เมื่อช่วงกลางเดือนที่แล้ว ผมเข้าทำงานที่แผนกต้อนรับ ณ สาขาของโรงแรมแห่งหนึ่ง บริเวณตรอกข้าวสาร ด้วยความมุ่งหวังส่วนตัว คือ เพิ่มพูนทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ และเข้าถึงแหล่งข้อมูลสำหรับงานเขียนอีกหลายชิ้นที่จะยกขบวนตามมา

        “แค่ก.... แค่ก.... โขลก.... โขลก....”

        วันเวลาผันผ่านไปสิบวันกว่าๆ อาการบางอย่างเริ่มสำแดงให้เห็น นั่นเป็นผลงานอันไม่พึงประสงค์จากที่ผมฝ่าสายฝน ซึ่งซัดกระหน่ำมาอย่างหนักหน่วง มิมีทีท่าว่าจะหยุดหย่อนนานนับชั่วโมงของช่วงเย็นวันหนึ่ง ณ ขณะนั้นกว่าจะหาที่กำบังหลบสายฝน เนื้อตัวก็เปียกมะล่อกมะแล่กไปแล้วล่ะ

        “แฮ่ก.... แฮ่ก.... แฮ่ก.... แฮ่ก....”

        อาการหอบอย่างรุนแรงเกิดขึ้นหลังจากนั้นอีกสองวัน เพียงแค่ผมสาวเท้าก้าวเดินไปไม่กี่เมตรตามความเคยชิน หรือเดินพาลูกค้าเดินขึ้นไปดูห้องที่ชั้นบนของโรงแรม ผมก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยราวกับสอบวิ่งมาราธอนสิบห้ากิโลเมตรเมื่อสมัยเรียน ม.ต้น เสียอย่างนั้น ผมนำฝ่ามือซ้ายทาบหน้าอกขวาตามสัญชาตญาณ แต่สามารถสัมผัสถึงอวัยวะหนึ่งภายในร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่หลัก คือ แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบเลือดในร่างกาย และแลกเปลี่ยนเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากระบบเลือดออกสู่สิ่งแวดล้อม ที่เรารู้จักกันในชื่อ “ปอด” ซึ่งทำงานมากกว่าปกติถึงหลายเท่าตัว

        ฟางเส้นสุดท้ายขาดผึงทันที เมื่อผมไปทำธุระ ณ สถานศึกษาแห่งหนึ่งย่านหัวหมาก ด้วยความใจร้อน ไม่อยากรอลิฟท์ ประกอบกับช่วงหลังจะรู้สึกเวียนหัวมากผิดปกติ ผมจึงตัดสินใจก้าวเดินผ่านบันไดขึ้น – ลงระหว่างชั้น 3 เท่านั้นแหละ... อาการกลับรุกเร้าหนักยิ่งกว่าเดิม แล้วยังแถมของสมนาคุณ เป็นอาการหน้ามืด วิงเวียน และแทบจะหมดสติเสียให้ได้ ณ ตรงจุดนั้น

        ผมรวบรวมสติ เก็บอาการเหล่านี้เข้าไปไว้ในร่างกายไปปรึกษาแพทย์ในวันต่อมา

 

דּ דּ דּ דּדּ דּ דּ דּ

 

เช้าวันต่อมา....

        “พี่รีบไปดูโรง'บาลเถอะ..... ทางนี้หนูดูเองได้.... ไม่ต้องห่วง..... เดี๋ยวบอกพี่โชคให้.....” เพื่อนร่วมงานรุ่นน้องเอ่ยปากหลังจากผมเล่าอาการผิดปกติให้ฟัง

        ประกอบกับอาการผิดปกติของปอดที่รุกรานหนักข้อมากขึ้นทุกขณะ ผมจึงตัดสินใจลางานเดินทางไปโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น จากเดิมผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะไปในช่วงเย็น โดยไม่ลืมโทรบอกแม่ ซึ่งยังทำงานอยู่ในโคราชอีกด้วย

ณ โรงพยาบาลวชิระ

       หากดูจากภายนอก โรงพยาบาลแห่งนี้ก็เป็นโรงพยาบาลใหญ่อีกแห่งของเมืองหลวง แต่ภายในกลับแคบไปถนัดตาเมื่อมีผู้คนหลากหลายวัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุมารวมตัวกัน  ขณะที่ผมกำลังรอคิวตรวจร่างกาย พี่แอน ลูกพี่ลูกน้องของผมก็ลางานตามมาสมทบ หลังจากที่ฟังรายละเอียดผ่านคลื่นโทรศัพท์จากแม่และน้าของผม

 

דּ דּ דּ דּדּ דּ דּ דּ

 

เวลาบ่ายโมงเศษ

        การเดินเรื่องตามขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนท้ายสุด คือ เอ็กซ์เรย์ตรงจุดเกิดเหตุภายในร่างกาย ประกอบกับผู้คนมากหน้าหลายตาที่มานั่งรอหมอวินิฉัยเช่นกัน จึงทำให้บทสรุปค่อนข้างล่าช้าพอสมควร

        “ปอดของคุณรั่ว.... ปอดข้างขวาของคุณแฟบ.....ถุงลมภายในปอดแตกไปหลายถุง..... ต้องเจาะปอดด่วน.....” หมอวัยหนุ่ม (กว่าผม) เอ่ยปาก หลังจากพิจารณาดูฟิล์มเอ็กเรย์ไม่นานนัก

        “ห่ะ.... มันไม่จริงใช่มั้ยหมอ..... นี่ถึงขนาดต้องเจาะเลยเหรอ” ผมเอ่ยระล่ำระลักด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมกับยกสองมือขึ้นกุมหัว

        เปล่า.... นั่นเป็นสิ่งที่ผมมโนภาพไว้ในใจเล่นๆ ขำๆ อันที่จริงแล้วผมใจเย็นกว่าที่คิด ไม่อย่างนั้นผมคงพาตัวเองมาโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ

        กับคำตอบที่ร้ายแรงเกินคาด จากที่ผมคิดว่าเป็นเพียงโรคหอบจากวัยเด็กมากำเริบเสิบสานในตอนนี้ ใจผมหล่นวูบไปพักเล็กๆ หมอก็ไต่ถามถึงสาเหตุ จากปากคำต่อมาของหมอ มีร่องรอยบอบช้ำ ซึ่งมิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากสิ่งลึกลับมากระแทกเข้าให้ที่อกด้านขวาอีกด้วย

        “หมอครับ ผมขอถามอะไรหน่อย.... โรคปอดรั่วนี่มีโอกาสเกิดขึ้นกับคนสักกี่เปอร์เซ็นต์.... และมันเกิดจากอะไรกันแน่...” ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

        “งั้นคุณไปรอที่ห้องอายุรกรรมก็แล้วกัน....” หมอหนุ่มพูดตัดบทด้วยสีหน้ากังวลกว่าคนไข้ที่อยู่เบื้องหน้า

        ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ ในสิ่งที่ผมอยากรู้จากหมอหนุ่มผู้นั้น

 

דּ דּ דּ דּדּ דּ דּ דּ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เดี๋ยวผมกลับไปล้างแผลอีกสักพัก

แล้วจะกลับมาอัพต่อครับผม

#1 By Juninyá on 2009-10-29 14:48

โอ้ยฟังแล้วใจหาย..น่ากลัวเนอะ
ตอนนี้คงไม่เป็นอะไรมากแล้วนะ
หายไวๆ ดูแลตัวเองด้วยนะจูงนินยะ
...

#2 By nudee on 2009-10-29 15:39