“แค่ก.... แค่ก.... โขลก.... โขลก....”

        “โอ๊ย.... โอ๊ย.... โอ๊ย.... โอ๊ย....”

        “หมอ... อย่าทำผม...”

        “อย่าดิ้นสิ... เดี๋ยวก็ตีหรอก...”

        ภาพของนางพยาบาลสามคนฉีดยา ป้อนยาให้ผู้ป่วย ณ เตียงผู้ป่วยรอบๆ และเตียงแถวตรงกันข้ามกับเตียงที่ร่างของผมนอนอ่อนระโหยโรยแรงอยู่ และภาพของชายชรา ซึ่งเป็นผู้ป่วยหลากโรคภัยรุมเร้า และอยู่ที่เตียงด้านข้างก็พยายามดิ้นรนเท่าที่กำลังของตนเองจะอำนวย

        ค่ำคืนแรกของการพักรักษาอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นอย่างมิทันคาดคิดแบบปัจจุบันทันด่วน บนชั้นสิบสาม ณโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของประเทศ ร่างกายของผมยังไม่ไร้เรียวแรงอย่างสิ้นเชิงนัก ถึงแม้ว่าจะมิได้มีอาหารมื้อเย็นตกถึงกระเพาะเลยสักนิด ผนวกเข้ากับเลือดที่เสียไปมากราวๆเกือบลิตรหนึ่งจากการเจาะปอดก่อนหน้านั้น ขณะที่กระเพาะอาหารและเอ็นไซม์ภายในร่างอันแสนกระปลกกระเปลี้ยก็ยังตั้งข้อเรียกร้องของมันอย่างไม่เสื่อมคลาย

        ส่วนร่างกายทางสีข้างด้านขวาต่ำกว่ารักแร้เพียงคืบเดียวมีสิ่งแปลกปลอมเสียบทะลุจากตรงจุดนั้นเข้าไปภายในร่างกาย เป็นสายยางขนาดสามหุน (โดยประมาณ) ที่มีส่วนปลายเป็นเข็มเจาะเข้าไปทางด้านขวาของปอด ที่เพิ่งพองตัวเมื่อช่วงหกโมงเย็น อาการของปอดในช่วงนั้นดูเหมือนกับเพิ่งเรียนรู้งานตามหน้าที่ ราวกับคนที่มีไร้ประสบการณ์บรรจุเข้าทำงานใหม่ๆ

        สำหรับสายยางที่อยู่ด้านนอกร่างกาย ซึ่งมีความยาวราวๆ หนึ่งเมตรกว่า ก็ห้อยย้อยระโยงระยาง มีน้ำไหลออกจากปอดเป็นระยะ โดยมีจุดหมายปลายทางลงสู่ขวดแก้ว ซึ่งมีขนาดเท่ากับเหยือกเบียร์ในหนังฝาหรั่งที่ผมเคยดู ภายในขวดเต็มไปด้วยน้ำสีเหลืองขุ่นข้น อันเป็นของเสียที่ตกค้างจากปอดของผมนั่นเอง

        ความเจ็บปวดที่เกิดตรงปากแผลก็เป็นแบบหน่วงๆ คล้ายกับความเจ็บปวดของแผลที่เป็นหนอง ราวกับมีมือลึกลับมาบีบที่ปากแผลแบบไม่รุนแรง แต่เพียงพอที่จะมิให้สายยางหลุดแยกออกจากร่างกายตามจุดประสงค์ของมือคู่นั้น

        ผมใช้มือขวา ซึ่งมีเรี่ยวแรงอยู่เพียงน้อยนิด โดยมิอาจเอี้ยวตัวได้เพราะติดสายยาง ขยับตัวละครั้ง ความเจ็บปวดที่มีอยู่แล้วก็จะทำหน้าที่ของมันมากยิ่งขึ้น มือขวาของผมค่อยๆเอื้อมไปหยิบไปหยิบโทรศัพท์มือถือใต้หมอนใบขนาดเขื่องที่มีศรีษะของผมหนุนอยู่ จากนั้นจึงเปิดเครื่องเพื่อเช็กเวลา ณ ขณะนั้น

        01.45

        เป็นเวลาจากหน้าจอมือถือ ซึ่งประทับอยู่บนวอลเปเปอร์โจ๊กเกอร์ จอมวายร้ายจากดาร์คไนท์ขยับตบมือเป็นจังหวะด้วยสีหน้าประชดประชันคล้ายกับความรู้สึกในส่วนลึกของผมที่มีต่อโชคชะตา ณ ห้วงเวลานี้

        เสียงร้องโอดโอยและเสียงสบถของผู้ป่วยรอบๆ ตัวผมยังคงดังอย่างต่อเนื่อง สลับกับเสียงบ่นกระปอดกระแปดด้วยความรำคาญใจของนางพยาบาลบางคน และเลียงเพลงสตริงของศิลปินไทยเคล้าคลออย่างแผ่วเบามาจากห้องพักนางพยาบาล ผมจึงเปิดเครื่องเล่นเพลงจากโทรศัพท์มือถือ เลือกเพลง Annother Perfect Day ของวง American Hifi เพื่อปลอบใจตัวเองให้ข่มตาหลับลงได้สนิท และกลบสรรพเสียงเหล่านั้น

        พยาบาล (เกือบ) สาวราวๆสอง สามคนเดินผ่านไป ผ่านมาต่างมองพฤติกรรมของผมด้วยสีหน้าประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก ก็ยังคงเดินไปจ่ายยาตามหน้าที่ของตน ส่วนในหัวของผมนึกถึงเรื่องราวในช่วงนี้กับก่อนหน้าที่ผมเข้ามารักษาตัว ซึ่งผมกำลังจะสื่อให้กับคุณผู้อ่าน กับงานเขียนของผมที่ยังค้างคาที่กองอยู่ บนตู้ข้างๆ หัวเตียง

        ภาพเหตุการณ์ในรอบวันประดังเข้ามาเยือน ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ อีกนานหลายเพลาเลยล่ะที่ผมจะข่มตาหลับลงด้วยความอ่อนเพลียสุดๆ

        ตัดฉับกลับมาในช่วงที่นิ้วผมกระแทกแป้นพิมพ์อยู่นี้ ภายในหัวของผมคิดตามสภาวะจิตอันสับสนเล็กๆ จนได้ข้อสรุปว่า งานเขียนที่คั่งค้างของผมจากการสาวเท้าก้าวเข้าไปร่วมงานพบนักเขียนซีไรต์ ซึ่งช่วงนั้นยังร่างไว้ถึงสองหน้ากระดาษเกือบเต็ม ฉบับเดียวกับที่กองไว้บนตู้นั่นน่ะแหละ

        ผมจึงขอนำมาขยำเล่าย้อนแบบสั้นๆ รวมกัน ณ เอ็นทรี่ หน้าก็แล้วกันครับ

 

Juninya
---------

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

-*- ชีวิต

#1 By Na~mo on 2009-10-27 00:24

เป็นอะไรมากหรือเปล่า..หายไวไวนะ

#2 By nudee on 2009-10-27 10:42

เหตุการณ์ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมรอดปากเหวความตายมาได้อย่างหวุดหวิด

ก่อนหน้านั้นเป็นอะไรที่หนักมาก

เดี๋ยวผมกลับมาเล่าให้อ่านกันในเอ็นทรีต่อไปครับ

#3 By Jimmy Lee on 2009-10-27 11:34