *************************************************************

 

 

 "ออทิสติก" ปัญญาดี เขียนด้อย แก้ได้

 

 


       วิจัยเผย เด็กออทิสติกเด็กออทิสติกส่วนใหญ่มักมีปัญหาเรื่องทักษะการเขียน แม้
ระดับสติปัญญาจะอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ตาม

      

       ทีมงานนักวิจัยได้เผยผลการสำรวจเด็กๆ 28 คน ที่มีอายุระหว่าง 8- 13 ปี โดยกว่าครึ่งของ
อาสาสมัครกลุ่มนี้เป็นเด็กออทิสติก ซึ่งพบว่า เด็กออทิสติกทั้งหลายมีปัญหาในเรื่องการเขียนที่
ไม่ต่างกัน ทั้งๆที่ระดับสติปัญญาของพวกเขาอยู่ในเกณฑ์ปกติ
      

       ทั้งนี้ นักวิจัยทดสอบการเขียนของเด็กๆ โดยการให้พวกเขาคัดข้อความว่า "the brown
jumped lazy fox quick dogs over" โดยอาศัยความเร็วในการจำและการเขียน ซึ่งเด็กปกติ
สามารถเขียนได้อย่างถูกต้องและเสร็จภายในเวลาที่กำหนดแต่เด็กออทิสติกกลับไม่สามารถ
ทำได้เลย
      

       อย่างไรก็ดี เกณฑ์การประเมินผลในครั้งนี้ ทีมงานได้กำหนดหลักการในการวัดความ
สามารถและความถนัดในการเขียน 5 ประการ คือ


       1. เขียนแล้วสามารถอ่านออก

       2. รูปแบบการเขียนจดหมาย

       3.การเรียบเรียงประโยค

       4.ขนาดตัวอักษร และ

       5.การเว้นระยะของประโยค


       ซึ่งผลออกมาว่าเด็กบางคนบกพร่องหลายอย่าง ซึ่งเด็กออทิสติกจำนวน 7 คน มีคะแนนต่ำ
กว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80% และมีถึง 9 คนที่มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ในเรื่องของรูปแบบการเขียน
จดหมาย กล่าวคือพวกเขาไม่สามารถเขียนตามแบบฟอร์มที่มีได้และไม่สามารถเรียบเรียงให้
เป็นประโยค เขียนให้ได้ใจความ
      

       เอมี บาสเตียน นักวิจัยจากสถาบันสถาบันเคนเนดี ไครเกอร์ และโรงเรียนแพทย์จอห์น
ฮอบส์กินกล่าวว่า โดยรวมทั้งหมดเราสามารถสรุปได้ว่า เด็กออทิสติกค่อนข้างมีปัญหาในเรื่อง
ทักษะการเขียน ซึ่งพ่อแม่ทุกคนควรสังเกตพัฒนาการของลูกด้วยว่า ลูกสามารถเขียนและเรียนรู้
ได้เหมือนเด็กทั่วไปหรือไม่ อย่างไรก็ตามสำหรับเด็กออทิสติกนั้น แม้ว่าพวกเขาจะสามารถเขียน
ได้ แต่ลายมือของเขาก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้พลายคนอ่านไม่ออก
      

       "การบำบัดเด็กวิธีหนึ่งที่จะทำให้พวกเขามีศักยภาพและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นใน
สังคมได้มากขึ้น โดยเฉพาะในโรงเรียน นั่นก็คือ พ่อแม่ควรให้ลูกฝึกเรื่องทักษะการ
เขียน โดยการเขียนจดหมายก็เป็นวิธีที่น่านำไปใช้วิธีหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เขามีพัฒนาการ
ที่ดีมากขึ้น ทำให้เขาเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง"

       เอมีกล่าว
     


       เรียบเรียงจาก เฮลท์เดย์

       โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤศจิกายน 2552 12:00 น.

 

จาก http://www.thaiblogging.com/out/index.php?url=http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrview.aspx?NewsID=9520000135791

 ************************************************************* 

 

Wi-Fi อาจจะมีผลทำให้เป็นออทิสติก 

 

 

 

 

         รายงานการศึกษาล่าสุด เรื่องผลของ Wi-Fi ต่อสุขภาพ เปิดเผยว่า สัญญาณ Wi-Fi มีผลต่อทารกในครรภ์มารดา ซึ่งรายงานนี้ได้ตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการ ที่มีชื่อว่า the Australasian Journal of Clinical Environmental Medicine


        โดยรายงานนี้ได้ระบุว่า สัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยจากอุปกรณ์ที่มีสัญญาณ Wi-Fi เป็นสาเหตุให้เกิดการจับตัวกันของธาตุโลหะในเซลล์สมอง ซึ่งการสะสมนี้จะทำให้เกิดอาการออทิสติกอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ได้ออกมาย้ำรายงานของตนว่า สัญญาณ Wi-Fi ไม่มีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

 

ที่มา - Engadget.com Via Switched.com

คัดข่าวมาอีกทีจาก http://www.blognone.com/node/6374