บทที่ ๒๐ ความสามัคคี

posted on 04 Jun 2010 22:44 by autis-mann in 2B-Story

 

 

 

        ในช่วงที่ผมเรียนชั้นประถม ผมชอบอ่านหนังสือมากเลยล่ะ โดยเฉพาะหนังสือการ์ตูน อย่างที่ผมเขียนในบทความ “เมื่อผมเป็นออทิสติก” หนังสือเรียนผมจึงไม่ใคร่จะใส่ใจนัก นอกจาก “หนังสือเรียนภาษาไทย” ซึ่งยังร้อยเรียงเรื่องราวของตัวละคร มานี มานะ ปิติ ชูใจ เป็นตัวชูโรงของแบบเรียนวิชานี้นั่นเอง

        ด้วยความที่อ่านหลายรอบ ผมจึงจดจำเรื่องราวที่แฝงแนวคิด คติเตือนใจที่แทรกอยู่ในหนังสืออย่างแม่นยำเลยล่ะ แต่มานึกดูอีกที เนื้อหาบางส่วนของแบบเรียนช่างคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในประเทศหนึงของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ซะเหลือเกิน ผมจึงเลือกเนื้อหาจากหนังสือภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เทอม ๒ บทที่ ๒๐ เรื่อง ความสามัคคี ตั้งแต่หน้า ๑๒๘ – ๑๓๗ มาเล่าผ่านตัวอักษรกัน

เรื่องก็มีอยู่ว่า....

        นักเรียนชั้น ป.๕/๑ ทะเลาะกับนักเรียนชั้น ป.๕/๒ เนื่องจากแปลงเกษตรของชั้น ป.๕/๑ เสียหายย่อยยับ  ด้วยความเข้าใจว่าเป็นฝีมือของนักเรียนชั้น ป.๕/๒ ซึ่งมีแปลงอยู่ติดกันด้วยความ พวกเขาจึงกล่าวโทษชั้น ป.๕/๒ ด้วยโกรธแค้น และนักเรียนทั้งสองห้องก็ทะเลาะวิวาทกัน ปิติ หัวหน้าชั้นและครูประจำชั้นเรียนจึงพยายามใกล่เกลี่ย แต่ก็ไม่เป็นผล บรรดานักเรียนชั้น ป.๕/๑ ต่างไม่ยอมลดราวาศอกลงง่ายๆ และลุกลามไปถึงการไม่แสดงความเคารพต่อครูประจำชั้น ป.๕/๒ เหมือนอย่างเคย

        เมื่อครูใหญ่ทราบเรื่อง เขาจึงเรียกนักเรียนชั้น ป.๕ ทั้งสองห้องมาประชุม พร้อมกล่าวโอวาทเตือนสติว่า....

        “เมื่อเรายังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุก็อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ เพราะความเข้าใจผิดทำให้เกิดความแตกสามัคคี การแตกความสามัคคีเป็นการทำลายพลังของหมู่คณะ เราเคยทำงานสิ่งใดสำเร็จ ถ้าขาดความสามัคคีเสียแล้วก็จะทำงานสิ่งนั้นไม่สำเร็จ ถ้าแตกความสามัคคีกันมากเข้าบ้านเมืองก็จะระส่ำระสาย เป็นโอกาสให้แก่ศัตรูผู้คิดร้าย....”

        จากนั้นครูใหญ่ก็เล่าเรื่องราวกษัตริย์ลิจฉวีประกอบให้เห็นภาพพอสังเขป

        กษัตริย์ลิจฉวี แห่งแคว้นวัชชี เป็นกษัตริย์ปกครอง ๖ พระองค์ กษัตริย์แต่ละพระองค์ต่างไม่ขึ้นตรงต่อกัน แต่ทว่าด้วยความที่มีแคว้นมคธ ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาอำนาจในยุคพุทธกาลอยู่ติดกัน  เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีจึงต้องปรองดองกันโดยมิต้องใช้โร้ดแมป หากแต่ตั้งอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ อันได้แก่ ธรรมมะที่นำมาซึ่งความเจริญอย่างมั่นคง มิได้มีความร้าวรานกัน จะทำสิ่งใดก็ทำด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง ไม่เกี่ยงงอน ไม่ถือเขาถือเรา ซึ่งสามารถป้องกันการรุกรานของแว่นแคว้นเพื่อนบ้านได้อย่างชะงัดดีนักแล

        ทางด้านฝ่ายพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ มีพระประสงค์จะปราบปรามแคว้นวัชชีให้อยู่ในอำนาจยิ่งนัก จึงใช้แผนแบบเดียวกับจิวยี่โบยอุยกาย ในศึกเผาทัพเรือโจโฉจากสามก๊ก โดยพระเจ้าอชาตศัตรูแสร้งเล่นละคร ตีบทแตกด้วยการสั่งโบยวัสสการพราหมณ์ ในข้อหาคัดค้านการยุบสภา!! เอ๊ย..  คัดค้านการยกทัพปราบกษัตริย์ลิจฉวี เมื่อโบยเสร็จก็ยังจับอำมาตย์คู่ใจโกนหัวประจานต่ออีก แล้วขับไล่ออกไปจากกรุงราชคฤห์

        หลังจากไปตามแผนการขั้นแรกดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย วัสสการพราหมณ์โซซัดโซเซพเนจรยังแคว้นวัชชี ด้วยความไว้พระทัยในความสามารถและคุณวุฒิ ประกอบเข้ากับหลักฐานบนร่างกาย กษัตริย์ลิจฉวีจึงโปรดให้รับประทานตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ควบเก้าอี้พระอาจารย์พระราชกุมารของกษัตริย์ลิจฉวีอีกด้วย

         วัสสการพราหมณ์จึงดำเนินแผน ลับ ลวง พรางขั้นต่อไป โดยกระทำตัวเปรียบเสมือน “บ่าง” ยุแหย่พระราชกุมารทั้งหลายให้พิโรธโกรธเคืองกัน จากนั้นก็ลุกลามไปถึงพระราชบิดา พระราชมารดาในเวลาไม่นานนัก กษัตริย์ลิจฉวีทั้ง ๖ ต่างทรงขัดแย้ง แตกแยกซึ่งกันและกัน และดูเหมือนว่าพวกเขานำบรรยากาศปรองดองใช้ไปจนหมดโควต้าเสียแล้ว

        และแล้ว.... พระเจ้าอชาตศัตรูก็เขมือบแคว้นวัชชีได้อย่างสะดวกคล่องคอยิ่งนัก โดยใช้เวลาดำเนินการเพียงแค่ ๓ ปีเท่านั้นเอง

        ส่วนเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างนักเรียนชั้น ป.๕ ทั้งสองห้อง ผมก็ไม่ขอเล่าต่อแล้วกัน เมื่อมองย้อนเรื่องราวในสมัยพุทธกาลแล้ว ให้นึกสังเวชใจยิ่งนักที่ยังมีผู้กระทำเยี่ยงเดียวกับวัสสการพราหมณ์ ซึ่งหาใช่คนด้าวท้าวต่างแดนดังเช่นเรื่องราวข้างต้น

        แต่กลับเป็น “คนในบ้าน” ที่ถือกำเนิดและเติบโตบนผืนแผ่นดินขวานทองเล่มนี้นั่นเอง

 

ดินสอ 2B
---------