Speciel

 

 

 

        ณ หมู่บ้านยิ้มแย้ม ทุกชีวิต อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่มีโจร ไม่มีผู้ร้าย ทุกคนในหมู่บ้านรักใคร่ปรองดองกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย มีแต่รอยยิ้มให้แก่กันและกันตลอดมา

 

        จนหมู่บ้านนี้เป็นที่กล่าวขานเลื่องลือไปทั่วว่า.... เป็นหมู่บ้านยิ้มแย้มที่มี่แต่ความสุข


        อยู่มาวันหนึ่ง หัวหน้า หมู่บ้านหวาดระแวง ก็ได้ข่าวความน่าอภิรมย์ของหมู่บ้านยิ้มแย้มและต้องการที่จะแผ่ขยายอาณานิคมของตน เข้าไปยังหมู่บ้านยิ้มแย้ม ดังนั้นหัวหน้าหมู่บ้านหวาดระแวงจึงส่งสายลับชื่อ ยุยง เข้าไปสอดแนมว่าทำไมคนในหมู่บ้านย้มแย้มจึงมีแต่รอยยิ้มให้แก่กันและกัน และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมาโดยตลอด


        หลังจากที่สายลับยุยงเข้าไปสอดแนมในหมู่บ้านยิ้มแย้มได้ไม่นาน ก็สังเกตเห็นว่าผู้คนในหมู่บ้ายยิ้มแย้มนั้นเมื่อเจอะเจอกัน


        นอกเหนือจากการยิ้มแย้มทักทายกันและกันแล้ว ก็จะมีการมอบ ตัวยิ้มแย้ม ให้แก่กันเสมอ วันหนึ่งสายลับยุยงซึ่งแผงตัวอยู่ข้างมุมตึก สังเกตเห็นชายวัยกลางคนชายหมู่บ้านยิ้มแย้มคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าตึก ขณะนั้น เองก็มีชายหนุ่มชาวหมู่บ้านยิ้มแย้มเดินผ่านมา ทั้งคู่ทักทายและยิ้มแย้มให้แก่กัน และไม่ลืมที่จะมอบตัวยิ้มแย้มให้แก่กันและกันก่อนกล่าวคำอำลา


        หลังจากที่ชายหนุ่มชาวหมู่บ้านยิ้มแย้มเดินผ่านชายวัยกลางคนมาได้ไม่นาน สายลับยุยงก็เดินออกจากข้างมุนตึกเข้าประกบชายหนุ่ม


        "ท่านรู้จักชายวัยกลางคนผู้นั้นหรือ" สายลับยุยงเปิดการสนทนา

        "ไม่หรอกจ๊ะ เราไม่รู้จักกัน แต่ที่หมู่บ้านยิ้มแย้มนี้ทุกคนคือเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เราปฏิบัติตัวต่อกันอย่างนี้มาตั้งนมนานแล้วหละจ๊ะ" ชายหนุ่มตอบพร้อมกับยิ้มให้อย่างเป็นมิตร จากนั้นก็ส่งตัวยิ้มแย้มให้กับสายลับยุยง ตามประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาในหมู่บ้าน ยิ้มแย้ม

        "เอ...นี่อะไร" สายลับยุยงแกล้งถาม

        "ตัวยิ้มแย้มไงจ๊ะ ตัวยิ้มแย้มคือตัวแทนของความดีและมิตรภาพ...ฉันให้น้าจ๊ะ ตัวยิ้มแย้มนี้จะทำให้น้ามีแต่ความสุขและชีวิตก็จะเต็มไปด้วยความสดชื่น น้ารับเอาไว้ซิจ๊ะ"


        เมื่อได้ฟังดังนั้นสายลับยุยงก็เริ่มแผนการยุยงของตนทันทีด้วยคำพูดที่ว่า


        "ถ้าตัวยิ้มแย้มสรรพคุณเลอเลิศอย่างที่เจ้าว่าจริง ๆ แล้วเจ้าไม่กลัวหรอกหรือว่าการที่เจ้าแจกตัวยิ้มแย้มให้กับทุกคนที่เจ้าเจอะเจอจะทำให้ตัวยิ้มแย้มของเจ้าหมดไป แล้วเมื่อนั้น ความสุขความสดชื่นก็จะหายไปจากตัวเจ้า โอ้...ช่างเป็นเรื่องที่น่ากลัวจริง ๆ ข้าเห็นใจเจ้าเหลือเกินพ่อหนุ่ม"


        เมื่อชายหนุ่มชาวหมู่บ้านยิ้มแย้มได้ฟังดังนั้นก็เริ่มคิดตามและสีหน้าที่เคยยิ้มแย้มก็กลับหม่นหมองลง เปลี่ยนจากความยิ้มแย้ม เป็นความวิตกกังวล และเดินจากไปโดยไม่ร่ำลา ระหว่างทางขณะที่ชายหน่มมุ่งหน้ากลับบ้านก็ได้พบกับหญิงสาวของหมู่บ้านยิ้มแย้ม หญิงสาวหยุดทักทายและส่งยิ้มให้ตามปรกติ แต่ชายหนุ่มกับไม่ยิ้มตอบ และเมื่อหญิงสาวส่งตัวยิ้มแย้มให้ ชายหนุ่มก็รีบไว้แล้วพูดว่า "ขอบใจ แต่ฉันไม่มีตัวยิ้มแย้มให้กับเธอหรอกนะ เพราะถ้าฉันให้ตัวยิ้มแย้มกับเธอ สักวันหนึ่งตัวยิ้มแย้มก็จะหมดไปจากตัวฉันและเมื่อนั้นชีวิตของฉันก็จะไม่มีความสุขและความสดชื่นในชีวิตก็จะมลายหายไปด้วย..."


        หญิงสาวได้ฟังก็เริ่มได้คิด แล้วทั้งคู่ก็จากกันไป ข่าวเรื่องการให้ตัวยิ้มแย้มแก่กันแล้วจะทำให้ตัวยิ้มแย้มที่มีร่อยหรอ ทำให้ความสุขและความสดชื่นในชีวิตหายไปแพร่กระจายไปในหมู่บ้านยิ้มแย้มอย่างรวดเร็ว


        นับแต่นั้นมาชาวหมู่บ้านยิ้มแย้มก็มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีรอยยิ้มให้แก่กัน ไม่ทักทายกันเหมือนเช่นเดิมเพราะไม่ต้องการเสียตัวยิ้มแย้มให้แก่กัน และเมื่อต้องทักทายกันก็ไม่มีการแจกตัวยิ้มแย้มให้แก่กันอีกต่อไป เพราะกลัวว่าความสุขและความสดชื่นจะหายไปจากตัวเอง


        ชายหมู่บ้านยิ้มแย้มบางคนถึงกับทำตัวยิ้มแย้มปลอมออกจำหน่าย แต่ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ในทางกลับกันกลับทำให้เหตุการณ์เลวรายลงจากเดิม ตัวยิ้มแย้มปลอมไม่มีสรรพคุณเหมือนกับตัวยิ้มแย้มจริง และยังทำให้ผู้ที่ได้รับตัวยิ้มแย้มปลอมไป เสียความรู้สึกเกิดเป็นความไม่ไว้ใจกันและกัน ไม่เชื่อกันเหมือนดังแต่ก่อน


        บัดนี้หมู่บ้านยิ้มแย้มไม่หลงเหลืออีกต่อไปแล้ว ความสุข ความสดชื่น ในชีวิตก็เหือดแห้งไปด้วย ช่างเสียดายเสียเหลือเกิน......


        บัดนี้หมู่บ้านยิ้มแย้มได้เปลี่ยนชื่อจากหมู่บ้านยิ้มแย้มเป็นหมู่บ้านหวาดระแวงไปเสียแล้ว!


        อ่านนิทานเรื่องนี้จบแล้วท่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง


        “หมู่บ้านยิ้มแย้ม” นั้นเปรียบเสมือนสังคมเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว, กลุ่มเพื่อน หรือ ชุมชน


        “ตัวยิ้มแย้ม” คือตัวแทนของความจริงใจ, ความดีและมิตรภาพซึ่งทำให้ทั้งผู้ให้และผู้รับมีแต่ความสุขและชีวิตก็จะเต็มไปด้วยความสดชื่น ทีสำคัญคือตัวยิ้มแย้มนี้จริงๆ แล้วไม่มีวันหมด


        “สายลับยุยง” คือความหวาดระแวงบ่อเกิดของความไม่ไว้ใจกันและกัน ไม่เชื่อกันและหมายรวมถึงบุคคลที่ชอบทำให้คนเราขาดความเชื่อใจกัน


        “ตัวยิ้มแย้มปลอม” คือตัวแทนของ การหลอกลวง, การเห็นแก่ได้ และการเอาเปรียบกัน


        เราไม่ขอตีความนิทานเรื่องนี้ แต่อยากจะให้ท่านผู้อ่านค่อยๆค้นหาความหมายของนิทานเรื่องนี้กันเอง เพราะหากท่านเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้ว


        ท่านทั้งหลายก็จะรักษาความเป็นหมู่บ้านยิ้มแย้มของสังคมหน่วยเล็กๆ ของท่านไว้ได้อย่างมีความสุข

 

 

โดย hatasusuki จาก http://www.pukpik.com/fwmail_view.php?id=521

 

 

 

 

 


        ประวัติศาสตร์ชาติไทยเรา หากศึกษากันให้ดีๆ มีเกร็ดเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย
เลยล่ะ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็ยังเป็นต้นแบบของละครโทรทัศน์ หรือนวนิยายที่เราอาจจะ
เคยผ่านตากันมาบ้าง

        ก็อย่างที่หลายคน (น่าจะ) รู้ ไทยเราเคยติดต่อสัมพันธ์กับชาวต่างชาติมานานพอสมควร
โดยเฉพาะชาวตะวันตก ซึ่งบางครั้งเคยมาร่วมทำสงครามกับพม่า ดั่งที่เราอาจจะเคยเห็นใน
ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ เช่น พระศรีสุริโยทัย หรือ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทั้ง
สองภาค

        แต่มีชาวต่างชาตินักผจญภัยคนหนึ่ง ซึ่งรอนแรมมาจากดินแดนฝอยทอง “โปรตุเกส” ไป
ยังประเทศพม่า แต่เสี้ยวหนึ่งในชีวิตของเขาก็เกี่ยวพันเข้ากับประวัติศาสตร์ชาติไทยเราช่วงปลาย
รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จนถึงยุคพระเอกาทศรถอยู่มิใช่น้อยเลยทีเดียว

        ชื่อของชายผู้นี้ก็คือ นายฟิลิป เดอ บริโต นั่นเอง.....

        กระทาชายเมดอินจากโปรตุเกสนายนี้ เป็นนักเดินเรือสำเภาขั้นเทพ ทั้งยังมีความสามารถ
ในการสู้รบ ชำนาญทั้งปืนใหญ่ที่ยิงต่อกรระหว่างเรือรบด้วยกัน และสามารถใช้หอก ดาบ
อย่างชำนิชำนาญยิ่งนัก

        ก่อนหน้าที่นายฟิลิปจะเดินทางมายังแผ่นดินพม่า สมเด็จพระนเศวรยกทัพขึ้นไปตีกรุง
หงสาวดีถึงสองครั้ง ภายหลังจากสมเด็จพระนเศวรยกกองทัพกลับกรุงศรีอยุธยาแล้ว พระเจ้า
ตองอูก็ตั้งตนเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินพม่า และมอบหมายให้พระเจ้ายะไข่รักษาเมืองสิเรียม ซึ่ง
ถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะอยู่ตรงข้ามกับอ่าวทะเลกับเมืองเมาะตะมะ และเป็นเมือง
ที่ป้องกันยาก พระเจ้ายะไข่ไม่ไว้พระทัยข้าราชการพม่าสักคนว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะ
แบกรับภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งนี้ได้ จึงเป็นโอกาสของนายฟิลิป ที่ได้คุม
ไพร่พลรักษาเมืองสิเรียม

         นายฟิลิป เดอ บริโตนำไพร่พลจำนวนสามพันคน พร้อมกับเรือกำปั่นอีกสามลำมารักษา
เมืองสิเรียม เขาแสดงอำนาจและฝีมือจนเป็นที่ครั่นคร้ามต่อชาวพม่าและมอญที่อาศัยอยู่เมือง
นั้น อีกทั้งชักชวนชาวโปรตุเกศมาร่วมอยู่ในเมืองสิเรียมจำนวนมาก สร้างป้อมปราการอย่าง
แข็งแรง ตั้งเป็นด่านเก็บภาษีเรือสินค้าชาติต่างๆ ที่มาค้าขายกับพม่า ซึ่งผ่านปากน้ำหงสาวดี

        นักผจญภัยชาวโปรตุกีสผู้นี้นำเงินทองจากภาษีไปส่งส่วยให้กับพระเจ้ายะไข่มิได้ขาด แต่
ขณะเดียวกัน ตนเองก็ประกอบอาชีพค้าขายหาผลประโยชน์ส่วนตัวไปด้วย อันทำให้เขามีฐานะ
ร่ำรวยอย่างมหาศาล

        แต่แล้ววันหนึ่ง.... พระเจ้ายะไข่ระแวงว่านายฟิลิป จะเติบใหญ่ขึ้นมาจนยากที่จะควบคุม
เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม พระเจ้ายะไข่จึงพยายามถอดถอนนายฟิลิปออกจากตำแหน่งเจ้าเมือง
สิเรียมเสีย แต่นายฟิลิปก็นกรู้ จึงแข็งเมือง ไม่ขึ้นตรงต่อพระเจ้ายะไข่อีกต่อไป และยกเลิกการ
ส่งส่วยทั้งหมด อีกทั้งยังส่งกองทหารไปยึดหัวเมืองใกล้เคียงอีกด้วย

        ร้อนถึงพระเจ้าตองอู จึงทรงรับสั่งให้พระเจ้ายะไข่ปราบปรามนายฟิลิปเสียให้สิ้นซาก
พระเจ้ายะไข่จึงแต่งตั้งมังคะมอง ราชบุตรซึ่งนั่งควบตำแหน่งพระมหาอุปราชเมืองยะไข่ คุม
กองทัพเรือมาตีเมืองสิเรียม ส่วนพระเจ้าตองอูก็แต่งตั้งนัดจินหน่อง ผู้ป็นราชบุตรคุมกองทัพบก
มาสมทบด้วย

        กองทัพเรือจากเมืองยะไข่ยกมาประชิดเมืองสิเรียมก่อน นายฟิลิปเห็นว่าแสนยานุภาพ
ของกองทัพยะไข่เหนือกว่า เหลือกำลังมิอาจต่อกรได้เป็นแน่ จึงรีบรวบรวมทรัพย์สมบัติ พา
ครอบครัวลงเรือสำเภาแล่นหนีออกทางทะเล มังคะมองจึงนำทัพเรือออกไล่ล่าติดตามอย่าง
กระชั้นชิด และใช้เรือสำเภาหลายลำล้อมเรือของนายฟิลิป เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ นายฟิลิปจึง
ตัดสินใจใช้เรือที่มีอยู่เพียงลำเดียว สู้แบบสุนัขจนตรอก ยิงปืนใหญ่จากรอบด้าน จนเรือของ
กองทัพยะไข่จมลงสู่ก้นทะเลไปหลายลำ

 

 

 

        ด้วยไหวพริบและปฎิภาณ นายฟิลิปส่องกล้องมองหาเรือของอุปราชเมืองยะไข่ เมื่อพบ
แล้วก็สั่งระดมยิงไปที่เรือลำนั้นเพียงจุดเดียว จนเรือรบหลวงล่มลง มังคะมองจึงต้องกระโดดลง
น้ำ นายฟิลิปจึงให้ทหารคร่ากุมตัวอุปราชเมืองยะไข่ แล้วจึงแล่นเรือกลับเมืองสิเรียม ด้าน
กองเรืออื่นๆ เมื่อเห็นเรือรบหลวงล่มลง และคาดว่าแม่ทัพต้องจมน้ำตายเป็นแน่แท้ จึงยกทัพ
กลับส่วนกองทัพบกที่กำลังเดินทัพมาสมทบ ทราบข่าวทัพเรือยะไข่พ่ายต่อข้าศึก ก็ให้ตกใจหยุด
ทัพเช่นเดียวกัน

        พระเจ้ายะไข่ทราบข่าวพระมหาอุปราชเสียทีแก่นายฟิลิปก็แทบลมจับ แต่ก็รีบจัดแจงทัพ
เรืออีกกองไปสมทบกับทัพบกของตองอู ยกทัพล้อมเมืองสิเรียมไว้อย่างหนาแน่น ขณะที่นาย
ฟิลิปก็มีมังคะมองเป็นตัวประกันจึงถือความได้เปรียบส่วนนี้ ส่งทูตไปเจรจาเรียกร้องให้ทำสัญญา
ยกเมืองสิเรียมให้ ซึ่งพระเจ้ายะไข่และพระเจ้าตองอูก็ยอมปฎิบัติตามแต่โดยดี และทำสัญญา
ยกเมืองให้ นายฟิลิป เดอ บริโต ในปีเถาะ พ.ศ.2146 ก่อนที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสวรรคต
เพียงสองปี

        เพื่อเป็นหลักประกัน  นายฟิลิปจึงขอสวามิภักดิ์กับฝ่ายไทย เนื่องจากเกรงว่าพระเจ้ายะไข่
และพระเจ้าตองอูผูกพยาบาทจะยกทัพมาตีเมืองสิเรียมอีก ณ ขณะนั้นทางฝ่ายพม่ากำลังอยู่ใน
ช่วงอ่อนแอ แต่ฝ่ายไทยอยู่ในช่วงกำลังกล้าแข็ง สร้างความยำเกรงให้กับประเทศใกล้เคียง 
นายฟิลิปจึงถือโอกาสแผ่ขยายอำนาจในพม่า บุกยึดกรุงหงสาวดี ซี่งถูกทิ้งร้างไปตั้งแต่
สมัยสมเด็จพระนเศวรยกทัพมาตี นอกจากกรุงหงสาวดีแล้วยังยึดเมืองต่างๆ ที่อยู่ปากแม่น้ำอิราวดี ตั้งแต่เมืองพะสิมเรื่อยมาจนถึงเมืองสิเรียมอยู่ในอำนาจทั้งหมด

         ด้วยประการฉะนี้ นายฟิลิป เดอ บริโตจึงกลายเป็นเจ้าพม่าผู้มีอำนาจกว้างขวางในช่วงนั้น


จนกระทั่ง....

        หลายปีต่อมา พระมหาธรรมราชา เจ้าเมืองอังวะ ทำนุบำรุงรี้พลสร้างกองทัพใหญ่โต แผ่
ขยายอำนาจและอาณาเขต ตีเมืองแปร เมื่อปีมะแม พ.ศ.2150 และเริ่มแผ่ขยายมายังเมือง
ตองอู ขณะที่เมืองตองอูก็ถึงคราผลัดแผ่นดิน นัดจินหน่องราชบุตรขึ้นครองเมืองแทน เห็นว่า
กองทัพพระเจ้าอังวะแข็งแกร่งนัก จึงส่งเครื่องบรรณาการมาถวายสมเด็จพระเอกาทศรถ ยอม
อ่อนน้อมเป็นข้ากรุงศรีอยุธยาเมื่อปีระกา พ.ศ.2152

        หลังจากนั้น พระเจ้าอังวะยกทัพมาตีเมืองตองอูจริง พระเจ้าตองอูตกพระทัย จึงรีบขอ
กองทัพจากกรุงศรีอยุธยาไปช่วยเหลือ สมเด็จพระเอกาทศรถรับสั่งให้พระยาทะละ เจ้าเมือง
เมาะตะมะ และ นายฟิลิป เดอ บริโต เกณฑ์กองทัพขึ้นไปช่วยตองอู แต่ทั้งสองเจ้าเมืองกลับ
เตรียมทัพล่าช้า เจ้าเมืองตองอูก็ยอมแพ้ต่อพระเจ้าอังวะไปเสียแล้ว

        ถึงกระนั้น  นายฟิลิป เดอ บริโตก็ยังคงมีอำนาจแผ่ไพศาลมากในพม่า ในพงศาวดารของ
พม่ากล่าวอีกว่า... นักผจญภัยชาวโปรตุกีสผู้นี้เป็นมิจฉาทิฐิ และเต็มไปด้วยความโลภอย่างหาที่
เปรียบมิได้ ไม่รู้จักความเพียงพอ มักเที่ยวค้นหาทรัพย์สมบัติเข้าใส่คลังของตนเองอยู่เสมอ ถึง
ขนาดให้รื้อพระพุทธรูปและสถูปเจดีย์ค้นหาสิ่งของที่บรรจุไว้ จนทำให้ชาวมอญและชาวพม่าที่
อยู่ใต้การปกครองของตนเกลียดชังยิ่งนัก

        เมื่อความทราบไปยังพระเจ้าอังวะ จึงถือเป็นโอกาสดีจัดแจงยกทัพตีเมืองสิเรียม เมื่อปี
ชวด พ.ศ. 2155 แต่ก็อีกนั่นแหละ  นายฟิลิป เดอ บริโต ก็รีบส่งราชทูตขอกำลังจากกรุง
ศรีอยุธยาไปช่วยเหลือ สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเล็งเห็นว่า  นายฟิลิปเป็นเจ้าเมืองที่โลภ
ทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนา และเป็นที่เกลียดชังของชาวเมือง สมเด็จพระเอกา
ทศรถจึงทรงปฎิเสธ

         นายฟิลิป เดอ บริโตจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลโปรตุเกส โดยมีข้อแลก
เปลี่ยนจะยกเมืองหงสาวดีให้เป็นการตอบแทน ขณะเดียวกันเจ้าเมืองเชื้อสายโปรตุกีสก็ผูกมิตร
กับพระเจ้าตองอู ด้วยพระเจ้าตองอูเล็งเห็นว่าเมืองสิเรียมเป็นเมืองท่าค้าขาย จึงส่งเรือกำปั่นมา
ช่วยป้องกันเมืองสิเรียมหลายลำ


แต่แล้ว.....

        เรือรบของรัฐบาลโปรตุเกสแล่นมาช่วยเหลือไม่ทัน พระเจ้าอังวะตีเมืองตองอูแตกในเดือน
5 ขึ้น 7 ค่ำ ปีฉลู พ.ศ.2156 และสามารถคร่ากุมตัวนายฟิลิป เดอ บริโต กับนัดจินหน่อง พระเจ้า
ตองอู ในเวลาไม่นานนัก ทั้งสองก็ถูกพระเจ้าอังวะตัดสินประหารชีวิต อีกทั้งยังริบทรัพย์สมบัติ
และจับชาวโปรตุกีสทั้งชายหญิง เด็ก ผู้ใหญ่กว่าสี่ร้อยคนไปเป็นเชลยที่เมืองอังวะ ขณะที่เรือ
กำปั่นรบของรัฐบาลโปรตุเกสก็ถูกกองทัพพระเจ้าอังวะยึดไปเป็นสมบัติส่วนพระองค์อีกด้วย

          เรื่องราวของ นายฟิลิป เดอ บริโต นักผจญภัยชาวโปรตุกีสจึงจบลงด้วยประการฉะนี้ จาก
ช่วงชีวิตของเขา จะเห็นว่าเป็นชาวต่างชาติที่เก่งกล้าสามารถ มีความอาจหาญในการรบ อีกทั้งยัง
เปี่ยมไปด้วยปฏิภาณไหวพริบ จนสามารถขึ้นมามีอำนาจเหนือแผ่นดินส่วนใหญ่ของพม่า


แต่ทว่า....

        เขากลับเป็นทาสของกิเลสตัณหา มีทั้งความโลภและบ้าอำนาจอย่างไม่สิ้นสุด

 

        ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้เขาพบความย่อยยับอัปราชัยในท้ายที่สุด

 

 


ข้อมูล : "บทที่ 4 เมื่อเจ้าครองเมืองพม่าชื่อนายฟิลิปส์ เดอ บริโต"
           จากหนังสือเกร็ดสนุกในอดีต โดย น.พ.วิบูล  วิจิตรวาทการ
           หน้า   33 - 41   

########################################