Autistic Savant ~ อัจฉริยะออทิสติก

posted on 18 Nov 2009 11:55 by autis-mann

 

 

 

        ความสามารถที่โดดเด่นเป็นพิเศษของอัจฉริยะเฉพาะทาง


        John Von Neuman นักคณิตศาสตร์ ผู้เลื่องชื่อ ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “บิดาแห่งทฤษฎีเกม” เป็นผู้ที่มีความสามารถในการคิดคำนวณอันซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว

        แต่เชื่อหรือไม่ว่าคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวเช่นนี้เป็นสิ่งที่คนอีกกลุ่มหนึ่ง สามารถทำได้เช่นเดียวกัน และคนกลุ่มที่ว่านี้คือ Autistic Savant หรือเรียกสั้นๆว่า “ซาวองส์” ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลความหมายอย่างตรงตัวว่า “ผู้ที่มีความรู้" หรือ "นักปราชญ์"

        ส่วนผู้ที่บัญญัติคำนี้ขึ้น เพื่อใช้เรียกลักษณะอาการของอัจฉริยะออทิสติกนี้ คือ นายแพทย์ จอห์น แลงดอน ดาว (John Landon Down)

        ซึ่งเหตุที่ต้องเรียกเช่นนี้เป็นเพราะ ซาวองนั้นมีความสามารถเฉพาะทางที่พิเศษจนเรียกได้ว่าเข้าขั้นอัจฉริยะ

        แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็มีความบกพร่องทางพัฒนาการความผิดปกติเกี่ยวกับสมอง หรือมีภาวะออทิสติกร่วมด้วยเช่นกัน

        ภาวะออทิสติกนี้เองที่ทำให้ซาวองส์ขาดความสามารถพื้นฐานในการดำเนินชีวิต เช่น หัดเดินได้ช้า ติดกระดุมเสื้อหรือผูกเชือกรองเท้าและทำอาหารเองไม่เป็น

        นอกจากนั้น ซาวองส่วนใหญ่ยังมีไอคิวอยู่ในช่วง 40-70 ซึ่งถือว่าต่ำจากไอคิวเฉลี่ยของคนปกติที่อยู่ระหว่าง 90-110 และด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า “อัจฉริยะออทิสติก


        ในปัจจุบันยังไม่มีทฤษฎีใดที่สามารถอธิบายถึงลักษณะพิเศษและขอบเขตความสามารถของซาวองส์ได้อย่างครบถ้วน และครอบคลุม

        แต่ก็มีทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนด้วยหลักฐานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คือ ทฤษฎีที่บอกว่า ซาวองส์เกิดจากการที่สมองซีกซ้ายได้รับความเสียหาย สมองซีกขวาจึงเข้ามาทำหน้าที่ทดแทน โดยจะสังเกตได้จากการที่ทักษะและความสามารถของซาวองส์ส่วนใหญ่นั้นมักเกี่ยวข้องกับสมองซีกขวา ซึ่งควบคุมในเรื่องของจินตนาการที่มีความหลากหลายเชื่อมต่อหลายมุม และไม่มีมิติสัมพันธ์ เช่น ศิลปะและดนตรี

 

 

 

        ส่วนทักษะที่ไม่ค่อยพบในกลุ่มคนที่เป็นซาวองส์นั้นจะเกี่ยวข้องกับสมองซีกซ้าย เช่น เรื่องความคิดในเชิงตรรกะและความคิดเชิงนามธรรม


        ในกลุ่มคนที่เป็นออทิสติกอาจมีซาวองส์อยู่ประมาณ 1 ใน 10 คน ส่วนกลุ่มคนที่มีปัญหาความผิดปกติทางพัฒนาการ เช่น ปัญญาอ่อน หรือ สมองพิการ ก็จะพบซาวองส์ 1 คน ใน 2,000 คน

        เนื่องจากกลุ่มคนที่เป็นออทิสติกมีน้อยกว่ากลุ่มคนที่มีปัญหาด้านพัฒนาการและปัญหาความพิการของสมองอยู่มาก

        ดังนั้นหากสุ่มคนที่เป็นซาวองส์มาจำนวนหนึ่ง ก็จะพบว่ามีคนที่เป็นโรคออทิสติกถึงครึ่งหนึ่ง นอกเหนือจากนี้ยังมีข้อมูลอื่นๆที่สอดคล้องกับแนวคิดนี้โดยการทดลองด้วย Computer Tomography (CT) และ Magnetic Resonance Imaging (MRI) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างภาพด้วยรังสี และสนามแม่เหล็ก ทำให้พบข้อบกพร่องในสมองซีกซ้ายของคนที่เป็นซาวองส์จำนวนหนึ่ง


        ซึ่งอาจเกิดจากความบกพร่องด้านพัฒนาการทางสมองของทารกขณะอยู่ในครรภ์มารดา เนื่องจากสมองซีกซ้ายนั้นมีการพัฒนาช้ากว่าสมองซีกขวา ดังนั้นสมองซีกซ้ายจึงมีความเสี่ยงต่อการถูกทำลายได้มากกว่า

        ส่วนในกรณีที่มักพบอาการซาวองส์ในเพศชาย มากกว่าเพศหญิง อาจมีสาเหตุมาจากการทีมีฮอร์โมนเพศชายหรือเทสโทสเทอโรนในระดับสูงมากจนเป็นพิษต่อประสาทและทำให้เซลล์ประสาทที่เกิดความเสียหายได้


        ความสามารถเฉพาะทางที่โดดเด่นมีอะไรบ้าง?


        จากการศึกษาในช่วงราว 1 ศตวรรษที่ผ่านมาพบว่า ความสามารถเฉพาะทางที่
โดดเด่นนี้อาจแบ่งได้เป็น 5 ลักษณะหลักๆ ได้แก่


        1.ฝีมือทางดนตรี :

 

 

 

        ตัวอย่างเด่นที่น่ารู้จัก ได้แก่ เลสลี่ เลมเก้ (Leslie Lemke) ซึ่งสามารถเล่นเปียโนเพลงคอนแชร์โตหมายเลข ๑ ของไชคอฟสกีได้อย่างไร้ที่ติ ตั้งแต่อายุ ๑๔ ปี

        การบรรเลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ฟังเพลงนี้เป็นครั้งแรก และทิ้งช่วงห่างหลังจากการฟังนั้นแล้วหลายชั่วโมง!

        ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ เลสลี่ เลมเก้ ตาบอดและเป็นอัมพาตสมองใหญ่ (cerebral palsy) นอกจากนี้เขายังสามารถแต่งเพลงได้อีกด้วย

 

        2.พรสวรรค์ทางศิลปะ :

 

 

 

        กรณีศึกษาที่ควรทราบ ได้แก่ หนูน้อยนาเดีย (Nadia) ซึ่งเป็นออทิสติกซาวัง เธอสามารถวาดภาพคนขี่ม้าจากความทรงจำ เมื่อมีอายุได้ราว ๓ ขวบ

        ภาพที่วาดนี้ไม่ใช่ภาพแบบที่เด็กๆ ทั่วไปวาด แต่มีสัดส่วนตามหลักสรีรวิทยาอย่างถูกต้อง แถมยังมีลักษณะความลึกแบบเพอร์สเปกทีฟอีกต่างหาก

        อย่างไรก็ดี นาเดียได้เข้าโรงเรียนพิเศษสำหรับเด็กออทิสติกเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาเมื่ออายุได้ ๗ ขวบ และสูญเสียความสามารถในการวาดภาพอย่างสวยงามนี้ไปเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น

        อีกคนหนึ่งที่ผมกล่าวถึงก็คือ อะลองโซ เคลมอนส์ (Alonzo Clemons)ซึ่งสามารถสร้างหุ่นจำลองรูปสัตว์จากขี้ผึ้งได้โดยการมองเพียงแวบเดียว หุ่นที่เขาสร้างขึ้นนี้เป็นแบบจำลอง ๓ มิติ ซึ่งมีรายละเอียด เช่น เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ถูกต้องอย่างหาที่ติแทบไม่ได้

 

        3.การคำนวณปฏิทิน (calendar calculating) :

        ทักษะนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะดูเหมือนว่าจะซ่อนอยู่ในคนที่มีอาการซาวังแทบทุกคน เช่น สามารถบอกวันในสัปดาห์ (ว่าเป็นวันจันทร์ อังคาร ฯลฯ)

        เมื่อระบุวันที่ ล่วงหน้าหรือย้อนหลังมาให้ หรือในกรณีของ "ฝาแฝดนักคำนวณ" (calculating twins) ซึ่ง โอลิเวอร์ แซกส์ (Oliver Sacks) ได้เล่าไว้ในหนังสือ A Man Who Mistook His Wife for a Hat นั้น อ้างว่าฝาแฝดคู่นี้สามารถคำนวณ วันล่วงหน้าหรือย้อนหลังได้ถึง 40,000 ปี

 

        4.การคำนวณแบบสายฟ้าแลบ (lightning calculation) :

        ซาวังบางคนสามารถคำนวณได้อย่างรวดเร็วมาก ตัวอย่างคำถามในตอนต้นที่ว่า

        "หากชายคนหนึ่งมีอายุ 70 ปี 17 วัน กับอีก 12 ชั่วโมง ถามว่าชายคนนี้มีอายุกี่วินาที ???"

       จากบันทึกของนายแพทย์เบนจามิน รัช (Benjamin Rush) "บิดาแห่งจิตเวชศาสตร์ของอเมริกา" ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๗๘๙ โดยคุณหมอได้เล่าไว้ว่าโทมัส ฟูลเลอร์ (Thomas Fuller) ซึ่งเป็นคนที่รู้คณิตศาสตร์เพียงแค่การนับ
 
        แต่สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างถูกต้องในเวลา 1 นาทีครึ่ง ความสามารถในลักษณะนี้ยังรวมถึงการระบุจำนวนเฉพาะ (prime number) โดยไม่มีความรู้ทางคณิตศาสตร์พื้นฐานอีกด้วย

 

        5.ทักษะด้านเครื่องยนต์กลไก หรือระยะทาง (mechanical or spatial skills) :

        ซาวังบางคนสามารถซ่อมแซม หรือประกอบเครื่องจักรกลที่มีชิ้นส่วนซับซ้อนได้

        บางคนก็มีความสามารถในการจดจำรายละเอียดของแผนที่ (เช่น เส้นทางต่างๆ)

        หรือบางคนก็สามารถกะระยะทางได้อย่างแม่นยำโดยการมองเท่านั้น (แต่มีไม่มากนัก)

        ความสามารถทั้ง ๕ กลุ่มที่ว่านี้เป็นแบบหลักๆ อย่างไรก็ตามยังมีซาวังบางคนที่มีทักษะแตกต่างออกไป เช่น บางคนมีประสาทสัมผัสที่ไวเป็นพิเศษ เช่น หูสามารถแยกเสียงที่แตกต่างกันเพียงน้อยนิดได้

        บางคนเป็นซินเนสทีเซียอีกด้วย (ซินเนสทีเซีย เป็นปรากฏการณ์ที่สิ่งเร้าประสาทสัมผัสหนึ่งให้ผลกับประสาทสัมผัสอื่น เช่น เห็นตัวเลขเป็นสี หรือฟังดนตรีแล้วรู้สึกถึงรสชาติ เป็นต้น - โปรดอ่านเรื่อง "ซินเนสทีเซีย"ใน สารคดี ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๘)


        บางคนก็เป็น "นาฬิกา" คือ สามารถรู้สึกได้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วอย่างแม่นยำ เป็นต้น

 


        คนที่เป็นซาวังเหล่านี้มีอะไรร่วมกันอีกไหม


        นอกจากที่ต้องมีความผิดปรกติทางพัฒนาการ?

 

        สังเกตดีๆ จะเห็นว่า ซาวังทุกคนจะมีความจำที่เป็นเลิศอย่างน่าพิศวง
 
        ซึ่งซาวังที่เก่งดนตรีจะสามารถจดจำรายละเอียดของเพลงทั้งเพลงได้จากการฟังเพียงครั้งเดียว

        ซาวังที่เก่งศิลปะจะสามารถจดจำรายละเอียดของรูปร่างและสัดส่วนต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ โดยหากเป็นการวาด มีผู้สังเกตพบว่าซาวังจะวาดรายละเอียดของแต่ละส่วนออกมาทีละส่วน มาต่อกันอย่างแนบเนียนภายหลัง (โดยไม่ต้องร่างภาพใหญ่ก่อน)

        ซาวังบางคนจดจำสภาวะลมฟ้าอากาศของแต่ละวันตลอดชีวิตของเขาได้อีกด้วย !

        ตัวอย่างซาวังที่มีความจำอันน่าพิศวง ได้แก่ คิม พีก (Kim Peek) ซึ่งสามารถจดจำข้อความในหนังสือกว่า 9,000 เล่มได้อย่างขึ้นใจ นอกจากนี้เขายังจำรหัสไปรษณีย์ หมายเลขของทางด่วน และข้อมูลเกี่ยวกับสถานีโทรทัศน์ในอเมริกาได้ทั้งหมด

        คิม พีก นี่เองที่เป็นแรงดลใจที่ทำให้เกิดตัวละครชื่อ เรย์มอนด์ แบ็บบิตต์(Raymond Babbitt) ซึ่งรับบทโดย ดัสติน ฮอฟฟ์แมน (Dustin Hoffman) ในภาพยนตร์เรื่อง Rain Man ในเรื่องนี้เรย์มอนด์ แบ็บบิตต์ เป็นออทิสติกซาวัง ซึ่งมีความจำเป็นเลิศและคำนวณได้แบบสายฟ้าแลบ


        Kim Peek เป็นซาวองส์ที่มีทักษะด้านความจำและ การคิดคำนวณ พรสวรรค์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่เขาอายุประมาณ 16-20 เดือน

        ในวัยเด็กพ่อแม่มักจะอ่านหนังสือให้เขาฟังพร้อมๆกับการจับนิ้วของเขาเลื่อนไปตามคำ ที่อ่านนั้น ทำให้เขาจำข้อความในหนังสือเหล่านั้นได้

        แม้จะเป็นการอ่านเพียงครั้งเดียวเขาสามารถจดจำเนื้อหาได้กว่า 98 % ความจำของเขาครอบคลุมไปถึงเรื่อง ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ กีฬา วรรณกรรม ดนตรีไปจนถึงประวัติของผู้มีชื่อเสียงด้านต่างๆ รวมไปถึงความสามารถในการคำนวณปฎิทิน


        ทุกวันนี้นอกจาก Peek จะใช้เวลาไปกับการอ่านและท่องจำหนังสือแล้ว เขายังเดินทางไปทั่วโลก เพื่อเผยแพร่ เรื่องราวของซาวองส์ให้คนทั่วไปได้รู้จักและเข้าใจ รวมทั้งมีทัศนคติ ที่ถูกต้องต่อพวกเขาและประกาศให้โลกได้รู้ว่าบางครั้งคำว่า “ไม่ปกติ” ก็ไม่อาจหยุดยั้งความเป็นอัจฉริยะของคนเราได้

 

 


        มีทฤษฎีอธิบายกลุ่มอาการซาวังไหม?

        ในปัจจุบันยังไม่มีทฤษฎีหนึ่งทฤษฎีใดที่สามารถอธิบายกลุ่มอาการซาวัง และความสามารถพิเศษของคนที่เป็นซาวังได้อย่างครอบคลุมและครบถ้วน

        แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนด้วยหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลุ่มอาการซาวังเกิดจากการที่สมองซีกซ้ายได้รับความเสียหาย โดยสมองซีกขวาได้เข้ามาทำหน้าที่ทดแทน (left brain damage injury with right brain compensation)

        แม้ว่าการอธิบายโดยแยกสมองออกเป็น ๒ ซีกนี้จะฟังดูง่ายเกินไปสักหน่อยแต่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ก็คือ

        ทักษะและความสามารถของซาวังส่วนใหญ่นั้นเกี่ยวข้องกับสมองซีกขวา และทักษะที่ไม่มี (หรือไม่ค่อยพบ) ในกลุ่มคนที่เป็นซาวังนั้นเกี่ยวข้องกับสมองซีกซ้าย (เช่น ความคิดเชิงตรรกะ และความคิดเชิงนามธรรม)
 
        ข้อมูลจากเครื่องมือไฮเทคสมัยใหม่ เช่น CT (Computer Tomography) และMRI (Magnetic Resonance Imaging) ก็สนับสนุนแนวคิดนี้ เนื่องจากพบข้อบกพร่องในสมองซีกซ้ายของคนที่เป็นซาวังจำนวนหนึ่ง

        นอกจากนี้ยังพบอีกด้วยว่า อัตราส่วนของผู้ชายต่อผู้หญิงที่เป็นซาวังมีค่าประมาณ๖:๑ ซึ่งไปกันได้กับการค้นพบที่ว่า

        ในระหว่างพัฒนาการของทารกในครรภ์นั้นสมองซีกซ้าย (ของทั้งชายและหญิง) จะพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ช้ากว่าสมองซีกขวาเสมอ

        ดังนั้นสมองซีกซ้ายจึงมีความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆมากกว่าสมองซีกขวา ในกรณีของซาวังนี้มีการเสนอว่า อาจเกิดจากฮอร์โมนเพศชายคือ เทสทอสเทอโรนที่ไหลเวียนอยู่ทำให้เซลล์ประสาทเกิดความเสียหาย (testosterone poisoning)

        โดยในกรณีของทารกเพศชายฮอร์โมนนี้จะพุ่งขึ้นสูงและอาจถึงระดับที่เป็นพิษต่อประสาทได้ ซึ่งก็คือผู้ชายมีความเสี่ยงที่จะมีสมองซีกซ้ายเสียหายมากกว่าผู้หญิง

        น่าสนใจว่า ไม่เพียงแต่ผู้ชายจะมีโอกาสแสดงอาการซาวังมากกว่าผู้หญิงเท่านั้น

        แต่สถิติในลักษณะเดียวกันนี้ยังพบในกลุ่มอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลางทำหน้าที่ผิดปรกติ (central nervous system dysfuncion) ด้วย เช่น

 

        ภาวะเสียการอ่านรู้ความ (dyslexia)


        การพูดติดอ่าง (stuttering)


        ภาวะทำงานมากเกิน (hyperactivity)


        และออทิซึม (autism) เป็นต้น


        มีแนวคิดสนุกๆ อีกอย่างหนึ่งที่น่ารู้ไว้จากนักวิจัยบางท่าน เช่น อัลแลน สไนเดอร์ (Allan Snyder)

        ซึ่งเชื่อว่า ในตัวคนเราทุกคนนี้อาจจะมีความสามารถแบบซาวังซุกซ่อนอยู่แล้ว (ฝรั่งเล่นคำโดยเรียกว่า "A Little Rain Man in Us All")

        เพราะเคยมีกรณีที่ผู้ป่วยรายหนึ่ง คือ ออร์แลนโด เซอร์เรลล์ (Orlando Serrell) โดนลูกเบสบอลกระแทก ศีรษะเมื่อตอนอายุได้ 10 ขวบ หลังจากนั้นราว 2 - 3 เดือน เขาก็เริ่มท่องบ่นเลขทะเบียนรถยนต์ เนื้อเพลง รวมทั้งคำพยากรณ์อากาศต่างๆ ออกมาไม่ขาดปาก

        แนวคิด "A Little Rain Man in Us All" ซึ่งทำให้บางคนคิดฝันไปไกลว่าถ้าเราสามารถคิดค้นวิธีการที่ปลอดภัย (โดยไม่ใช่เอาอะไรมากระแทกศีรษะ) ที่จะกระตุ้นความสามารถแบบซาวังออกมาใช้งานเฉพาะในเวลาที่ต้องการ

 

        น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง วันใดหากเรื่องนี้เกิดเป็นจริงขึ้นมา ก็คงจะกลายเป็นข่าวใหญ่เป็นแน่แท้

 

        เท่าที่พิจารณาข้อมูลของ "ซาวัง"

 

        พวกเขาน่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรอบข้างได้ดีทีเดียว

 

 

 

 


Credit: www.dek-d.com
Credit(เพิ่มเติม):

        http://popoling.exteen.com/20070125/savant-3/page/1#lastcomment
        http://popoling.exteen.com/20070124/savant-2
        http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?aid=32420
        http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=32420&page=3