"ออทิสติก~Autistic"


        คำภาษาต่างประเทศคำนี้ สำหรับบุคคลทั่วไปอาจไม่คุ้นเคย แต่สำ หรับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
อาทิบิดามารดา ผู้ปกครอง ครู นักการศึกษา และนักวิชาชีพ คงต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนและ
ลึกซึ้งเพื่อที่จะ ได้รู้จัก เข้าใจธรรมชาติ ลักษณะ บุคลิก จุดเด่น จุดอ่อน และพฤคิกรรม ของเด็ก
อันจะนำไปสู่การช่วยเหลือในแนวทางที่ถูกต้อง


        คำว่า ออทิสติก หรือ ออทิสซึม (Autism) เป็นคำที่ใช้เรียกพฤติกรรม หรืออาการที่เกิดขึ้น
มาจากภาษากรีก มีรากศัพท์มาจากคำว่า Auto หรือ Self แปลว่า ตัวเอง ทางการแพทย์ถือว่า
ออทิซึม เป็นภาวะความผิด ปกติทางพัฒนาการอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการในด้านต่างๆ
ทั้งด้านภาษา การสื่อสาร การมีปฏิ สัมพันธ์ทางสังคม และพฤติกรรม โดยจะปรากฏให้เห็นได้ใน
ระยะ 3 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเป็นผลมาจาก ความผิดปกติทางหน้าที่ของระบบประสาทบางส่วน


        ดังนั้น ศ.พญ.เพ็ญแข ลิ่มศิลา จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงนิยามว่า เด็กออทิสติก คือเด็กที่มี
ความผิดปกติทางพัฒนาการด้านสังคม ภาษา และการสื่อความ หมาย พฤติกรรมอารมณ์ และ
จินตนาการ ซึ่งมีสาเหตุเนื่องมาจากการทำ งานในหน้าที่บางส่วนของสมองผิดปกติไป และ
ความผิดปกตินี้จะพบได้ ก่อนวัย 30 เดือน

 

        ส่วนจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ( http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81 ) ให้ความหมายของเด็กออทิสติกเอาไว้ว่า    


        เด็กออทิสติก(Autistic Child) คือเด็กที่มีอาการของโรคออทิซึม (Autism) เด็กออทิสติกจะมีพัฒนาการทางด้านความสัมพันธ์ทางสังคม และการสื่อสารบกพร่อง ซึ่งส่งผลให้มี พฤติกรรมความสนใจ และกิจกรรมต่าง ๆ ผิดปกติ เป็นไปอย่างจำกัด และซ้ำ ๆ เด็กที่เป็นโรคออทิซึม (Autism) นี้จะเป็นตั้งแต่แรกเกิด แต่อาการจะแสดงออกมาให้เห็นเมื่อเด็กมีอายุ 3 เดือน 5 เดือน หรือมากกว่านั้นส่วนใหญ่จะเห็นได้ชัดเมื่อเด็กอายุ 2 ขวบ


        ในทางการศึกษาพิเศษ เด็กออทิสติก จัดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ กลุ่มหนึ่ง
กระบวนการในการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้กระบวนการหนึ่ง คือ การศึกษา ซึ่งหมายรวมถึง ตั้งแต่
การช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม การเตรียม ความพร้อม การจัดการศึกษาพิเศษ การเรียนร่วม จนถึง
การเตรียมความ พร้อมด้านอาชีพ

 


ลักษณะอาการ

 

        The Diagnosis and Statistical Manual, 4th Edition 1994 (DSM IV) ได้อธิบาย
ลักษณะอาการไว้พอสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

 

        1.ความบกพร่องทางปฏิสัมพันธ์สังคม

 

        เด็กมีความบกพร่องในการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม เช่น ไม่มองสบตา
ไม่มีการแสดงออกทางสีหน้า กิริยาท่าทาง จึงไม่มี ความสา มารถที่จะผูกสัมพันธ์กับใคร เล่นกับ
เพื่อนไม่เป็น ไม่สนใจที่จะทำงานร่วมกับ ใคร มักจะอยู่ในโลกของตัวเอง

 

        2.ความบกพร่องทางการสื่อสาร

 

        เป็นความบกพร่องทั้งด้านการใช้ภาษา ความเข้าใจภาษา การสื่อสาร และสื่อ ความหมาย
ด้านการใช้ภาษา เด็กจะมีความล่าช้าทางภาษาและการพูดใน หลายระดับ ตั้งแต่ไม่สามารถพูด
สื่อความหมายได้เลย หรือบางคนพูดได้ แต่ไม่สามารถสนทนาโต้ตอบกับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจ
และเหมาะสม บางคน จะมีลักษณะการพูดแบบเสียงสะท้อน หรือการพูดเลียนแบบ ทวนคำพูด
หรือบางคนพูดซ้ำแต่ในเรื่องที่ตนเองสนใจ การใช้ภาษาพูดมักจะสลับ สรรพนาม ระดับเสียงที่
พูด อาจจะมีความผิดปกติ บางคนพูดเสียงใน ระดับเดียว

 

        3.ลักษณะทางพฤติกรรมและอารมณ์ที่บกพร่อง

 


        เด็กออทิสติกจะมีพฤติกรรมซ้ำๆ ผิดปกติ เช่น เล่นมือ โบกมือไปมา หรือหมุน ตัวไปรอบๆ
ยึดติดไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน มีความสนใจ แคบ มีความหมกมุ่นติดสิ่งของ
บางอย่าง เด็กบางคนแสดงออกทางอารมณ์ ไม่เหมาะสมกับวัย บางครั้งร้องไห้ หรือหัวเราะโดย
ไม่มีเหตุผล บางคนมี ปัญหาด้านการปรับตัวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยจะ
อาละวาด หรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น ร้องไห้ ดิ้น กรีดร้อง

 

        4.ความบกพร่องด้านการเลียนแบบและจินตนาการ

 

        บางคนมีความบกพร่องด้านการเลียนแบบ เด็กบางคนต้องมีการกระตุ้นอย่างมาก จึงจะ
เล่นเลียนแบบได้ เช่น เลียนแบบการเคลื่อนไหว การพูด บางคน ไม่สามารถเลียนแบบได้เลย
แม้แต่การกระทำง่ายๆ จากากรขาดทักษะการ เลียนแบบ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเล่น
ทำให้เด็กขาดทักษะการเล่น

        ในด้านจินตนาการ ไม่สามารถแยกเรื่องจริง และเรื่องสมมุติ ประ ยุกต์วิธีการจาก
เหตุการณ์หนึ่งไปอีกเหตุการณ์หนึ่งไม่ได้ เข้าใจสิ่งที่เป็น นามธรรมได้ยาก เล่นสมมุติไม่เป็น
จัดระบบความคิด ลำดับความสำคัญ ก่อนหลัง การวางแผน การคิดจินตนาการจากภาษา
ได้ยาก ซึ่งส่งผลต่อการเรียน

 

        5.ความบกพร่องด้านการเรียนรู้ทางประสาทสัมผัส

 

        การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 การรับรู้ทางสายตา การตอบสนองต่อการฟัง การสัมผัส การ
รับกลิ่นและรส มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล บางคน ชอบมองวัตถุหรือแสงมากกว่ามอง
เพื่อน ไม่มองจ้องตาคนอื่น บางคนเอา ของมาส่องดูใกล้ๆ ตา บางคนตอบสนองต่อเสียงผิดปกติ
เช่น ไม่ หันตามเสียงเรียกทั้งที่ได้ยิน บางคนรับเสียงบางเสียงไม่ได้ จะปิดหู ด้านการสัมผัส
กลิ่นและรส บางคนมีการตอบสนองที่ไว หรือช้ากว่า หรือ แปลกกว่าปกติ เช่น ดมของเล่น หรือ
เล่นแบบแปลกๆ

 

        6.ความบกพร่องด้านการใช้อวัยวะต่างๆ อย่างประสานสัมพันธ์

 

        การใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงการประสานสัมพันธ์ของกลไก กล้ามเนื้อมัดใหญ่และ
มัดเล็กมีความบกพร่อง บางคนมีการเคลื่อนไหวที่ งุ่มง่าม ผิดปกติ ไม่คล่องแคล่ว ท่าทางการเดิน
หรือการวิ่งดูแปลก การใช้กล้าม เนื้อมัดเล็ก การหยิบจับ เช่นช้อนส้อม ไม่ประสานกัน

 

        7.ลักษณะอื่นๆ 


        เด็กออทิสติกบางคนจะมีลักษณะพฤติกรรมอยู่ไม่สุขตลอดเวลา ในขณะที่ บางคนมี
ลักษณะเชื่องช้า งุ่มง่าม บางคนแทบไม่มีความรู้สึกตอบ สนองต่อความเจ็บปวด เช่น ดึงผม
หรือหักเล็กตนเองโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด


        อย่างไรก็ตาม ลักษณะอาการข้างต้น เป็นภาพรวมของเด็กออทิสติก แต่ไม่ได้หมายความ
ว่าเด็กออทิสติกทุกคนต้องมีลักษณะทั้งหมดนี้ เด็กบางคนอาจ มีเพียงบางลักษณะ และระดับ
ความมากน้อยก็แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล


        อีกประการหนึ่ง ในเด็กบางคนจะมีลักษณะพิเศษ กิจกรรมบางอย่างทำได้ ดีมาก เช่น
สามารถบวกเลขในใจจำนวนมากๆ ได้อย่างรวดเร็ว บางคนมี ทักษะทางเครื่องยนต์กลไก หรือ
บางคนสามารถเปิดปิดเครื่องเล่นวิดีโอเทป ได้ก่อนที่จะพูดได้เสียอีก ทั้งนี้ถือเป็นความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล

 


สภาพที่เป็นข้อจำกัดของการเรียนรู้ของเด็กออทิสติก

 

        ข้อจำกัดของเด็กออทิสติกที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ มีหลายประการ ซึ่งสรุปได้ ดังนี้

 

        1.ข้อจำกัดด้านภาษาและการสื่อความหมาย


         ภาษาประกอบด้วย ความเข้าใจและการพูด การสื่อความหมาย ได้แก่ การแสดงออก
ด้วยกิริยาท่าทาง เพื่อส่งสารให้ผู้อื่นเข้าใจเจตนาของตน ข้อจำกัดด้านนี้จึงส่งผลที่สำคัญต่อ
การเรียนรู้ของเด็ก

 

        2.ข้อจำกัดด้านสังคมและอารมณ์


        อาทิการปรับตัวเข้ากับกลุ่ม การมีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่ม การควบคุมอารมณ์มารอยู่ร่วม หรือ
ทำกิจกรรมกับกลุ่ม ย่อมส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ ของเด็ก

 

        3.ข้อจำกัดด้านพฤติกรรมและพฤติกรรมซ้ำ 


        เด็กออทิสติกบางคน มีปัญหาพฤติกรรม เช่น ความสนใจสั้น หรือที่เรียกว่า สมาธิสั้น หรือ
บางคนมีพฤติกรรมซ้ำๆ เป็นพฤติกรรมการกระตุ้นตนเอง เช่น เล่นนิ้วมือตลอดเวลา ส่งเสียงอยู่
ในลำคอตลอดเวลา ทำให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้จำกัด

 

        4.ข้อจำกัดด้านการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส 


        การตอบสนองหรือการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสที่ผิดปกติ ย่อมส่งผลต่อคุณภาพการรับรู้
และเรียนรู้ของเด็ก เช่น การแยกความเหมือนหรือความแตกต่างด้วยสายตา ย่อมส่งผลกระทบ
ต่อการอ่าน

 

        5.ข้อจำกัดด้านการคิดอย่างมีจินตนาการ


        จินตนาการ เป็นการคิดต่อยอดและขยายผล หากเด็กมีข้อจำกัดด้านนี้ การเรียนรู้ย่อมเป็น
ไปได้ไม่เต็มที่

 

        6.ข้อจำกัดด้านการเรียนรู้



        ในเด็กออทิสติกบางคน ระดับความสามารถในการเรียนรู้ เช่น ทักษะการสังเกต การจับคู่
การจัดลำดับ และอื่นๆ มีความจำกัด ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้เชิงวิชาการ

 

        7.ข้อจำกัดด้านพัฒนาการทางกายบางด้าน 


        การไม่ประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมือและตา ความไม่คล่องแคล่วของกล้ามเนื้อมัด
ใหญ่ การเคลื่อนไหวทางร่างกายที่ดูไม่สมดุล เช่น งุ่มง่าม ทำให้เด็กขาดทักษะการเคลื่อนไหว
ทำให้การเรียนรู้บางด้านที่ต้องใช้ทักษะด้านนี้มีความจำกัด เช่น งานการประดิษฐ์ที่มี
ความละเอียด

 


สาเหตุของการเกิด

 

        ในปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนถึงสาเหตุของการเกิดภาวะออทิซึม แต่มีข้อสันนิษฐาน
ว่า มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลให้ การทำงานในหน้าที่ต่างๆ ของสมองไม่สมบูรณ์แบบหลาย
ประการ เช่น ทางชีววิทยา ปัจจัยด้านความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง ความผิดปกติของ
สมองด้าน การทำงาน การติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ หรือขณะคลอด

 


อัตราการเกิด

 

        หากถือการวินิจฉัยตามเกณฑ์ข้อบ่งชี้พฤติกรรมผิดปกติของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน
ครั้งที่ 3 และ 4 (DSM III, IV) จะพบในสัดส่วนประมาณ 4 หรือ 5 คน ในเด็ก 10,000 คน


       หากการวินิจฉัยใช้เกณฑ์ "ภาวะออทิสติก สเปคตรัม" หรือรวมกลุ่มแอสเพอร์เกอร์
ซินโดรม จะ พบในสัดส่วน 21 ถึง 36 คน ในเด็ก 10,000 คน โดยลักษณะอาการเช่นนี้ ต้อง
พบก่อนเด็กอายุ 3 ปี และสามารเกิดในเด็กทุกเชื้อชาติ สัญชาติ ฐานะ เพศ แต่ส่วนใหญ่จะพบ
ในเด็กชายมากกว่า เด็กหญิง กล่าวคือในเด็กที่มีอาการออทิสซึ่ม 5 คน จะพบว่าเป็นเด็กผู้ชาย
 4 คน ผู้หญิง 1 คน

 

 


ระดับอาการของเด็กออทิสติก

 

        ระดับอาการของบุคคลออทิสติก อาจจำแนกระดับอาการกว้างๆ ได้ 3 ระดับ ดังนี้

 

        1.ระดับกลุ่มที่มีอาการน้อย


         เรียกว่า กลุ่ม Mild autism หรือบางครั้งเรียก กลุ่มออทิสติกที่มีศักยภาพสูง (high-
function ing autism) ซึ่งจะมีระดับสติปัญญาปกติ หรือสูงกว่าปกติ มีพัฒนาการทางภาษาดีกว่า
กลุ่มอื่น แต่ยังมีความบกพร่องในทักษะด้านสังคม การรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกของบุคคลอื่น ใน
ปัจจุบัน มีผู้เรียกเด็กกลุ่มนี้อีกชื่อหนึ่งว่า แอสเพอร์เกอร์ - Asperger Syndrome ตามชื่อแพทย์
ผู้ค้น พบ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นทางวิชาการ ในการแจวรายละเอียดของปัญหาเพื่อกำหนด
แนวทาง การช่วยเหลือที่ชัดเจนขึ้น แต่โดยสภาพพื้นฐานความต้องการจำเป็นทั้งกลุ่มออทิสติกที่
มีศักยภาพสูง กับกลุ่ม แอสเพอร์เกอร์ ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก

 

        2.ระดับกลุ่มที่มีอาการปานกลาง


         เรียกว่า กลุ่ม Moderate autism ในกลุ่มนี้จะมีความล่าช้าในพัฒนาการด้านภาษาการ
สื่อสาร ทักษะสังคม การเรียนรู้ รวมทั้งด้านการช่วยเหลือตนเอง และมีปัญหาพฤติกรรมกระตุ้น
ตนเอง พอสมควร

 

         3.ระดับกลุ่มที่มีอาการรุนแรง


        เรียกว่ากลุ่ม Severe autism ในกลุ่มนี้จะมีความล่าช้าในพัฒนาการเกือบทุกด้าน และอาจ
เกิดร่วมกับภาวะอื่น เช่น ปัญญาอ่อนรวมทั้งมีปัญหาพฤติกรรมที่รุนแรง

 

 


ที่มา : ชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) ผู้อำนวยการโรงเรียน
         จันทยานนท์ จาก http://www.thaiparents.com/tot_autism.html

 

*********************************

 


ออทิสติกเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

 

 


      เรายังไม่พบสาเหตุแท้จริงของโรคนี้ แต่พบหลักฐานที่มีความผิดปกติของสมอง คือ

 

  • เด็กออทิสติก ร้อยละ 25-30 จะมีประวัติเป็นไข้และชักมาตั้งแต่เด็กเล็ก

 

  • มีความผิดปกติของมารดาขณะตั้งครรภ์ เช่น ติดเชื้อหัดเยอรมัน เมื่อเด็กเกิดมาจะพิการร่วมด้วย

 

  • มีความเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ ในเด็กแฝดจะพบว่าเป็นออทิสติกในอัตรา 1:25

 

  • มีความผิดปกติของมารดาระหว่างตั้งครรภ์และการคลอดพบมากถึงร้อยละ 50

 

  • ด้านสรีระวิทยา จะพบความผิดปกติของตัวนำในระบบประสาท เช่น สารเซอโรโทนิน โดปามีน

 

  • มีความผิดปกติของระบบภูมิต้านทาน คือ เด็กออทิสติกจะ มีภูมิต้านทานไปต้านสมองของตนเอง

 

  • จะพบความผิดปกติของเซลล์สมองอยู่ 2 แห่ง คือ สมองบริเวณที่ควบคุมด้านอารมณ์ ความจำ และแรงจูงใจ กับบริเวณที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งยังไม่พัฒนา เมื่อเทียบอายุจะเท่ากับทารกอายุ 38 สัปดาห์ในครรภ์มารดา

 

วิธีการตรวจทางการแพทย์

 

 

  • สอบถามประวัติของพ่อ แม่ หรือผู้ดูแลเด็กที่เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด

 

  • แพทย์ตรวจประเมินพิจารณาพฤติกรรมของเด็ก ซึ่งต้องใช้เวลานาน แต่ถ้าถ่ายวิดีโอมาด้วยก็จะช่วยให้ระยะเวลาในการปริเมินสั้นลง

 

  • สังเกตพฤติกรรมด้านร่างกาย การเคลื่อนไหว สายตา การรับฟัง การสื่อความหมาย

 

  • ด้านสติปัญญาจะล่าช้าคล้ายเด็กปัญญาอ่อน แต่จะมีความสามารถด้านหนึ่งเป็นพิเศษ

 

  • ตรวจทางจิตวิทยา เพื่อดูระดับความสามารถทางสติปัญญาเพื่อประโยชน์ในการเรียนต่อไป

 

  • ทดสอบการได้ยิน เด็กออทิสติกจะได้ยินช่วงความถี่ที่กว้างมากกว่าคนปกติธรรมดา

 

 

ที่มา : น.พ.สันติภาพ ไชยวงศ์เกียรติ
         จาก
http://www.elib-online.com/doctors46/child_autistic001.html


*********************************

 

 

17  พฤติกรรม  ที่บ่งชี้ลูกเป็น...ออทิสติก

 

 



        ออทิสติก สามารถรักษาให้หายได้หากรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ  ความผิดปกติต่างๆ ของเด็กสามารถ
สังเกตเห็นได้ตั้งแต่เด็กยังอายุน้อยๆ  แต่บางรายก็ต้องรอให้เด็กโตขึ้นมาอีกหน่อยจึงจะรู้  การที่
พ่อแม่จะรู้ว่าลูกมีความผิดปกติหรือไม่นั้น  สามารถสังเกตได้เมื่อลูกมีอายุ 3 เดือนขึ้นไป  โดย
สังเกตจากภาษาทางกายเพราะเด็กปกติจะมีการโต้ตอบกับพ่อแม่  จะยิ้ม  หัวเราะ  จดจำหน้าพ่อ
แม่ได้  และมีการตอบสนอง  ส่วนเด็กที่เป็นออทิสติก  จะแสดงอาการเฉยๆเมื่อเห็นสิ่งรอบข้าง
และมีการกระทำที่ซ้ำๆซากๆ เช่น  ขยับมือแบบเดิมๆ หรือเพ่งมองอะไรซ้ำๆ


        การจะประเมินว่าเด็กคนไหนเป็นเด็กออทิสติกนั้น  ดูได้จากพัฒนาการทางด้านสังคมละ
พัฒนาการทางด้านการสื่อสารว่าเป็นไปตามวัยหรือไม่  เด็กที่เป็นออทิสติกกระบวนการพัฒนาจะ
เป็นไปอย่างช้าๆ บางครั้งพ่อแม่อาจจะเข้าใจไปว่าลูกอายุ 3 ขวบ  แล้วแต่ยังไม่พูด  เพราะว่าลูก
ขี้อาย  ปากหนักจึงไม่ยอมพูด  ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะออทิสติกไม่สามารถตรวจสอบได้
จากอายุของเด็ก


        เพราะฉะนั้นการจะสังเกตว่าลูกเป็นเด็กออทิสติกหรือไม่นั้น  ทำได้ตั้งแต่เขายังเล็กๆ โดย
สังเกตตามขั้นตอนของการพัฒนาการที่เด็กควรจะเป็น  ดังนี้

 

      พฤติกรรมบ่งชี้ออทิสติกในขวบปีแรก  เช่น


        1. เด็กดูดนมได้ไม่ดี

        2. เงียบเฉย  ดีเกินไปไม่ชอบ

        3. ไม่สนใจให้ใครกอดรัด

        4. ไม่แสดงท่าทางหรือส่งเสียงเรียก

        5. ไม่สนใจใคร  แต่บางรายอาจติดคนมากจนผิดปกติ

        6. เด็กไม่สบตา

        7. ไม่แสดงท่าทางหรือส่งเสียงเรียก

        8. ไม่สนใจที่จะให้ใครอุ้ม

        9. ไม่ตอบสนองทางด้านอารมณ์

       10. ไม่ลอกเลียนแบบ

       11. ไม่ส่งเสียงไม่อ้อแอ้

       12. ชี้นิ้วไม่เป็น

       13. เรียกให้คนอื่นเล่นด้วยไม่เป็น

       14. ท่าทางเฉยเมยไร้อารมณ์เมื่อถูกชักชวนให้เล่น

       15. ไม่แสดงอาการดีใจให้เห็นหรือทักทายคนที่เด็กชอบ  หรือหากแสดงออกก็มากเกินไป

       16. ผูกพันกับสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำๆ เล่นติดเชือกฟาง  ใบไม้  ผ้าอ้อม  ถ้าดึงออกจะกรีดร้องอยู่นาน

       17. ความรู้สึกของคนเลี้ยงดูว่าเด็กต่างจากคนอื่น  หมายถึงผู้เลี้ยงสังเกตได้ว่าเด็กไม่เหมือนคนอื่น

 

      นอกจากนี้  ยังมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่บ่งชี้ว่า  เด็กที่อายุเกิน 1 ขวบ ขึ้นไป  อาจเป็นโรค  ออทิสซึ่ม  ได้คือ

 

        1.ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมและบุคคล  ชอบแยกตัวเล่นกับคนอื่นไม่เป็น  เช่น  เข้ามาในห้องก็ไม่สนใจว่ามีใครอยู่  วิ่งเล่นกับสิ่งของ  ไม่กลัวใคร  หรือถ้ากลัวก็กลัวมากเกินไป

        2. เด็กไม่สามารถชี้นิ้วบอกถึงความต้องการ

        3. เด็กเล่นสมมุติไม่เป็น  เช่น  เล่นตุ๊กตา  หรือไม่เข้าใจว่าควรจะจับตุ๊กตาในลักษณะใด

        4.ไม่สามารถแสดงความสนใจร่วมกับบุคคลอื่นได้  เมื่อมีกิจกรรมกลุ่ม  เด็กจะไม่สนใจ  หากสังเกตพบว่าลูกมีพฤติกรรมข้างต้นเกิน 2 ข้อ  พ่อแม่ควรปรึกษาแพทย์ทันที

 

 

ที่มา : นิตยสารบันทึกคุณแม่  จาก  http://www.formumandme.com/article.php?a=624

*********************************

 

 

วิธีสังเกตเด็กออทิสติก

 

 


        การสังเกตว่าเด็กคนใด มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่า เป็นเด็กที่มีภาวะออทิสติกหรือไม่ เครื่องมือใช้ ตรวจสอบ คือ แบบสังเกตพฤติกรรม

        เมื่อผู้ปกครอง พาเด็กไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์จะดำเนินกระบวนตามสภาพความต้องการ ของเด็กแต่ละคน ซึ่งพอประมวลสรุปขั้นตอนได้ ดังนี้ 


        1.แพทย์ซักถาม สัมภาษณ์ บิดามารดา หรือผู้ดูแล ถึงพฤติกรรมต่างๆ


        2.ส่งตรวจสอบการได้ยิน เพื่อทดสอบระบบการได้ยิน


        3.ส่งตรวจสอบทางการแพทย์อื่น ตามความจำเป็นและเหมาะสม


        4.วินิจฉัยเพื่อการกำหนดแนวทางการช่วยเหลือ


        5.ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดู รวมทั้งกำหนดโปรแกรม


        6.ให้ยา ตามความจำเป็นของพฤติกรรม


        ในฐานะของครูหรือบิดามารดา ผู้ปกครอง อาจตรวจสอบพฤติกรรมเบื้องต้นของเด็กในความ ดูแลด้วยตนเองได้ และนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตไปขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับ คำปรึกษาเพิ่มเติม

        บทความนี้นำเสนอแบบตรวจสอบง่ายๆ ในลักษณะการตรวจรายการพฤติกรรม ซึ่งพัฒนาจากแบบสังเกตของ

 

          1 Dr. Je. Gillaim "Autism Rating Scale" 1989


          2 Dr. Rendle Shot Bisbane Children's Hospital, University of Queensland, Australia, 1997

 

        อย่างไรก็ตาม พึงตระหนักว่า การวินิจฉัยภาวะออทิซึม จิตแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่จะเป็นผู้วินิจฉัย

        แบบตรวจสอบที่นำเสนอ เพื่อช่วยให้ครูหรือบิดามารดา สามารถสังเกตพฤติกรรมที่น่าสงสัยของ เด็กเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น อันจะนำไปสู่การช่วยเหลือระยะเริ่มแรกได้ โดยเครื่องมือนี้เน้น การสังเกตพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง


ที่มา : ชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) ผู้อำนวยการ

         โรงเรียนจันทยานนท์ จาก http://www.thaiparents.com/tot_autism.html
 

*********************************