Autist

 

 

 

 

        "เด็กออทิสติกไม่เข้าใจความรู้สึกของคนอื่นจริงหรือไม่???"

 

        เป็นปุจฉาที่ผมตั้งขึ้นมาในใจ หลังจากอ่านบทความใน http://if-we-dont-care.blogspot.com/2008/10/blog-post.html ซึ่งผมขอลงบทความฉบับเต็มจากลิงค์นั้นลงในเอ็นทรีนี้ก่อนครับ

 

 

 

ออทิสติก


เรื่องออทิสติกนี่ เมื่อประมาณสี่ห้าปีที่แล้ว** เป็นเรื่องที่มีให้อ่านให้รู้กันค่อนข้างเยอะ ในเมือง
ไทยมีเด็กที่เป็นออทิสติกเขียนหนังสือออกมาขายด้วย ถ้าจำไม่ผิดน้องเขาชื่อ นัฐ เราไม่ได้อ่าน
หนังสือที่เล่มนี้ แต่เคยได้อ่านเรื่องออทิสติกจากบทความในไทม์ เขาบอกลักษณะของคนที่เป็น
ออทิสติกว่า เป็นคนที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ของคนรอบข้างที่แสดงออกทางสีหน้าหรือน้ำเสียง
ได้ เช่น มีคนออทิสติกคนหนึ่งอายุสามสิบกว่าเป็นโปรแกรมเมอร์ บอกว่า เขาเพิ่งรู้เมื่อไม่นาน
มานี้เองว่า เวลาที่คนนิ่วหน้า หมายความว่าคนนั้นรู้สึกไม่พอใจ (รู้เพราะได้อ่านจากหนังสือ)


นอกจากนี้คนที่เป็นออทิสติกจะไม่ชอบการสัมผัสกอดรัด เพราะรู้สึกเหมือนโดนบุกรุกความ
เป็นส่วนตัว เด็กเป็นออทิสติกจะกรีดร้องโวยวายเวลามีคนมากอดรัดหรือสัมผัส น่าสงสารพ่อแม่
ของเด็กออทิสติกที่ไม่สามารถกอดลูกตัวเองได้ เพราะการกอดคือการทำร้ายจิตใจลูกตัวเอง


คนเป็นออติสติกไม่สามารถจินตนาการเป็นตัวเองเป็นคนอื่นหรือมองภาพจากมุมมองของคน
อื่นได้ นี่เป็นสาเหตุต่อเนื่องไปว่าคนเป็นออทิสติกจะโกหกไม่เป็น เพราะถ้าเขารู้เห็นอะไร เขาจะ
คิดว่าคนอื่นก็ต้องรู้เห็นเหมือนเขาด้วยเช่นกัน


และเช่นเดียวกันกับดิสเล็กสิก ออทิสติกไม่เกี่ยวกับสติปัญญา มีเรื่องซับซ้อนทางคณิตศาสตร์,
วิทยาศาสตร์, หรือศิลปะมากมายที่คนเป็นออทิสติกเข้าใจได้ แต่เขาไม่เข้าใจอารมณ์ความ
รู้สึกของคนอื่น
มีเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ ของคนที่เป็นออทิสติกที่เรารับรู้จากการอ่านแล้วก็เลือนๆ
ไป แต่ที่มาพูดถึงออทิสติกตอนนี้ ก็เพราะเพิ่งได้อ่านเรื่องของคนเป็นออทิสติกที่ชื่อ
“ฆาตกรรมหมาในยามราตรี” เป็นเรื่องแต่งที่คนเขียนทำเหมือนกับว่าเป็นเรื่องที่เขียนโดย
เด็กที่เป็นออทิสติก เขาอธิบายระบบความคิดและพฤติกรรมของเด็กที่เป็นออทิสติกออกมาใน
รูปของนิยายสืบสวนสอบสวนของเด็ก


เราอ่านฆาตกรรมหมาฯอย่างสนุกสนานและจบในเวลาอันรวดเร็ว แต่พี่สาวเรา (ผู้สนับสนุนอย่าง
เป็นทางการ ในการให้ยืมหนังสือเล่มนี้) กลับบอกว่าหนังสือเล่มนี้ก็ดี แต่ไม่ได้รู้สึกว่าวางไม่ลง
คือว่างก็หยิบมาอ่านไปเรื่อยๆ แต่ถ้าต้องหยุดอ่านไปทำอะไร ก็ไม่ได้เดือดร้อนกระวนกระวาย
อยากรู้ เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันวางไม่ลง แต่เราก็อ่านจบอย่างเร็ว เพราะว่ามันสนุกดี ในขณะที่เรา
ยังอ่านหนังสือเกี่ยวกับออทิสติกค้างอยู่อีกเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือแปลชื่อ “เป็นใครมาจากไหนก็
ไม่รู้” อันนี้คนเขียนเป็นออทิสติกจริงๆ และเขียนเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง


เขาว่าหนังสือเล่มนี้ดังเพราะคนค่อนข้างแปลกใจกับการที่คนเป็นออทิสติกสามารถเขียนเล่าเรื่อง
ตัวเองให้คนอื่นเข้าใจได้ เพราะอย่างที่บอกว่า คนเป็นออทิสติกไม่เข้าใจว่าคนอื่นต่างจากเขา
เขาจึงไม่สามารถทำให้คนอื่นเข้าใจความแตกต่างของตัวเองได้ (ยิ่งเขียนก็ยิ่งงงเว้ย...)


เอาเป็นว่า คนเขียน “เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้” เป็นออทิสติกที่เข้าใจตัวเองแล้ว แล้วก็
พยายามถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นเข้าใจด้วย แต่ความที่มันเป็นเรื่องเล่าของตัวเขาเอง มันจึงไม่
ได้มีพล็อตที่ขมวดปมตรงนี้ แล้วไปคลายเอาตอนจบ เราก็เลยอ่านแบบเรื่อยๆไม่จบซะที นับเป็น
หนังสือที่อ่านแล้วก็ได้ความรู้ในอีกแง่มุมหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นหนังสือที่สนุกจนวางไม่ลง เพราะไม่
งั้นก็คงอ่านจนจบไปนานแล้ว

 

 

 

          ในส่วนของผม เดี๋ยวกลับมาว่ากันต่อในเอ็นทรี่ถัดไป หลังเคารพธงชาติหกโมงเย็นครับผม

 

//////////////

 

 

 

 

        "...ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดั่งดอกไม้บาน..."


        บทเพลงดั่งดอกไม้บาน ของเสถียรธรรมสถาน ดังแว่วออกมาจากห้องกิจกรรม อาคารจิตเวชเด็ก โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เด็กชายร่วม 10 คน นั่งออกกำลังกาย โดยมีพี่เลี้ยงประกบ ช่วยยกแขนหรือโยกตัวทำลีลาประกอบ สังเกตเห็นชัดเจนว่าบางคนแม้จะย่างเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำท่าทางประกอบจังหวะได้ ขณะที่บางคนก็ส่งเสียงดังเย้วๆ ตลอดเวลา


        พวกเขาคือเด็กออทิสติก บกพร่องทางพัฒนาการ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา สังคม และพฤติกรรม ทำให้ไม่สามารถดูแลตนเองด้านกิจวัตรประจำวัน และการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้ ซึ่งยังหาสาเหตุของโรคที่แน่นอนไม่ได้ พบทั่วไปทุกเชื้อชาติ และมักจะพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง ส่วนการปรากฏอาการของโรคในเด็กหญิงรุนแรงกว่าเด็กชาย ภายใต้การดูแล "คนึงนิจ ไชยลังการณ์" หัวหน้าหอผู้ป่วยจิตเวชเด็ก โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ที่มี รศ.นพ.วัฒนา นาวาเจริญ เป็นผู้อำนวยการ


        คนึงนิจ เป็นพยาบาลดูแลคนไข้จิตเวชผู้ใหญ่ 7 ปี และจิตเวชเด็กมาแล้ว 13 ปี ที่นี่ให้บริการเด็กออทิสติก 4 รูปแบบ ได้แก่ กลุ่มที่เข้ารับการบำบัด 08.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ อย่างต่อเนื่อง รับได้เต็มที่ 16 คน กลุ่มรับบริการบางช่วงเวลา (สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง รับบริการวันเสาร์-อาทิตย์) เพื่อฝึกทักษะบางด้านที่บกพร่อง กลุ่มคนไข้นอก ให้คำแนะนำผู้ปกครองในการดูแลเด็กออทิสติก และกลุ่มคนไข้ใน


        การดูแลเด็กออทิสติกเป็นเรื่องที่ยากลำบาก คนึงนิจ จึงได้ร่วมกับ ประภัสสร คำเมือง จัดทำ "กระเป๋าพูดได้" เพื่อฝึกให้เด็กรู้วิธีสื่อสารโดยใช้ภาพ เริ่มจากการประเมินสิ่งเสริมแรงที่เด็กชอบ จากนั้นทำภาพขนาดประมาณ 4.5x4.5 ซม. พร้อมกับคำศัพท์นั้นๆ ฝึกเด็กให้หยิบภาพ ยื่น และวางบนมือของผู้ฝึกโดยมีผู้คอยช่วยเหลือ เมื่อเด็กสามารถวางภาพบนมือ ฝึกทุกวัน วันละประมาณ 30 ครั้ง จนเด็กเรียนรู้ว่าก่อนที่จะได้สิ่งเสริมแรงเด็กต้องหยิบภาพ ยื่นและวางบนมือของผู้ฝึกก่อนเมื่อเด็กรู้ระบบ จะขยายระยะทางออกไปเพื่อให้เด็กสามารถหยิบภาพไปสื่อสารกับผู้อื่นได้ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของบ้านหรือโรงเรียน


        เด็กจะต้องมีกระเป๋าสำหรับเก็บภาพ และสามารถเลือกภาพมาสื่อสารได้เมื่อเด็กชำนาญในการแยกแยะภาพ จากนั้นจะฝึกให้เด็กสื่อสารโดยการสร้างประโยคในแผ่นประโยค เพื่อเพิ่มความสามารถในการสื่อสาร เด็กที่พอสื่อสารได้โดยการพูดจะรู้ว่าควรจะพูดอย่างไรในแต่ละสถานการณ์ กระเป๋าภาพจะช่วยในการสื่อสารเสริม ส่วนเด็กที่พูดไม่ได้จะใช้กระเป๋าภาพติดตัวเพื่อเป็นการสื่อสารทดแทน


        "คนึงนิจ" เล่าว่า จากการศึกษาพบว่าพ่อแม่ผู้ปกครองร้อยละ 93.3 ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็กออทิสติก โดยเฉพาะความรู้เรื่องการใช้ยา ถึงแม้ว่าในจำนวนนี้ร้อยละ 44.1 ได้ผ่านการอบรมการดูแลเด็กออทิสติกมาแล้ว การมีเครื่องมือที่เป็นประโยชน์เพื่อนำมาช่วยเด็กสื่อสารกับผู้ปกครองให้เป็นและถูกต้องช่วยบรรเทาความวิตกกังวลผู้ปกครองเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของลูกในกรณีที่พวกเขาเสียชีวิต


        การฝึกทักษะเด็กจึงต้องมีแบบแผน เช่น เด็กมีปัญหาด้านทักษะการใช้ชีวิต ใช้มือไม่คล่อง จับช้อนส้อมรับประทานอาหารเองไม่ได้ ต้องฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กงอ โดยดึงผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม จะได้ฝึกทั้งที่โรงพยาบาลและบ้านอย่างต่อเนื่อง สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกผิดปกติ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ภายหลังการปรับพฤติกรรม เพียงแค่เห็นลูกตักข้าวใส่ปากด้วยตนเอง ก็มีความสุขและเกิดความคาดหวังจะให้ลูกปรับพฤติกรรมในด้านอื่นๆ ต่อไป


        "เด็กแต่ละคนปัญหาไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม ชีวิตครอบครัว คนที่เกี่ยวข้อง อาทิ เด็กรายหนึ่ง ส่งเสียงดังแผดก้องตลอดเวลา ทำให้คนในบ้านไม่สามารถนอนหลับได้ น้องเล็กๆ เมื่อได้ยินเสียงพี่ชาย ก็จะเกิดความเครียด นอนไม่หลับไปด้วย เพื่อนบ้านก็รู้สึกรำคาญเสียง แม้จะเห็นใจครอบครัวเด็ก จึงได้ระดมแพทย์ พยาบาล นักกิจกรรมบำบัด ครู  เพื่อวิเคราะห์ปัญหา และหาทางแก้ไขด้วยการให้ยา และพาเด็กออกกำลังกาย ด้วยการว่ายน้ำ ออกกำลังกายให้เด็กเดินรอบตึก วันละครึ่งชั่วโมง ถึงช่วงกลางคืนก็นอนหลับ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น ส่งผลให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้น และเราก็พลอยรู้สึกสุขใจไปกับความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาให้เขาด้วย" คนึงนิจ กล่าว


        ขณะนี้โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ได้ตั้งทุนเพื่อเด็กออทิสติก ให้เจ้าหน้าที่นำไปใช้งานหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง มีผู้ใจบุญร่วมบริจาคสมทบ ตั้งกล่องรับบริจาคตามวัดสำคัญต่างๆ ใน จ.เชียงใหม่ และใกล้เคียง


        ทำให้สามารถนำเงินมาพัฒนาเด็กออทิสติกได้อย่างเต็มที่ และได้เข้าร่วมโครงการแผนพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี สฤษดิ์วงศ์ อีกด้วย


        ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.med.cmu.ac.th

 

 

ที่มา : คมชัดลึก จาก http://www.komchadluek.net/