การสัมผัสสวมกอด จัดเป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะ คนรักที่มีต่อกัน และแม่ที่มีต่อลูก.... ดังที่เราเห็นกันจนชินตาในภาพยนตร์หรือละคร


         เฉพาะกรณี.... จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม เด็กออทิสติกจะชอบอยู่ตามลำพัง ไม่สุงสิงกับใคร และชอบความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง กิริยาที่ผมแสดงออกมักจะเฉยเมยมากกว่า แต่กับเด็กบางคนอาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง บางคนอาจจะมีบ้างที่ผลักไสแม่ของตนเอง หรือกรีดร้องโวยวาย เมื่อพ่อแม่ของตนเองเข้ามาสวมกอด ซึ่งผมเห็นเด็กธรรมดาบางคนก็มีกิริยาอาการลักษณะนี้เช่นกัน (เมื่อไม่ได้ดั่งใจขึ้นมา) เพราะเขาไม่สามารถสัมผัสความรู้สึกผ่านกิริยาท่าทางของแม่ตนเองได้


        ถ้าหากเขาไม่มีคนให้ความสนใจ หรือใส่ใจ โดยเฉพาะผู้ปกครองของเขา ความรู้สึกลึกๆ ก็เป็นดังเช่นมนุษย์ปุถุชนดังเราๆ นั่นแหละ เนื้อแท้แล้วพวกเขาต้องการความรักความอบอุ่นมากกว่าใครๆ ด้วยซ้ำ


        มีอยู่ครั้งหนึ่ง... พ่อกับแม่ไม่อยู่บ้าน..... ภายนอกผมอาจจะไม่สนใจอะไร แต่ก็สงสัยอยู่ลึกๆ แล้วล่ะว่า....


        “พ่อแม่ไปไหนเนี่ย???”


        “ทำไมถึงไม่อยู่บ้าน???”


        แต่ก็ไม่เคยไปถามอาม่าอากงที่อยู่บ้านด้วย  แต่ผมก็ไม่เคยพูดกับท่านสักหน อย่าว่าแต่จะเอ่ยปากถามสักคำเลย และอาม่ามักจะนำผมนอนในเปล ไกว พร้อมกับร้องเพลง


         “มัก...มีมี..... จ่อปวยกี.....”


        เป็นเพลงกล่อมเด็กของแต้จิ๋ว..... คำแปลผมก็จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่ามีคำหนึ่งที่แปลว่า “เครื่องบิน” เท่านั้นเอง


        อ้อ... ผมขอเพิ่มเติมอีกเรื่องนึง เป็นส่วนที่ผมไม่เคยเขียนลงใน “เมื่อผมเป็นออทิสติก” ระหว่างไปเที่ยวกับพ่อและแม่ในสวนสนุก หรือสวนสัตว์นี่แหละ หากทั้งสองท่านเผลอ ไม่รู้สิ่งใดมาดลใจ ผมเดินแยกออกไปเรื่อยเปื่อย ทีนี้ ทั้งพ่อและแม่ตามหากันให้ควั่ก เมื่อเจอตัว ท่านมักพูดประโยคหนึ่งอยู่เสมอ


        “ถ้ายังทำหยั่งงี้อีก... ทีหลังจะไม่พามาอีกแล้ว....”


        แต่จนแล้วจนรอด ท่านก็พาผมมาเที่ยวอยู่ดีนั่นแหละ แถมรู้สึกว่าจะบ่อยด้วย แต่ครั้งต่อมาไม่เหมือนกับครั้งก่อน แม่จับมือผมไว้ตลอด


        การจินตาการให้ตนเองเป็นคนอื่นเหมือนกับเด็กทั่วไป... ข้อนี้ผมอาจเห็นคล้อยตามด้วยนิดหน่อย  ตามปกติแล้วเด็กมักจะจินตนาการวาดภาพตนเองเป็นฮีโร่  เป็นพระเอกอย่างในหนังแอ็คชั่น หรือการ์ตูน แต่ช่วงที่ผมดูหนังจีนกำลังภายในชอลิ้วเฮียง หรือกระบี่ไร้เทียมทาน เมื่อหนังจบลง ผมมักจะนึกถึงฉากที่เพิ่งจบมาหมาดๆ พยายามนึกเก็บรายละเอียดจากตรงจุดนั้น และนึกถึงฉากที่จะเกิดขึ้นต่อจากนั้นมากกว่า... บางคราวอาจจะฝันถึงด้วยซ้ำไป


        หากจินตนาการให้ตนเองเป็นดังเช่น ฮีโร่... มีพลังวิเศษทั้งหลายแหล่.... เป็นช่วงที่ผมเข้าเรียน ซึ่งเป็นช่วงที่ผมเริ่มซึมซับความรู้สึกนึกคิดจากคนอื่นๆ.... โดยเฉพาะ..... เพื่อนคนแรกสุดที่ยอมคบกับผมในระดับชั้นประถม


        ช่วงแรกที่ผมไปโรงเรียนในระดับชั้นอนุบาล... ผมบอกตามตรงเลยว่ากลัวหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่รู้สึกคุ้นเคย.... ทั้งสภาพแวดล้อม.... และที่สำคัญที่สุดก็คือ.... เด็กมากหน้าหลายตาที่จะมาอยู่ร่วมกันเกือบตลอดทั้งวัน..... ตรงจุดนี้ผมอาจจะเหมือนกับเด็กทั่วไป


        ทว่า.... ความแตกต่างทางพฤติกรรมระหว่างผมกับเด็กทั่วๆไปย่อมมีให้เห็นอยู่แล้ว และจะออกไปในแนวฮาร์ดคอร์เสียด้วยซ้ำ


        ผมมักจะก่อคดีอะไรต่อมิอะไรไว้ทั้งหลายแหล่ ทั้งไม่ยอมเข้าไปอุจจาระในส้วม.... ส่งเสียงดังแข่งกับครูขณะที่กำลังสอน.... โวยวายอย่างไม่มีเหตุผล.... ไม่ยอมเล่นกับเพื่อน.... ไม่ยอมทานอาหารกลางวันที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้..... และที่หนักที่สุด คือ ไม่ยอมนอนในช่วงบ่าย ที่เด็กทุกคนต่างก็ต้องนอนกัน แถมยังชอบตะโกนโหวกเหวกอยู่คนเดียวซะด้วยสิ


        ผมเริ่มรับรู้ความรู้สึกเอือมระอาผ่านรังสีจากสายตาของบรรดาครูและนักเรียนคนอื่นๆ


        แต่ผมเองก็นึกไม่ออกเหมือนกัน... ว่าหยุดพฤติกรรมแบบนั้นแบบเด็ดขาดตอนไหน... รู้แต่ว่านับจากนั้นแม่ฝึกเข้มกับผมขึ้นเรื่อยๆ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ โปรดคลิกอ่านต่อในบทความ เมื่อผมเป็นออทิสติกก็แล้วกัน

 

        ช่วงที่อยู่ในโรงเรียน ผมก็รู้สึกโดดเดี่ยวอยู่แล้วล่ะ.... ไม่มีใครกล้ามาคุยด้วย แต่มีครูบางท่านพยายามชวนผมพูดคุย และผมเองก็หาได้ใส่ใจ เพราะรู้อยู่แล้วถึงพูดไปสักประโยค พวกเขาก็ “ฟังไม่รู้เรื่อง” อยู่ดี


        ปัญหาเรื่องการสื่อสารกับคนอื่นของผม ช่วงนั้นเข้าขั้นอยู่ในระดับ “วาระแห่งชาติ” เลยทีเดียวเชียว แล้วแม่ก็ต้องมาเหนื่อยอีกตามเคย


        จวบจนกระทั่งผมเรียนชั้นประถม.... ผมกลับเริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมไปอีกขั้น และเด็กนักเรียนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ความตื่นกลัวจากหนแรกมลายหายไป.... แต่ผมก็ไม่ได้สนใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่นอยู่ดี.... และมีเด็กชายร่างเล็กคนหนึ่งมาทักทายผม....


        “เราชื่อกาเซ็มนะ... นายล่ะ”

        “คนชื่ออะไรฟระ!!... ประหลาดชะมัด”

        หลายคนอาจจะคิดอย่างนี้.... สำหรับผมในช่วงนั้นก็ยังมิใส่ใจอยู่ดี.... มานึกดูในภายหลัง ผมน่าจะฟังชื่อเขาผิดมากกว่า  เอ่อ.... อีกอย่างเขาก็มาจากคนละโรงเรียนในระดับชั้นอนุบาลด้วย


        กาเซ็มก็ชักชวนผมพูดคุยสัพเพเหระไปเรื่อย.... แรกสุดผมก็ไม่ได้ใส่ใจ..... ด้วยความที่เขามีมนุษยสัมพันธ์ ชอบเข้าหาคน.... ตรงจุดนี้แหละที่นับว่าเป็นเสน่ห์อย่างน่าประหลาด.... จนทำให้ผมเกิดความสนใจ..... เขาก็พูดไปเรื่อยเปื่อย..... ผมสังเกตุลักษณะการพูด การใช้ภาษาของเขา....  และนึกถึงคำสอนของแม่ที่ฝังแน่นอยู่ในหัว..... ลองพูดคุยตอบโต้.... ซึ่งทำให้ผมรู้สึกมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม


        เรื่องราวของหนัง.... ละคร.... ซูเปอร์ฮีโร่….. ในอนาคตอยากทำอาชีพนั้น.... อาชีพนี้..... และแรงบันดาลใจจากตัวละคร...... ล้วนพรั่งพรูออกมาจากปากของเพื่อนคนนี้ แล้วมาลงท้ายด้วยคำถามหนึ่ง


        “แล้วนายล่ะ.... อยากเป็นอะไร???”


        เป็นคำถามที่ตอบยากมากเลยล่ะ.... เพราะในหัวของผมก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องจำพวกนั้นอยู่แล้วแม้แต่นิดเดียว..... ช่วงนั้นผมไม่ได้เอ่ยตอบ.... แต่ตอนที่เรียนอยู่ชั้น ป.2 ครูก็มาถามคำถามแบบเดียวกันนี้.... คำตอบที่ได้ก็คือ...


        “ผมอยากเป็นตำรวจคับ”


        ผมตอบด้วยน้ำเสียงแบบไม่มั่นใจเท่าใหร่..... เรื่องนี้ผมยังคิดด้วยตัวเองไม่เป็นเหมือนเดิม.... คำตอบก็ย้า ~ ง ไปลอกแบบมาจากเพื่อนที่ตอบไปก่อนหน้านี้อยู่ดี ซึ่งผมมีความรู้แบบเด็กๆ เพียงแค่.... ตำรวจมีหน้าที่จับผู้ร้ายเท่านั้นเอง


        แต่ผมก็ยังไม่เคยเห็นเด็กคนไหนตอบว่า.... “อยากเป็นผู้ร้าย” เลยสักคน


        กาเซ็มก็ยังแนะนำให้ผมรู้จักกับคนอื่นๆ แต่ก็ยังไม่สนิทใจเท่าใดนัก.... อย่างน้อยๆ ผมก็เริ่มรู้จักไปเล่น พูดคุยกับคนอื่นๆ อยู่บ้าง แม้ส่วนใหญ่จะชอบอยู่ตามลำพัง เดินจกดินเหนียวจากบ่อน้ำด้านหลังอาคารเรียนมานั่งปั้นการ์ตูนไปเรื่อยเปื่อยก็เถอะ


        ในที่สุด กาเซ็มก็ย้ายออกไปเรียนที่อื่นในอีกไม่กี่วันต่อมา.... ส่วนผมก็ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับคนอื่นๆ ตามยถากรรมต่อไป


        สำหรับ การเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกผู้อื่นของเด็กออทิสติก.... หากเป็นในช่วงก่อนที่แม่จะปรับพฤติกรรมอย่างเข้มข้น.... ผมยอมรับเลยว่าจะเข้าใจความรู้สึกของตนเองเพียงอย่างเดียว เรียกง่ายๆ ว่า “เอาแต่ใจตัวเอง” นั่นแหละ คนอื่นจะรู้สึกแบบไหน ยังไง หาได้ใส่ใจอีกเช่นเคย แต่สามารถรับรู้ เข้าใจ และเรียนรู้เรื่องอารมณ์ของบุคคลอื่นเหมือนกับคนอื่นๆ เช่นกัน เพียงแต่ไม่เคยแสดงออกเท่านั้นเอง


         หลายท่านอาจจะตัดสินจากลักษณะท่าทางของพวกเขา.... จึงมิอาจประเมินศักยภาพและสิ่งที่อยู่ภายในของเขาได้อย่างเที่ยงตรง.... โดยเฉพาะ สิ่งที่อยู่ภายในใจของพวกเขา


        หากผู้บำบัดไม่ยึดติดมาตรฐานเฉพาะตน.... แล้วเปิดใจยอมรับพวกเขาอย่างแท้จริง..... และใช้ความพยายามทั้งแรงกาย แรงใจ รวมถึงระยะเวลา (ค่อนข้างนานพอดู) ในการบำบัดอาการ


        พวกเขาจึงสามารถใช้ชีวิตเฉกเช่นปุถุชนทั่วไป อันเป็นเป้าหมายสูงสุดอย่างแน่นอน

 

*************

 

 

Comment

Comment:

Tweet

เป็นครูการศึกษาพิเศษระดับมัธยม ปี้นี้เพิ่งได้รู้จักและเรียนรู้กับน้องออ(....)เพราะน้องและผู้ปกครองเพิ่งแง้มแต่ครูใจกล้าสู้กับความจริง รู้เร็ว รับเร็ว แก้ไขเร็ว ครูและครอบครัวเราจับมือก้น จูงมือกันก้าวไปข้างหน้าอย่างผ่าเผยนะ

#7 By ครูรุ่งนภา (171.4.213.208) on 2013-07-31 22:27

น้องพึ่งคลอดค่ะ พอออกมา หมอก็มาบอกเลยว่า "เป็นเด็กพิเศษนะ" ใจหล่นไปอยู่ตาตุ่มเลยค่ะ น้องเป็นลูกคนแรกด้วย ทราบมาจากหมอว่าน้องเป็นออทิสติก

#6 By หนูนา (101.109.204.53) on 2012-04-25 12:51

เป็นบทความที่ดีมากๆ ครับ
ขอบคุณครับที่แบ่งปัน

#5 By jimie (124.122.95.95) on 2011-04-01 14:50

รับบำบัดเด็กออทิสติก ในช่วงอายุระหว่าง 7-13 ปี (ถ้านอกเหนือจากช่วงอายุดังกล่าว ก็สามารถบำบัดได้เช่นกัน)
-บำบัดในกรุงเทพ (จันทร์-ศุกร์) สามารถเลือกวันบำบัดได้
-บำบัดในเขตจังหวัดชลบุรี(เสาร์-อาทิตย์)
โดยบำบัดสัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 2 ชั่วโมง คอร์สละ 4 สัปดาห์ ด้วยราคาเป็นกันเอง เพียงแค่ 3000 บาท เท่านั้น
ผู้บำบัดมีประสบการณ์ในการเลี้ยงและดูแลเด็กออทิสติก และยังมีความรู้ด้านพยาธิสภาพของเด็กออทิสติกเป็นอย่างดี
การบำบัด เพื่อให้เด็กออทิสติกในปกครองของท่านมีพัฒนาการด้านต่างๆ ดังนี้
-พัฒนาทักษะทั่วไปของเด็ก
-สอนอ่านหนังสือ(ทั้งไทยและอังกฤษ) และคิดเลข และวิชาอื่นๆ
-ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายโดยการออกกำลังกาย
-ฝึกให้รู้จักการเข้าสังคม
-อื่นๆ
รับประกันเห็นผลตั้งแต่ คอร์สแรก
สนใจติดต่อ วิน ที่เบอร์ 085-842-9263 หรือ 087-413-3432

#4 By วิน (202.28.78.14) on 2010-04-02 21:11

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ค่ะมีน้องชายเป็นออทิสติกเหมือนกัน อยากให้น้องปรับตัวได้แบบคุณบ้างจัง

#3 By Ryuo WiZ@rD on 2009-11-24 18:36





ผมและแม่รู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครหลายคนครับ


big smile big smile big smile

#2 By Juninyá on 2009-11-24 08:35

ต้องอาศัยความอดทนและความเข้าใจ
ของคนรอบข้าง สำหรับจูงนินยะก็เป็นอีกแรงบันดาลใจสำหรับครอบครัวพี่nudee เหมือนกันค่ะ
...........
ขอบคุณมากๆ สำหรับบทความดีๆ big smile

#1 By nudee on 2009-11-24 07:54