"ออทิสติก~Autistic"


        คำภาษาต่างประเทศคำนี้ สำหรับบุคคลทั่วไปอาจไม่คุ้นเคย แต่สำ หรับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
อาทิบิดามารดา ผู้ปกครอง ครู นักการศึกษา และนักวิชาชีพ คงต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนและ
ลึกซึ้งเพื่อที่จะ ได้รู้จัก เข้าใจธรรมชาติ ลักษณะ บุคลิก จุดเด่น จุดอ่อน และพฤคิกรรม ของเด็ก
อันจะนำไปสู่การช่วยเหลือในแนวทางที่ถูกต้อง


        คำว่า ออทิสติก หรือ ออทิสซึม (Autism) เป็นคำที่ใช้เรียกพฤติกรรม หรืออาการที่เกิดขึ้น
มาจากภาษากรีก มีรากศัพท์มาจากคำว่า Auto หรือ Self แปลว่า ตัวเอง ทางการแพทย์ถือว่า
ออทิซึม เป็นภาวะความผิด ปกติทางพัฒนาการอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการในด้านต่างๆ
ทั้งด้านภาษา การสื่อสาร การมีปฏิ สัมพันธ์ทางสังคม และพฤติกรรม โดยจะปรากฏให้เห็นได้ใน
ระยะ 3 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเป็นผลมาจาก ความผิดปกติทางหน้าที่ของระบบประสาทบางส่วน


        ดังนั้น ศ.พญ.เพ็ญแข ลิ่มศิลา จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงนิยามว่า เด็กออทิสติก คือเด็กที่มี
ความผิดปกติทางพัฒนาการด้านสังคม ภาษา และการสื่อความ หมาย พฤติกรรมอารมณ์ และ
จินตนาการ ซึ่งมีสาเหตุเนื่องมาจากการทำ งานในหน้าที่บางส่วนของสมองผิดปกติไป และ
ความผิดปกตินี้จะพบได้ ก่อนวัย 30 เดือน

 

        ส่วนจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ( http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81 ) ให้ความหมายของเด็กออทิสติกเอาไว้ว่า    


        เด็กออทิสติก(Autistic Child) คือเด็กที่มีอาการของโรคออทิซึม (Autism) เด็กออทิสติกจะมีพัฒนาการทางด้านความสัมพันธ์ทางสังคม และการสื่อสารบกพร่อง ซึ่งส่งผลให้มี พฤติกรรมความสนใจ และกิจกรรมต่าง ๆ ผิดปกติ เป็นไปอย่างจำกัด และซ้ำ ๆ เด็กที่เป็นโรคออทิซึม (Autism) นี้จะเป็นตั้งแต่แรกเกิด แต่อาการจะแสดงออกมาให้เห็นเมื่อเด็กมีอายุ 3 เดือน 5 เดือน หรือมากกว่านั้นส่วนใหญ่จะเห็นได้ชัดเมื่อเด็กอายุ 2 ขวบ


        ในทางการศึกษาพิเศษ เด็กออทิสติก จัดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ กลุ่มหนึ่ง
กระบวนการในการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้กระบวนการหนึ่ง คือ การศึกษา ซึ่งหมายรวมถึง ตั้งแต่
การช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม การเตรียม ความพร้อม การจัดการศึกษาพิเศษ การเรียนร่วม จนถึง
การเตรียมความ พร้อมด้านอาชีพ

 


ลักษณะอาการ

 

        The Diagnosis and Statistical Manual, 4th Edition 1994 (DSM IV) ได้อธิบาย
ลักษณะอาการไว้พอสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

 

        1.ความบกพร่องทางปฏิสัมพันธ์สังคม

 

        เด็กมีความบกพร่องในการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม เช่น ไม่มองสบตา
ไม่มีการแสดงออกทางสีหน้า กิริยาท่าทาง จึงไม่มี ความสา มารถที่จะผูกสัมพันธ์กับใคร เล่นกับ
เพื่อนไม่เป็น ไม่สนใจที่จะทำงานร่วมกับ ใคร มักจะอยู่ในโลกของตัวเอง

 

        2.ความบกพร่องทางการสื่อสาร

 

        เป็นความบกพร่องทั้งด้านการใช้ภาษา ความเข้าใจภาษา การสื่อสาร และสื่อ ความหมาย
ด้านการใช้ภาษา เด็กจะมีความล่าช้าทางภาษาและการพูดใน หลายระดับ ตั้งแต่ไม่สามารถพูด
สื่อความหมายได้เลย หรือบางคนพูดได้ แต่ไม่สามารถสนทนาโต้ตอบกับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจ
และเหมาะสม บางคน จะมีลักษณะการพูดแบบเสียงสะท้อน หรือการพูดเลียนแบบ ทวนคำพูด
หรือบางคนพูดซ้ำแต่ในเรื่องที่ตนเองสนใจ การใช้ภาษาพูดมักจะสลับ สรรพนาม ระดับเสียงที่
พูด อาจจะมีความผิดปกติ บางคนพูดเสียงใน ระดับเดียว

 

        3.ลักษณะทางพฤติกรรมและอารมณ์ที่บกพร่อง

 


        เด็กออทิสติกจะมีพฤติกรรมซ้ำๆ ผิดปกติ เช่น เล่นมือ โบกมือไปมา หรือหมุน ตัวไปรอบๆ
ยึดติดไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน มีความสนใจ แคบ มีความหมกมุ่นติดสิ่งของ
บางอย่าง เด็กบางคนแสดงออกทางอารมณ์ ไม่เหมาะสมกับวัย บางครั้งร้องไห้ หรือหัวเราะโดย
ไม่มีเหตุผล บางคนมี ปัญหาด้านการปรับตัวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยจะ
อาละวาด หรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น ร้องไห้ ดิ้น กรีดร้อง

 

        4.ความบกพร่องด้านการเลียนแบบและจินตนาการ

 

        บางคนมีความบกพร่องด้านการเลียนแบบ เด็กบางคนต้องมีการกระตุ้นอย่างมาก จึงจะ
เล่นเลียนแบบได้ เช่น เลียนแบบการเคลื่อนไหว การพูด บางคน ไม่สามารถเลียนแบบได้เลย
แม้แต่การกระทำง่ายๆ จากากรขาดทักษะการ เลียนแบบ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเล่น
ทำให้เด็กขาดทักษะการเล่น

        ในด้านจินตนาการ ไม่สามารถแยกเรื่องจริง และเรื่องสมมุติ ประ ยุกต์วิธีการจาก
เหตุการณ์หนึ่งไปอีกเหตุการณ์หนึ่งไม่ได้ เข้าใจสิ่งที่เป็น นามธรรมได้ยาก เล่นสมมุติไม่เป็น
จัดระบบความคิด ลำดับความสำคัญ ก่อนหลัง การวางแผน การคิดจินตนาการจากภาษา
ได้ยาก ซึ่งส่งผลต่อการเรียน

 

        5.ความบกพร่องด้านการเรียนรู้ทางประสาทสัมผัส

 

        การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 การรับรู้ทางสายตา การตอบสนองต่อการฟัง การสัมผัส การ
รับกลิ่นและรส มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล บางคน ชอบมองวัตถุหรือแสงมากกว่ามอง
เพื่อน ไม่มองจ้องตาคนอื่น บางคนเอา ของมาส่องดูใกล้ๆ ตา บางคนตอบสนองต่อเสียงผิดปกติ
เช่น ไม่ หันตามเสียงเรียกทั้งที่ได้ยิน บางคนรับเสียงบางเสียงไม่ได้ จะปิดหู ด้านการสัมผัส
กลิ่นและรส บางคนมีการตอบสนองที่ไว หรือช้ากว่า หรือ แปลกกว่าปกติ เช่น ดมของเล่น หรือ
เล่นแบบแปลกๆ

 

        6.ความบกพร่องด้านการใช้อวัยวะต่างๆ อย่างประสานสัมพันธ์

 

        การใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงการประสานสัมพันธ์ของกลไก กล้ามเนื้อมัดใหญ่และ
มัด