Stationery

 

        “เฮ้ย!!!.... เมื่อใหร่เมิงจะเขียนโอตสึ อิจิซะทีฟระ??”
        “เออ... เด๋วกรูก็เขียนเองแหละน่า....”


        ไดอะล็อกข้างต้นเป็นปุจฉากับวิสัชนาระหว่างผมและสหายธาตรี ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานตัวจริงบนพื้นที่คอลัมน์แห่งนี้  เขามักจะมาทวงถามและผมก็ตอบตัดบทเช่นนี้เสมอ แต่จนแล้วจนรอดผมก็ไม่ได้เขียนถึง “คลื่นถี่ความเหงา” ผลงานเล่มล่าสุดของโอตสึ อิจิเลยสักครั้ง


        อันที่จริงผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาตั้งแต่ช่วงปั่นงานวิจัยในเดือนมีนาคม อ่านจบก็เสียบเข้าชั้น และอยู่อย่างนิ่งสงบไม่มีทีท่าว่าจะมาเอะอะโวยวายและทวงถามเลยสักนิด (ฮา) จวบจนกาลเวลาผันผ่านไปหลายเดือน ผมจึงนำ “คลื่นถี่ความเหงา” มาแนะนำคุณผู้อ่านกันเสียที


        ภายใน “คลื่นถี่ความเหงา” รวบรวมเรื่องสั้นของโอ๊ตสึ อิจิ 4 เรื่องด้วยกัน คือ สัญญาณจากอนาคต หัวขโมยกับอุบัติเหตุประสานมือ เด็กสาวบนแผ่นฟิล์ม และทิวทัศน์ที่สาบสูญ ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของภาพยนตร์หรือซีรีส์ญี่ปุ่นอย่างตลบอบอวลเลยทีเดียวเชียว เรื่องสั้นทั้งสี่ต่างมีลักษณะผูกโยงเรื่องราวโดยใช้ตัวละครหลักเพียง 2 – 3 ตัวเท่านั้น เนื้อหาจึงดูกระชับ โดยที่รายละเอียดปลีกย่อยก็ไม่ได้ขาดหายไปแต่อย่างใด


        อารมณ์ของเรื่องสั้นแต่ละเรื่องเต็มไปด้วยความรู้สึกหดหู่ในหลากหลายรูปแบบ โดยตัวละครเอกในเรื่อง “สัญญาณจากอนาคต” ต้องเผชิญกับชีวิตอันแสนเบื่อหน่ายต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมยุคปัจจุบัน กับความทุกข์ของตัวละครเอกในเรื่อง “หัวขโมยกับอุบัติเหตุประสานมือ” ซึ่งเดินตามความใฝ่ฝันของตนเอง แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงอันแสนโหดร้ายของโลกที่เงินต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด


        ส่วน “เด็กสาวบนแผ่นฟิล์ม” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการคลี่คลายปริศนาของเด็กสาวที่ถ่ายติดบนแผ่นฟิล์มโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งๆที่ตอนถ่ายไม่มีเด็กสาวเข้าฉากเลยสักแอะ.... เอาล่ะสิ.... หญิงสาวคนหนึ่งก็บังเอิญเปิดฉายดูตามลำพัง ซึ่งโอ๊ตสึ อิจิเล่าเรื่องผ่านไดอะล็อกของหญิงสาวผู้นี้นี่เอง   ̴โดยไม่มีบทพูดของคู่สนทนาแทรกเข้ามาเลยแม้แต่นิดเดียว คล้ายกับการเล่าเรื่องของการ์ตูน GTO ตอนซาเอจิมะเพื่อนของโอนิซึกะเป็นตัวเอก เหมือนพูดเองเออเองอยู่คนเดียว ทั้งๆที่มีโอนิซึกะเป็นคู่สนทนา (น่าจะมีอยู่ 3 ตอน) ....กลับมาที่เด็กสาวบนแผ่นฟิล์มกันต่อ อารมณ์อันแสนหดหู่ของเด็กสาวจากปัญหาครอบครัวก็ถูกก่ายทอดผ่านไดอะล็อกของหญิงสาวเช่นกัน


        สำหรับ “ทิวทัศน์ที่สาบสูญ” โอ๊ตสึ อิจิเล่าเรื่องตัวละครเอกประสบอุบัติเหตุจนร่างกายแทบทุกส่วนจะไร้ความรู้สึก แน่นอน.... ในช่วงต้นเรื่องอารมณ์ของตัวละครเต็มไปด้วยความหดหู่ สิ้นหวัง แต่ก็ยังมีส่วนรื่นรมย์ในช่วงกลางเรื่อง และในช่วงท้ายเรื่อง..... อ่า.... ผมไม่สปอยล์ดีกว่า เดี๋ยวคนที่ซื้อ หรือกำลังอ่านเรื่องนี้หมดอารมณ์กันพอดี


        โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบแนวการนำเสนอของ “เด็กสาวบนแผ่นฟิล์ม” ซึ่งดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่การผูกโยงบทสนทนาของตัวละครเพียงตัวเดียว กลับนำไปสู่การคลี่คลายปริศนาของเด็กสาวปริศนาได้เยี่ยมทีเดียว แต่บทสรุปของเรื่องอาจดูง่ายดายไปนิด


        สำหรับอีกสามเรื่องที่เหลือใน “คลื่นถี่ความเหงา” การดำเนินเรื่องดูธรรมดามากๆ จนดูคล้ายกับว่าโอ๊ตสึ อิจิหมดมุขไปเสียแล้ว เมื่อเทียบกับผลงานก่อนๆ ของเขาอย่าง “โทรศัพท์สลับมิติ” และ “ฤดูร้อน ดอกไม้ไฟ และร่างไร้วิญญาณของฉัน” ซึ่งมีจุดสำคัญอยู่ที่การหักมุมที่กระแทกใจผมอย่างแรง จนผมต้องเสพติดผลงานของนักเขียนท่านนี้มาจนบัดเดี๋ยวนี้


        เมื่อมองในภาพรวม ถึงแม้ “คลื่นถี่ความเหงา” จะดูด้อยกว่าผลงานเล่มก่อนๆ ไปบ้าง  แต่อรรถรสที่ได้จากความหลากหลายของหนังสือเล่มนี้ก็มีมากอยู่พอสมควร แถมยังให้ความรู้สึกติดตามเรื่องราวภายในเล่มอย่างน่าประหลาดยิ่งนักมิมีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม


       คงไม่แคล้วที่ผมจะต้องตามติดผลงานของนักเขียนจากแดนปลาดิบท่านนี้ต่อไป.....



ดินสอ 2B
---------

 

 

        “เหนือความคาดหวังและโดนใจอย่างจัง”


        นิยามสั้นๆ จากปลายดินสอ 2B แท่งนี้ที่มีให้กับ “สามชุก” ภาพยนตร์ไทยจากธนิต จิตนุกูล ผู้กำกับฝีมือคนภาพอีกคนแห่งสยามประเทศ ซึ่งอยู่ในวงการมากว่า 24 ปี เคยฝากผลงานจากภาพยนตร์เรื่อง รักเอย (2539) เสือโจรพันธุ์เสือ (2541) บางระจัน (2543) ขุนแผน (2545) ขุนศึก (2546) 102 ปิดกรุงเทพปล้น  คนเล่นของ (2547) จี้ (2548) ลาง-หลอก-หลอน (2549) รักสยามเท่าฟ้า สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์  และสลัดตาเดียวกับเด็ก 200 ตา (2551) โดยสามชุกสร้างจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 ในโรงเรียนสามชุกรัตนโภคาราม อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ซึ่งนำเสนอความเป็นจริงอีกแง่มุมหนึ่งของสังคมไทยยุคปัจจุบันอย่างตรงประเด็น ที่ใครหลายคนมักมองข้าม

 


        จากตัวอย่างภาพยนตร์ที่ผ่านสายตาผมมาก่อนหน้านี้ ไม่มีสิ่งใดที่เร้าอารมณ์ให้เกิดความสนใจ มีเพียงครอบคลุมประเด็นหลักภายในเนื้อหาพร้อมเพลงประกอบภาพยนตร์เท่านั้นเอง จึงทำให้ผมไม่รู้สึกคาดหวังอะไรนัก เมื่อก้าวเข้ามานั่งบนเก้าอี้ติดหมายเลข D9 โรงที่ 1 ณ โรงภาพยนตร์บนห้างดังของเมืองโคราช


        ช่วงต้นของสามชุกลำดับได้อย่างน่าสนใจ โดยลำดับภาพบริบทตั้งแต่พื้นที่ สภาพแวดล้อมภายในชุมชน กลุ่มคนวัยต่างๆ กลุ่มวัยรุ่น เรื่อยมาจนถึงตัวละครสำคัญของเรื่อง คือ อาจารย์พินิจ (ปรเมศร์ น้อยอ่ำ) กับลูกศิษย์ ซึ่งตกเป็นทาสของยาบ้าทั้ง 7 คน ได้แก่ วาล (ธีรภัทร์ แย้มศรี) พัน (พิเชษฐ์พงษ์ โชคประดับ) ยอด (อำนาจ บัวปรอด) เอก (พงศธร ศรีบุญเพ็ง)นักเรียนตัวแสบชั้น ม. 5 และรุ่นน้องม.4 ที่สนิทกันอีก 3 คน ปอด (ศุภณัฐ มีสมศักดิ์) เทพ (ณัฐชนน ศุภลักษณ์) โบ๊ะ (นวพล เจริญธรรมรักษา) โดยเด็กทั้งหมดต่างก็มีบริบท และสาเหตุของการติดยาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ส่วนใหญ่เผชิญกับปัญหาที่ไม่สามารถหาทางออกเพียงลำพังได้

 


        “เด็กพวกนี้ โดยพื้นฐานแล้วต่างก็เป็นคนดี......”


        ด้วยความพื้นฐานที่คล้ายกับแนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ และภายในกายมีวิญญาณแห่งวิชาชีพครูอย่างเต็มเปี่ยม อาจารย์พินิจจึงพยายามช่วยเหลือลูกศิษย์ของตนให้หลุดพ้นจากวังวนของยาเสพติด แม้จะถูกผู้ปกครองของเด็กบางคน และผู้คนในชุมชนไม่ยอมรับ ซึ่งอาจจะบีบคั้นให้บรรดาลูกศิษย์หวนกลับไปเสพยาบ้าอีกหน อันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแก้ปัญหาเพียงลำพังของอาจารย์พินิจอย่างแท้จริง

 

 


        นักแสดงในสามชุกที่ผมคุ้นมีเพียงคุณปรเมศร์ น้อยอ่ำ ในบทอาจารย์พินิจ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยรับบทหมอสุธี จากบอดี้ ศพ 19 (2550) ส่วนบรรดานักแสดงที่รับบทเป็นลูกศิษย์ต้องยอมรับว่าแสดงอย่างสมบทบาท ทั้งสีหน้า ท่าทาง สื่อออกมาเข้าถึงคาแรกเตอร์ตัวละครได้ดีเยี่ยม รับส่งบทไหลลื่นตลอด จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ การกระจายบทให้ตัวละครแต่ละตัวทำได้ดี ให้รายละเอียดตัวละครค่อนข้างแน่นและดูไม่เยิ่นเย้อจนเกินไป


        นอกเหนือจากลูกศิษย์ นักแสดงอีกกลุ่มที่เล่นได้อย่างน่าชื่นชม คือ กลุ่มผู้ปกครอง ที่เด่นๆ ก็มีกำนัน พ่อของเทพ กับแม่ของวาล ซึ่งรับบทโดย ธนาภา ชีพนุรัตน์ มารดาแท้ๆ ของตั๊ก บงกช คงมาลัย เล่นได้ดีเกินคาด เด่นกว่าตัวละครอีกหลายตัว เข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกของแม่ และพูดเสียงเหน่อตลอดแบบไม่มีติดขัด

 

 


        จุดที่ผมรู้สึกชอบอีกอย่าง คือ ไดอะล็อกของตัวละคร โดยเฉพาะ อาจารย์พินิจ ซึ่งบ่อยครั้งจะมีบทพูดเสียดสีปัญหาสังคมอย่างถึงแก่น (ขอสปอยล์นิด) เช่น ในฉากบรรดาชาวบ้านกำลังกล่าวโทษ ผู้ปกครอง และครู ที่ทำให้เด็กติดยาบ้า จนอาจารย์พินิจต้องพูดตัดบทด้วยความรำคาญขึ้นมาว่า.....


        "....ตำรวจจะจับเด็กติดยายัดเข้าคุกก็เป็นเรื่องง่าย ผอ.จะไล่เด็กออกจากโรงเรียนก็เป็นเรื่องง่ายๆ แต่ควายไม่ได้ขี้เป็นยาบ้า ต้นข้าวก็ไม่ได้งอกเป็นยาบ้า แล้วจะให้เด็กติดยาบ้าเลยได้อย่างไร ชุมชนทั้งหมดต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ที่ปล่อยให้ยาบ้าหลุดเข้าไปถึงมือลูกหลานของตัวเอง และหากคนในชุมชนยังคงมัวแต่จ้องหาแพะรับบาป เพื่อให้รู้สึกสบายใจว่าตัวเองเป็นคนดีสุดๆ คนในชุมชนจะได้รับผลกระทบจากการหลอกตัวเองว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเจ็บปวดเช่นกัน....."

 


        ตามปกติหนังที่มีความยาวเกือบสามชั่วโมง จะมีจุดที่ทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ในหนังบางเรื่อง ผมต้องยกข้อมือซ้ายเพื่อดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงกลางเรื่อง แต่สามชุกกลับสามารถกลบจุดด้อยตรงส่วนนี้ไปเสียสิ้น โดยบางจังหวะแทรกมุขตลก บรรยากาศ ความสนุกสนานของวัยรุ่น ให้คนดูรู้สึกผ่อนคลาย และคงอารมณ์ร่วมของผู้ชมอย่างต่อเนื่อง


        หนังจบ อารมณ์ไม่จบ ผู้ชมบางส่วน ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กผู้หญิงสามคน เดินไปดูป้ายโปสเตอร์ตัวหนังที่ติดอยู่หน้าโรง แล้วชี้รูปตัวละครลูกศิษย์ทั้งเจ็ด พร้อมเรียกชื่อ ผมคิดว่าหากคุณธนิตมาเห็นแอ็คชั่นลักษณะนี้ คงจะปลื้มใจน่าดู แต่ช่วงที่ผมเข้าไปดูในโรง กลับมีผู้ชมไม่มากนัก เทียบกันแล้วเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของหนังฝาหรั่งฟอร์ม (เกือบ) ยักษ์ ซึ่งลงโรงฉายในช่วงเดียวกัน


        ให้น่าเสียดายเหลือเกิน ที่หนังไทยดีๆ เปี่ยมสาระ หาดูยากยิ่ง กลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากคอหนังบ้านเราอย่างที่ควรจะเป็น...



ดินสอ 2B
---------