ก่อนจะถึงค่ำคืนในห้องเตียงรวม (1)
posted on 29 Oct 2009 13:47 by autis-mann in 2B-Story
เมื่อช่วงกลางเดือนที่แล้ว ผมเข้าทำงานที่แผนกต้อนรับ ณ สาขาของโรงแรมแห่งหนึ่ง บริเวณตรอกข้าวสาร ด้วยความมุ่งหวังส่วนตัว คือ เพิ่มพูนทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ และเข้าถึงแหล่งข้อมูลสำหรับงานเขียนอีกหลายชิ้นที่จะยกขบวนตามมา
“แค่ก.... แค่ก.... โขลก.... โขลก....”
วันเวลาผันผ่านไปสิบวันกว่าๆ อาการบางอย่างเริ่มสำแดงให้เห็น นั่นเป็นผลงานอันไม่พึงประสงค์จากที่ผมฝ่าสายฝน ซึ่งซัดกระหน่ำมาอย่างหนักหน่วง มิมีทีท่าว่าจะหยุดหย่อนนานนับชั่วโมงของช่วงเย็นวันหนึ่ง ณ ขณะนั้นกว่าจะหาที่กำบังหลบสายฝน เนื้อตัวก็เปียกมะล่อกมะแล่กไปแล้วล่ะ
“แฮ่ก.... แฮ่ก.... แฮ่ก.... แฮ่ก....”
อาการหอบอย่างรุนแรงเกิดขึ้นหลังจากนั้นอีกสองวัน เพียงแค่ผมสาวเท้าก้าวเดินไปไม่กี่เมตรตามความเคยชิน หรือเดินพาลูกค้าเดินขึ้นไปดูห้องที่ชั้นบนของโรงแรม ผมก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยราวกับสอบวิ่งมาราธอนสิบห้ากิโลเมตรเมื่อสมัยเรียน ม.ต้น เสียอย่างนั้น ผมนำฝ่ามือซ้ายทาบหน้าอกขวาตามสัญชาตญาณ แต่สามารถสัมผัสถึงอวัยวะหนึ่งภายในร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่หลัก คือ แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบเลือดในร่างกาย และแลกเปลี่ยนเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากระบบเลือดออกสู่สิ่งแวดล้อม ที่เรารู้จักกันในชื่อ “ปอด” ซึ่งทำงานมากกว่าปกติถึงหลายเท่าตัว
ฟางเส้นสุดท้ายขาดผึงทันที เมื่อผมไปทำธุระ ณ สถานศึกษาแห่งหนึ่งย่านหัวหมาก ด้วยความใจร้อน ไม่อยากรอลิฟท์ ประกอบกับช่วงหลังจะรู้สึกเวียนหัวมากผิดปกติ ผมจึงตัดสินใจก้าวเดินผ่านบันไดขึ้น – ลงระหว่างชั้น 3 เท่านั้นแหละ... อาการกลับรุกเร้าหนักยิ่งกว่าเดิม แล้วยังแถมของสมนาคุณ เป็นอาการหน้ามืด วิงเวียน และแทบจะหมดสติเสียให้ได้ ณ ตรงจุดนั้น
ผมรวบรวมสติ เก็บอาการเหล่านี้เข้าไปไว้ในร่างกายไปปรึกษาแพทย์ในวันต่อมา
דּ דּ דּ דּדּ דּ דּ דּ
เช้าวันต่อมา....
“พี่รีบไปดูโรง'บาลเถอะ..... ทางนี้หนูดูเองได้.... ไม่ต้องห่วง..... เดี๋ยวบอกพี่โชคให้.....” เพื่อนร่วมงานรุ่นน้องเอ่ยปากหลังจากผมเล่าอาการผิดปกติให้ฟัง
ประกอบกับอาการผิดปกติของปอดที่รุกรานหนักข้อมากขึ้นทุกขณะ ผมจึงตัดสินใจลางานเดินทางไปโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น จากเดิมผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะไปในช่วงเย็น โดยไม่ลืมโทรบอกแม่ ซึ่งยังทำงานอยู่ในโคราชอีกด้วย
ณ โรงพยาบาลวชิระ
หากดูจากภายนอก โรงพยาบาลแห่งนี้ก็เป็นโรงพยาบาลใหญ่อีกแห่งของเมืองหลวง แต่ภายในกลับแคบไปถนัดตาเมื่อมีผู้คนหลากหลายวัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุมารวมตัวกัน ขณะที่ผมกำลังรอคิวตรวจร่างกาย พี่แอน ลูกพี่ลูกน้องของผมก็ลางานตามมาสมทบ หลังจากที่ฟังรายละเอียดผ่านคลื่นโทรศัพท์จากแม่และน้าของผม
דּ דּ דּ דּדּ דּ דּ דּ
เวลาบ่ายโมงเศษ
การเดินเรื่องตามขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนท้ายสุด คือ เอ็กซ์เรย์ตรงจุดเกิดเหตุภายในร่างกาย ประกอบกับผู้คนมากหน้าหลายตาที่มานั่งรอหมอวินิฉัยเช่นกัน จึงทำให้บทสรุปค่อนข้างล่าช้าพอสมควร
“ปอดของคุณรั่ว.... ปอดข้างขวาของคุณแฟบ.....ถุงลมภายในปอดแตกไปหลายถุง..... ต้องเจาะปอดด่วน.....” หมอวัยหนุ่ม (กว่าผม) เอ่ยปาก หลังจากพิจารณาดูฟิล์มเอ็กเรย์ไม่นานนัก
“ห่ะ.... มันไม่จริงใช่มั้ยหมอ..... นี่ถึงขนาดต้องเจาะเลยเหรอ” ผมเอ่ยระล่ำระลักด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมกับยกสองมือขึ้นกุมหัว
เปล่า.... นั่นเป็นสิ่งที่ผมมโนภาพไว้ในใจเล่นๆ ขำๆ อันที่จริงแล้วผมใจเย็นกว่าที่คิด ไม่อย่างนั้นผมคงพาตัวเองมาโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ
กับคำตอบที่ร้ายแรงเกินคาด จากที่ผมคิดว่าเป็นเพียงโรคหอบจากวัยเด็กมากำเริบเสิบสานในตอนนี้ ใจผมหล่นวูบไปพักเล็กๆ หมอก็ไต่ถามถึงสาเหตุ จากปากคำต่อมาของหมอ มีร่องรอยบอบช้ำ ซึ่งมิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากสิ่งลึกลับมากระแทกเข้าให้ที่อกด้านขวาอีกด้วย
“หมอครับ ผมขอถามอะไรหน่อย.... โรคปอดรั่วนี่มีโอกาสเกิดขึ้นกับคนสักกี่เปอร์เซ็นต์.... และมันเกิดจากอะไรกันแน่...” ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“งั้นคุณไปรอที่ห้องอายุรกรรมก็แล้วกัน....” หมอหนุ่มพูดตัดบทด้วยสีหน้ากังวลกว่าคนไข้ที่อยู่เบื้องหน้า
ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ ในสิ่งที่ผมอยากรู้จากหมอหนุ่มผู้นั้น
דּ דּ דּ דּדּ דּ דּ דּ
แล้วจะกลับมาอัพต่อครับผม
#1 By Juninyá on 2009-10-29 14:48