หากเอ่ยถึงตำนานนอร์ส (Norse mythology) ผู้อ่านหลายท่านอาจจะตั้งคำถามในใจว่า “มันคือตำนานอะไรกันแน่??” และ “นอร์ส คืออะไร??” ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเราคุ้นเคยกับตำนานเทพนิยายกรีก ซึ่งมีมาให้เสพกันไม่ได้ขาด โดยเฉพาะเมื่อปีที่แล้วมาในรูปแบบภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ Clash of The Titans สงครามมหาเทพประจัญบาน ซึ่งลงโรงเมื่อต้นปีที่แล้วนั่นเอง


        จะว่าไปแล้วตำนานไวกิ้งโบราณผูกเรื่องราวได้สนุก น่าติดตามเสียยิ่งกว่านิยาย เรื่องสั้น และนิทานเล่มไหนๆ เสียอีก จนถูกนำมาสร้างเป็นแร็คนาร็อก (Raknarok) เกมออนไลน์อันโดงดังมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน


        ส่วนเทพเจ้าของตำนานบทนี้ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดย่อมต้องเป็น “ธอร์” เทพเจ้าแห่งสายฟ้า บุตรแห่งมหาเทพโอดิน โดยมีฆ้อนมโยลนีร์ (Mjolnir) เป็นอาวุธประจำกาย สังหารยักษ์น้ำแข็ง ซึ่งเป็นคู่อริ ชนิดฆ่าล้างโคตรมาแล้วหลายตน ส่วนหนึ่งในเรื่องราวของเทพเจ้าองค์นี้จึงถูกนำมาดัดแปลงเป็นการ์ตูนของค่ายมาร์เวล คอมมิค (Marvel Comics) ก่อนที่จะมาประกาศความอหังการบนแผ่นฟิล์มอยู่ ณ เวลานี้


        Thor ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า เป็นหนังจากค่ายยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ (UIP) ซึ่งถือเป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ เคนเนธ บรานาห์ ที่ผันตัวจากนักแสดงจากบท ดร.เลส ใน Wild Wild West คู่พิทักษ์ปราบอสูรเจ้าโลก (2542) กับบทกิลเดอรอย ล็อคฮาร์ต ในHarry Potter and the Chamber of Secrets แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ (2545) และรับบทนายทหารเยอรมันใน Valkyrie ยุทธการดับจอมอหังการ์อินทรีเหล็ก (2552)


        เรื่องราวของเทพองค์นี้ทั้งในการ์ตูนและบนแผ่นฟิล์ม ย่อมแตกต่างจากตำนานของชาวไวกิ้งอย่างสิ้นเชิง ความน่าเกรงขามเยี่ยงเทพเจ้าลดลงไปจากตำนานอักโข แต่ทดแทนด้วยภาพลักษณ์ซูเปอร์ฮีโร่ เฉกเช่นเดียวกับ ไอ้แมงมุม (Spider-Man) กัปตันอเมริกา (Captain America) และไอรอนแมน (Iron Man) ตัวการ์ตูนจากค่ายเดียวกันนั่นแหละ


        โดยส่วนตัวแล้ว... ผมคิดว่า ตำนานเทพเจ้าแห่งสายฟ้า ฉบับออริจินอล สนุกและน่าติดตามมากกว่าเวอร์ชั่นดัดแปลงอยู่จมหูเลยล่ะ... ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ การผูกโยงเรื่องของธอร์ฉบับดัดแปลง ค่อนข้างดูประดักประเดิด ไม่เป็นธรรมชาติ และรายละเอียดปลีกย่อย อย่างเช่นโลกทั้งเก้า โดยมีโลกของเอลฟ์และคนแคระรวมอยู่ด้วย ซึ่งตัวละครทั้งสองพวก จัดว่าเป็นตัวสร้างสีสันท้องเรื่องตำนานนอร์สอย่างดีเลยล่ะ


        ตามท้องเรื่อง Thor ฉบับภาพยนตร์ ค่อนข้างจะเกริ่นนำเยิ่นเย้อไปนิด ส่วนหนึ่งก็อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้น ซึ่งเราๆ ท่านๆ ไม่คุ้นเคยกับตำนานนอร์สนัก ตามท้องเรื่องฉบับจอเงินก็มีอยู่ว่า... พลพรรคยักษ์น้ำแข็งหมายจะยึดครองโลก แปรสภาพโลกทั้งใบให้เป็นน้ำแข็งเหมือนกับยุคก่อนประวัติศาสตร์


        เหล่ายักษ์น้ำแข็งกำลังจะทำสำเร็จอยู่แล้วเชียว แต่โอดิน (แอนโธนี่ ฮอปกิ้นส์) มหาเทพแห่งแอสการ์ดยกกองทัพเข้ามาขัดขวาง จนกองทัพยักษ์น้ำแข็งต้องถอยร่นไปที่โยตันไฮล์ม (Jotunheim) ซึ่งเป็นถิ่นของยักษ์น้ำแข็งนั่นเอง


        ต่อมาธอร์ (คริส เฮมส์เวิร์ธ) เทพแห่งสายฟ้า บุตรแห่งโอดินก็คันไม้คันมืออยากลองของ ยกพวกเทพอีก 4 องค์บุกถิ่นยักษ์น้ำแข็ง หมายจะกำจัดเสียให้สิ้นเผ่าพันธุ์ แต่กำลังของยักษ์น้ำแข็ง มีมากมายและแข็งแกร่งเกินกว่าที่เทพเพียง 5 องค์จะรับมือได้


        ขณะที่สถานการณ์กำลังคับขัน ธอร์และพวกถูกศัตรูกระชับพื้นที่ บีบวงแคบเข้ามาเรื่อยๆ นั้นเอง มหาเทพโอดินก็เข้ามาช่วยอย่างทันท่วงที ก่อนที่เทพทั้ง 5 องค์จะถูกพวกยักษ์น้ำแข็งรุมกินโต๊ะ


       ลูกท่านเข้ามารุกรานในถิ่นของข้า.... นี่ถือว่าพวกท่านเป็นฝ่ายประกาศสงคราม.... พวกข้าจะไม่เจรจาอะไรกับพวกท่านทั้งนั้น..... และสงครามมันจะต้องเกิด.... จำเอาไว้ หัวหน้ายักษ์น้ำแข็งคำรามอย่างดุดัน (จะว่าไปประโยคนี้ดูคุ้นๆ ชอบกลแฮะ)


        มหาเทพโอดินจึงแก้ไขสถานการณ์ก่อนที่สงครามระหว่างเทพกับยักษ์จะระเบิดขึ้นตามคำขู่ โดยลงโทษธอร์ตัวต้นเหตุขับไล่ลงมายังโลกมนุษย์ แถมยังริบฆ้อนวิเศษ พร้อมพลังแห่งเทพอีกด้วย ถึงแม้จะเป็นเทพแต่ก็หาได้มีสภาพต่างอันใดกับมนุษย์


        ณ โลกมนุษย์ เจน ฟอสเตอร์ (นาตาลี พอร์ตแมน) นักวิทยาศาสตร์สาวสวย เป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่มีอิทธิพลต่อเทพตกสวรรค์องค์นี้อย่างมากมาย ซึ่งสามารถทำให้เทพองค์นี้ใจเย็น และสุขุมรอบคอบมากขึ้น แต่ไม่วาย โลกิ (ทอม ฮิลเดิลสตัน – คนละคนกับนักฟุตบอลสโมสรท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส) น้องชายจอมเจ้าเลห์ ก็ส่งอสูรตามมาสังหาร หมายจะกำจัดเสี้ยนหนาม เพื่อแผ้วถางทางขึ้นสู่อำนาจปกครองเหล่าทวยเทพแอสการ์ดต่อไป


        นอกจากเรื่องราวจะผิดเพี้ยนไปจากตำนานแล้ว คาแร็กเตอร์ตัวละครหลายตัวก็ค่อนข้างจะแตกต่างจากตำนานไปไกลโขพอสมควรเช่นกัน โดยเฉพาะโลกิ ถึงแม้จะถูกมอบบทตัวร้ายเช่นกัน แต่ในฉบับภาพยนตร์ดูค่อนข้างเงียบขรึมไปนิด แถมบทบาทของโลกิเวอร์ชั่นนี้ดูค่อนข้างจืดชืด ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร ขณะที่ในตำนานนอร์สถือว่าเป็นตัวหลักของเรื่อง ซึ่งมีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอันแสนเจ้าเล่ห์เป็นเอกลักษณ์ และมักจะคอยป่วนก๊วนเทพตั้งแต่ต้นเรื่อง จนเป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามแร็คนาร็อกในท้ายที่สุด


        ด้วยเหตุฉะนี้ ความสนุกของหนังเรื่องนี้ค่อยๆ ลดทอนลงไปจากต้นเรื่องเยอะเลยทีเดียวเชียว อีกทั้งสเปเชียลเอฟเฟค และฉากก็ยังไม่ถือว่าโดดเด่นกว่าหนังแนวๆ นี้ ในเรื่องอื่นๆ อีกเช่นกัน แถมการเดินเรื่องบางช่วงก็ชวนให้ง่วงหงาวหาวนอนซะอีกแน่ะ


        “คร่อกกกกก..... ฟรี้”


        รายนั้นน่ะเค้านั่งอยู่ข้างหลังผมเอง พี่แกก็หลับสนิท นิทราไปตั้งแต่ช่วงตัวอย่างหนังจบเรื่องเลยล่ะ จะว่าไปแล้ว การแสดงของนักแสดงดูเป็นธรรมชาติ และลื่นไหล ถึงแม้ว่าชื่อของนักแสดงส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้จะไม่ค่อยคุ้นหูก็เถอะ


        อย่างไรก็ตาม บทบาทของเทพเจ้าซูเปอร์ฮีโร่ยังไม่จบลงแต่เพียงเท่านี้ และก็ยังมี Thor : The Adventures ตามมาติดๆ อีกไม่นานนับจากนี้

 

ดินสอ 2B
-----------

Comment

Comment:

Tweet

ในส่วนตัวผมว่าใช้ได้นะเรื่องนี้ แล้วคนส่วนมากก็ชอบด้วย ในเว็ป IMDB ถึงได้คะแนน 7 กว่าๆ ถ้าอิงตำนานมากแล้วมันจะเข้ากับทีม Avengers ที่กำสร้างต่อได้ยังงัยหล่ะครับ มันก็ต้องดัดแปลงมากอยู่แล้ว บทบาทของโลกิก็พอสมควรแล้วนะ มากกว่านี้สงสัยต้องเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น โลกิ แทน ทอร์ซะหล่ะมั้ง

#3 By x-men (223.206.223.69) on 2011-09-11 01:11

Great web site! Let me pay out much more awareness in your weblog,many thanks.

#2 By Wholesale Air Jordan (119.205.61.151) on 2011-07-18 10:03

เค้าเก็บไว้ไปมันส์ในภาคต่อ sad smile

#1 By utopui on 2011-05-04 20:39