บทความชิ้นนี้ เป็นต้นแบบของบทความ "เมื่อผมเป็นออทิสติก" ทั้ง 8 ตอน

        ความจริง ผมเขียนขึ้นเพื่อส่งอาจารย์ช่วงเรียนปริญญาโทวิชาแรกสุด

        แต่เพื่อนผมคนหนึ่ง ซึ่งเป็น บ.ก.ให้โอกาสผมเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ของเขา

         ด้วยเหตุฉะนี้ บทความนี้จึงแตกหน่อออกเป็น 8 ตอน อย่างที่เราได้อ่านกัน

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------

 

        โรคออทิสติก เป็นโรคเกี่ยวข้องกับการพัฒนาการทางสมองทางสมองของผู้ป่วย ที่ช้ากว่า
บุคคลปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการราวกับว่าไม่รับรู้สิ่งเร้าหรือเรื่องราวภายนอกใดๆ และมักจะมีปัญหา
ในการใช้ชีวิตในสังคมปกติ  โดยส่วนตัวของผู้เขียนเอง เมื่อครั้งยังอยู่ในวัยเยาว์ ก็มีอาการเป็น
โรคออทิสติกเช่นกัน ซึ่งในขณะนั้นครอบครัวของผู้เขียนมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ ในเนื้อหาจะ
ใช้เรื่องราวของผู้เขียนเป็นหลัก และใช้คำแทนตัวของผู้เขียนว่า “ข้าพเจ้า”ตลอดในเนื้อหา โดย
เรื่องราวดังกล่าวที่เรียบเรียงผ่านตัวอักษรเหล่านี้ ล้วนแต่ได้รับฟังมาจากคำบอกเล่าของมารดา
ผู้เขียนนั่นเอง


        ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับผู้ป่วยโรคออทิสติกที่ผู้เขียนได้ศึกษาจากเอกสารต่างๆ ทั้งหนังสือ
เฉพาะทาง และบทความจากหนังสือพิมพ์ อีกทั้งการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เกาหลี
เรื่อง Running Boy หรือในชื่อภาคภาษาไทยคือ ปาฏิหาริย์รักจากแม่ ซึ่งในเนื้อเรื่องของ
ภาพยนตร์จะกล่าวถึง โชวอน ผู้มีอาการออทิสติกตั้งแต่ในวัยเด็ก ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
จากเกียงชุกผู้เป็นมารดา โดยเกียงชุกได้พยายามทุกวิถีทางให้โชวอนสามารถใช้ชีวิตได้เหมือน
กับคนปกติในสังคม ทุ่มเททั้งการให้เวลาในการดูแลเอาใจใส่ และความรักแก่โชวอนมากกว่า
ปกติ เมื่อโชวอนเติบโตเป็นหนุ่ม ตัวเขาก็ยังมีอาการของโรคออทิสติกติดตัวอยู่ ใช้ชีวิตในสังคม
ปกติได้ไม่ดีนัก แต่ทว่า... เกียงชุกกลับพบว่า โชวอนนั้นมีพรสวรรค์และชื่นชอบการวิ่งมากเป็น
พิเศษ จึงได้สนับสนุนโดยการหาโค้ช ซึ่งเป็นอดีตนักวิ่งทีมชาติมาช่วยฝึกสอน และซ้อมวิ่งอย่าง
หนัก เพื่อส่งเขาเข้าร่วมการแข่งขันวิ่งมาราธอนกับคนปกติ


        จากเนื้อเรื่องในภาพยนตร์ดังกล่าว มารดาของข้าพเจ้าเห็นว่า โชวอน ตัวละครเอกของเรื่อง
มีบุคลิกลักษณะคล้ายคลึงกันกับข้าพเจ้าในวัยเด็กมากที่สุด ทั้งท่าทางการแสดงออก การเดินที่
มักจะเอามือแนบกับลำตัว การแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวเสมอ ไม่ยอมสบตากับผู้อื่นเมื่อมีคนมา
พูดคุยด้วย ไม่พูดหรือกล่าววาจาใดๆออกมาจนดูคล้ายกับอาการเป็นใบ้ เมื่อมีอายุราวๆ 6 ขวบก็
จะพูดขึ้นมาบ้าง แต่เป็นไปในลักษณะการพูดจาซ้ำๆ กัน ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกาย
อย่างเช่น การทดสอบโดยการใช้ค้อนท่อนเล็กๆ เคาะไปที่หัวเข่า คนปกติเมื่อถูกเคาะ ขาข้างนั้น
จะยกขึ้นหรือกระตุกโดยอัตโนมัติ แต่ผู้ป่วยโรคออทิสติกจะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับว่า
ร่างกายร่างกายไร้ซึ่งความรู้สึก ตามคำบอกเล่าของมารดาข้าพเจ้า ยังมีอีกอาการที่แย่ไปกว่านั้น
แต่ไม่มีในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว คือ ข้าพเจ้าในช่วงเวลานั้นเข้าห้องน้ำเองไม่ได้ จนถึงขนาด
ต้องยืนอุจจาระราดในสถานที่ๆ ยืนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าบ้าน ในบ้าน หรือหน้าห้องน้ำก็ตาม


        สำหรับข้าพเจ้าเอง ก็พอจะจำได้ แม้ความทรงจำในวัยเด็กแทบจะถูกลบออกไปจากส่วน
หนึ่งของพื้นที่ภายในสมองก็ตาม ก่อนหน้านั้นข้าพเจ้าเคยชมภาพยนตร์ต่างประเทศประเภท
สยองขวัญเรื่องหนึ่งที่ฉายทางโทรทัศน์ ภายในเนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว จะมีอยู่ฉาก
หนึ่ง โดยตัวละครตัวหนึ่งได้เข้าไปในห้องน้ำ และได้เจอกับปีศาจ ที่โผล่ออกมาจากโถส้วม ลาก
ตัวเขาลงไปในโถส้วมเลยนี่แหละ หลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ภาพจากฉากดังกล่าว
มันก็ติดตามาโดยตลอด ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมภายในจิตใจส่งผลให้ข้าพเจ้าไม่กล้าเข้า
ห้องน้ำอีกเลย ได้ทำให้มารดาของข้าพเจ้ามีความวิตกกังวล ก็คงเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าไม่เคยเอ่ยถึง
สาเหตุจากพฤติกรรมดังกล่าว รวมถึงไม่มีการติดต่อสื่อสาร หรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น


        จากสาเหตุดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ในจิตใต้สำนึกของผู้ป่วยโรคออทิสติกยังมี
ความรู้สึกกลัวในสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ หรือเป็นเพียงนามธรรม และฉากหรือสถานการณ์ที่
ถูกสมมติขึ้นมา หลังจากนั้นเป็นต้นมา เมื่อถึงเวลาหลับ ก็ยังฝันเห็นภูตผี ปิศาจ มาไล่จับตัว มา
หลอกหลอนเหมือนในภาพยนตร์ที่ชมมาแล้ว เป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เห็นว่า จิตใต้สำนึกของข้าพเจ้า
ได้สร้างตัวละครที่มีคาแรคเตอร์อันไม่พึงประสงค์ขึ้นมาจากความรู้สึกอันฝังลึก ณ เบื้องลึกสุด
ภายในจิตใจ ที่แล้วมาผมสังเกตเห็นผู้ปกครองหลายๆ ท่าน มักจะไม่ใส่ใจถึงความรู้สึกของผู้ป่วย
โรคออทิสติกเท่าใดนัก อาจจะเป็นเพราะตัวผู้ป่วยเองไม่เคยแสดงอาการทั้งทางร่างกาย และ
ทางวาจา ที่จะแสดงถึงความรู้สึกในส่วนลึกของตนเอง ไม่สามารถดึงความรู้สึกเหล่านั้นขึ้นมาได้
หรืออาจจะไม่ทราบถึงวิธีการสื่อสาร การถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้ถึงความรู้สึก ความนึกคิด
รวมถึงการแสดงออกถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผู้ป่วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในการ
ดูแลผู้ป่วยโรคออทิสติกของผู้ปกครอง  ตามที่ข้าพเจ้าได้รับฟังจากคำบอกเล่าของมารดา  เมื่อ
ถึงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้ป่วยโรคออทิสติกจะยอมพูดออกมา แต่จะเป็นไปในรูปแบบการพูดคำ
ซ้ำๆ กัน หรือประโยคซ้ำๆ กัน ส่งผลให้เกิดปัญหาในด้านการสื่อความหมาย ความต้องการ และ
ความรู้สึกไปยังผู้รับฟังไม่ชัดเจน และความหมายที่สื่อออกไปมีความคลาดเคลื่อนอีกด้วย


        เมื่อข้าพเจ้ามีอายุ 7 ขวบ ครอบครัวของข้าพเจ้าจึงได้ย้ายภูมิลำเนาจากกรุงเทพฯ มายัง
ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยเหตุผลหลักในการย้ายถิ่นฐานในครั้งนี้
มารดาของข้าพเจ้าบอกเล่าโดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับตัวของข้าพเจ้าเองนี่แหละ ซึ่งสภาพ
แวดล้อมโดยรวมของท้องถิ่นดังกล่าวดีกว่าสังคมในตัวเมืองอย่างในกรุงเทพฯ ทั้งอากาศดี
ปราศจากมลพิษ ผู้คนไม่พลุกพล่านเท่าใดนัก ไม่มีเสียงดังรบกวน ค่อนข้างเงียบสงบ รวมถึง
ผู้คนในท้องถิ่นมีอัธยาศัยดี มีน้ำใจ ไม่ถือสาในเรื่องที่ข้าพเจ้ามีอาการของโรคออทิสติก ซึ่ง
มารดาของข้าพเจ้าคาดว่าอาจจะส่งผลให้ข้าพเจ้าหายขาดจากอาการของโรคออทิสติกได้เร็วขึ้น
แต่อาการของโรคดังกล่าวก็ยังเหมือนเดิม แต่ก็ยังมีความคืบหน้าในเรื่องของการพูด จากที่ไม่
เคยพูดอะไรเลย ก็พูดได้บ้าง แม้จะพูดในแบบคำพูดซ้ำๆ กัน การสื่อสารด้วยวาจากับคน
รอบข้างก็ไม่ดีนัก อย่างคนมาพูดคุยกับข้าพเจ้าเรื่องหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าเองกลับไปพูดเป็นอีก
เรื่องหนึ่ง


        จากการย้ายถิ่นฐานของผู้ป่วยดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะพบว่า สภาพแวดล้อมเองก็มีส่วน
สำคัญต่อการพัฒนาของผู้ป่วยโรคออทิสติก ผู้ป่วยจะเริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น
เห็นได้จากผู้ป่วยเริ่มมีการสื่อสารกับผู้คนรอบข้างมากขึ้น แม้จะยังไม่ดีนักก็ตาม แต่สิ่งสำคัญ
คือ ผู้ปกครองจะมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะให้ผู้ป่วยออกมาเผชิญโลกภายนอกหรือไม่ ถ้ายัง
มีความอับอายต่อการมองของคนรอบข้าง หรือความหวาดกลัวว่าผู้ป่วยจะสร้างปัญหายุ่งยากใจ
ให้กับตนเองและคนรอบข้าง ผู้ป่วยโรคออทิสติกก็จะไม่มีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น ดังที่ข้าพเจ้า
ได้เห็นตัวอย่างจากผู้ป่วยหลายรายที่ยังไม่หายขาดจากโรคออทิสติก แม้จะมีอายุมากขึ้นแล้ว
ก็ตาม


        นอกจากจะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้แล้ว ความรู้สึกนึกคิดและการคิดหา
เหตุผลได้พัฒนาของผู้ป่วยโรคออทิสติกได้พัฒนาขึ้นแม้จะยังไม่มากนัก ในช่วงที่มีการย้ายถิ่น
ข้าพเจ้าจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราย้ายไปที่ไหนกัน และย้ายไปทำไม เมื่อย้ายมาถึงแล้ว
สภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไปจากถิ่นที่จากมาและคุ้นเคย อีกทั้งยังมีความยากลำบากมากกว่าเดิม
เพราะในสมัยนั้นไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง กว่าที่จะมีไฟฟ้าใช้ก็หลังจากนั้นราวๆ 1 สัปดาห์ต่อมา
ข้าพเจ้าก็จะตั้งคำถามอีกว่า ทำไมไม่มีไฟฟ้าใช้ ทำไมต้องย้ายมาให้ลำบากกว่าเดิม  สิ่งเหล่านี้
ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการคิด วิเคราะห์ หาเหตุผลต่างๆ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับตนเองและสิ่งรอบตัว
แม้จะเป็นเพียงการตั้งคำถามขึ้นมาในใจก็ตามที


        จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตก็มาถึง เมื่อข้าพเจ้ามีอายุ 8 ขวบ ข้าพเจ้าได้เข้าเรียนในระดับ
ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนมงคลศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนอนุบาลประจำท้องถิ่น เท่าที่นึกออก ในวันแรก
ที่ไปเรียนก็ไม่เข้าใจว่าไปทำไม ไปถึงโรงเรียนก็ไม่ไปเล่นกับเพื่อน แยกตัวไปอยู่ในไร่ข้าวโพด
ที่อยู่ใกล้ๆ กับบริเวณโรงเรียน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพื่อนๆ ในห้องกำลังเรียนกันอยู่ เพื่อนท่อง 1 2 3
หรือ เอ บี ซี ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ท่องตาม จนดูเป็นเด็กพิเศษไปเลย จนทางโรงเรียนต้องไปแจ้งกับ
มารดาของข้าพเจ้า แต่ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ยังได้เรียนตลอด จนพฤติกรรมปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
เมื่ออยู่ในระดับชั้นประถม จากที่ไม่เคยเล่นกับเพื่อน ก็ยังเล่นกับเพื่อนๆ บ้าง จากที่พูดคุยกับผู้
อื่นไม่รู้เรื่อง ก็พูดคุยกับผู้อื่นรู้เรื่องบ้าง เนื่องมาจากการที่มารดาของข้าพเจ้ามักจะสังเกตเห็น
พฤติกรรม การพูดคุย ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น เมื่อข้าพเจ้าพูดซ้ำๆ กันก็จะสอนว่าไม่
ควรพูดซ้ำกัน ควรศึกษาจากผู้อื่นเป็นแบบอย่าง จากที่อ่านหนังสือไม่ได้ ก็อ่านได้บ้าง เมื่อ
มารดาของข้าพเจ้านำหนังสือการ์ตูนมาให้อ่าน ข้าพเจ้ารู้สึกชอบ และอ่านจนเหมือนกับว่าเป็น
สิ่งเสพติดอย่างหนึ่ง ไม่ค่อยสนใจเรื่องการเรียนเท่าใดนัก


        หากคิดในแง่มุมกลับกัน ถ้ามารดาของข้าพเจ้าทำตามคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางด้าน
สมองที่โรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ด้วยการนำข้าพเจ้าเข้าศึกษาอยู่ในโรงเรียน
สำหรับผู้บกพร่องทางสมอง การดำเนินชีวิตอาจจะเปลี่ยนไปในอีกรูปแบบหนึ่ง การปรับเปลี่ยน
ทางพฤติกรรมอาจจะไม่ได้รับการพัฒนาที่ดีขึ้นไปจากเดิมมากนัก  สืบเนื่องมาจากการไม่ได้เข้า
สู่สังคมปกติทั่วไป และไม่ได้ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคม


        จากพัฒนาการในด้านพฤติกรรม จะพบว่า พฤติกรรมของผู้ป่วยโรคออทิสติกจะ
เปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยผู้ปกครอง รวมถึงสภาพ
แวดล้อมของผู้ป่วยเอง อันส่งเสริมให้อาการและพฤติกรรมของโรคออทิสติกพัฒนาไปในทางที่ดี
ขึ้นตามลำดับ ถึงแม้ในบางครั้งจะมีปัญหาถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง ไม่สนใจที่จะคบเป็นเพื่อนหรือไม่
ยุ่งเกี่ยวด้วย ดังที่ข้าพเจ้าประสบปัญหานี้ในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะปัญหาการถูกกลั่นแกล้ง ได้
ดำเนินมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร  จนถึงจุดสิ้นสุดจุดหนึ่ง ข้าพเจ้าตอบโต้ออกมาตาม
สัญชาติญาณ ทำให้ผู้กลั่นแกล้งเลิกพฤติกรรมนี้ไปโดยปริยาย สำหรับปัญหาไม่ได้รับความ
สนใจที่จะคบเป็นเพื่อนด้วย ก็ได้รับการแก้ไข โดยอาจารย์ประจำชั้นจะจัดให้นักเรียนทำกิจกรรม
ร่วมกันเป็นกลุ่ม โดยข้าพเจ้าจะไปร่วมทำกิจกรรมในกลุ่มที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละครั้ง อาจจะสิ่งที่
ส่งผลให้ข้าพเจ้าปรับตัวเข้าหาผู้อื่นได้ดีขึ้น


        กล่าวโดยสรุป การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยโรคออทิสติก จะต้องอาศัยความ
ช่วยเหลือของผู้ปกครอง ครู อาจารย์ เพื่อนๆ และบุคคลอื่นๆ เป็นหลัก อันเนื่องมาจากการที่
ผู้ป่วยโรคออทิสติกจะคิดว่าตนเองเป็นจุดศูนย์กลางของสิ่งที่รายรอบตัวผู้ป่วย ในส่วนลึกแล้ว
ต้องการความสนใจจากบุคคลที่แวดล้อม แม้มีลักษณะภายนอกไม่สนใจสิ่งใดก็ตาม นอกจากสิ่ง
ที่ตนเองสนใจอยู่เบื้องหน้า ในการดูแลผู้ป่วยโรคออทิสติก นอกจากจะต้องอาศัยความรัก ความ
เอาใจใส่ แต่ต้องไม่ให้เป็นการดูแลที่อยู่ในลักษณะที่เหมือนกับไข่ในหิน ซึ่งเท่ากับเป็นการปิด
กั้นพัฒนาการทางสมองของผู้ป่วย และควรดูแลด้วยการปราศจากอคติ ในบางครั้งก็อาจจะต้อง
อาศัยในโชคชะตาบ้าง ที่สามารถดึงบางสิ่งที่แฝงอยู่ในตัวออกมา เช่น การนำสิ่งของบางสิ่งมาให้
ผู้ป่วยโรคออทิสติก ด้วยความบังเอิญผู้ป่วยมีความรู้สึกชอบและสนใจในสิ่งของสิ่งนั้น โดยพื้นฐานเดิม ผู้ป่วยโรคออทิสติกจะมีสมาธิที่จะกระทำในสิ่งที่ตนเองสนใจดีอยู่แล้ว ถ้าหากเป็นไปใน
ลักษณะเหมือนกับเป็นการเสพติดมากจนเกินไป ผู้ปกครองควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ
ผู้ป่วยโรคออทิสติกออกไปในอีกแนวทางหนึ่ง อย่างการนำกิจกรรมอื่นให้ผู้ป่วยโรคออทิสติกได้
ทำ นอกจากนี้ยังต้องอาศัยสถานที่เหมาะสม ไม่แออัดจนเกินไป ปราศจากมลพิษ สภาพอากาศ
ที่ดี ในอันจะส่งผลให้พัฒนาการทั้งทางร่างกาย ความคิด สติปัญญา และพฤติกรรมเป็นไปใน
ทางที่ดีขึ้น

 


--------------------------------------------------------------------------------------------------