สามชุก กับการสะท้อนปัญหาอย่างถึงราก
posted on 13 Aug 2009 21:57 by autis-mann in Stationery
“เหนือความคาดหวังและโดนใจอย่างจัง”
นิยามสั้นๆ จากปลายดินสอ 2B แท่งนี้ที่มีให้กับ “สามชุก” ภาพยนตร์ไทยจากธนิต จิตนุกูล ผู้กำกับฝีมือคนภาพอีกคนแห่งสยามประเทศ ซึ่งอยู่ในวงการมากว่า 24 ปี เคยฝากผลงานจากภาพยนตร์เรื่อง รักเอย (2539) เสือโจรพันธุ์เสือ (2541) บางระจัน (2543) ขุนแผน (2545) ขุนศึก (2546) 102 ปิดกรุงเทพปล้น คนเล่นของ (2547) จี้ (2548) ลาง-หลอก-หลอน (2549) รักสยามเท่าฟ้า สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์ และสลัดตาเดียวกับเด็ก 200 ตา (2551) โดยสามชุกสร้างจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 ในโรงเรียนสามชุกรัตนโภคาราม อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ซึ่งนำเสนอความเป็นจริงอีกแง่มุมหนึ่งของสังคมไทยยุคปัจจุบันอย่างตรงประเด็น ที่ใครหลายคนมักมองข้าม
จากตัวอย่างภาพยนตร์ที่ผ่านสายตาผมมาก่อนหน้านี้ ไม่มีสิ่งใดที่เร้าอารมณ์ให้เกิดความสนใจ มีเพียงครอบคลุมประเด็นหลักภายในเนื้อหาพร้อมเพลงประกอบภาพยนตร์เท่านั้นเอง จึงทำให้ผมไม่รู้สึกคาดหวังอะไรนัก เมื่อก้าวเข้ามานั่งบนเก้าอี้ติดหมายเลข D9 โรงที่ 1 ณ โรงภาพยนตร์บนห้างดังของเมืองโคราช
ช่วงต้นของสามชุกลำดับได้อย่างน่าสนใจ โดยลำดับภาพบริบทตั้งแต่พื้นที่ สภาพแวดล้อมภายในชุมชน กลุ่มคนวัยต่างๆ กลุ่มวัยรุ่น เรื่อยมาจนถึงตัวละครสำคัญของเรื่อง คือ อาจารย์พินิจ (ปรเมศร์ น้อยอ่ำ) กับลูกศิษย์ ซึ่งตกเป็นทาสของยาบ้าทั้ง 7 คน ได้แก่ วาล (ธีรภัทร์ แย้มศรี) พัน (พิเชษฐ์พงษ์ โชคประดับ) ยอด (อำนาจ บัวปรอด) เอก (พงศธร ศรีบุญเพ็ง)นักเรียนตัวแสบชั้น ม. 5 และรุ่นน้องม.4 ที่สนิทกันอีก 3 คน ปอด (ศุภณัฐ มีสมศักดิ์) เทพ (ณัฐชนน ศุภลักษณ์) โบ๊ะ (นวพล เจริญธรรมรักษา) โดยเด็กทั้งหมดต่างก็มีบริบท และสาเหตุของการติดยาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ส่วนใหญ่เผชิญกับปัญหาที่ไม่สามารถหาทางออกเพียงลำพังได้
“เด็กพวกนี้ โดยพื้นฐานแล้วต่างก็เป็นคนดี......”
ด้วยความพื้นฐานที่คล้ายกับแนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ และภายในกายมีวิญญาณแห่งวิชาชีพครูอย่างเต็มเปี่ยม อาจารย์พินิจจึงพยายามช่วยเหลือลูกศิษย์ของตนให้หลุดพ้นจากวังวนของยาเสพติด แม้จะถูกผู้ปกครองของเด็กบางคน และผู้คนในชุมชนไม่ยอมรับ ซึ่งอาจจะบีบคั้นให้บรรดาลูกศิษย์หวนกลับไปเสพยาบ้าอีกหน อันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแก้ปัญหาเพียงลำพังของอาจารย์พินิจอย่างแท้จริง
นักแสดงในสามชุกที่ผมคุ้นมีเพียงคุณปรเมศร์ น้อยอ่ำ ในบทอาจารย์พินิจ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยรับบทหมอสุธี จากบอดี้ ศพ 19 (2550) ส่วนบรรดานักแสดงที่รับบทเป็นลูกศิษย์ต้องยอมรับว่าแสดงอย่างสมบทบาท ทั้งสีหน้า ท่าทาง สื่อออกมาเข้าถึงคาแรกเตอร์ตัวละครได้ดีเยี่ยม รับส่งบทไหลลื่นตลอด จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ การกระจายบทให้ตัวละครแต่ละตัวทำได้ดี ให้รายละเอียดตัวละครค่อนข้างแน่นและดูไม่เยิ่นเย้อจนเกินไป
นอกเหนือจากลูกศิษย์ นักแสดงอีกกลุ่มที่เล่นได้อย่างน่าชื่นชม คือ กลุ่มผู้ปกครอง ที่เด่นๆ ก็มีกำนัน พ่อของเทพ กับแม่ของวาล ซึ่งรับบทโดย ธนาภา ชีพนุรัตน์ มารดาแท้ๆ ของตั๊ก บงกช คงมาลัย เล่นได้ดีเกินคาด เด่นกว่าตัวละครอีกหลายตัว เข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกของแม่ และพูดเสียงเหน่อตลอดแบบไม่มีติดขัด
จุดที่ผมรู้สึกชอบอีกอย่าง คือ ไดอะล็อกของตัวละคร โดยเฉพาะ อาจารย์พินิจ ซึ่งบ่อยครั้งจะมีบทพูดเสียดสีปัญหาสังคมอย่างถึงแก่น (ขอสปอยล์นิด) เช่น ในฉากบรรดาชาวบ้านกำลังกล่าวโทษ ผู้ปกครอง และครู ที่ทำให้เด็กติดยาบ้า จนอาจารย์พินิจต้องพูดตัดบทด้วยความรำคาญขึ้นมาว่า.....
"....ตำรวจจะจับเด็กติดยายัดเข้าคุกก็เป็นเรื่องง่าย ผอ.จะไล่เด็กออกจากโรงเรียนก็เป็นเรื่องง่ายๆ แต่ควายไม่ได้ขี้เป็นยาบ้า ต้นข้าวก็ไม่ได้งอกเป็นยาบ้า แล้วจะให้เด็กติดยาบ้าเลยได้อย่างไร ชุมชนทั้งหมดต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ที่ปล่อยให้ยาบ้าหลุดเข้าไปถึงมือลูกหลานของตัวเอง และหากคนในชุมชนยังคงมัวแต่จ้องหาแพะรับบาป เพื่อให้รู้สึกสบายใจว่าตัวเองเป็นคนดีสุดๆ คนในชุมชนจะได้รับผลกระทบจากการหลอกตัวเองว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเจ็บปวดเช่นกัน....."
ตามปกติหนังที่มีความยาวเกือบสามชั่วโมง จะมีจุดที่ทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ในหนังบางเรื่อง ผมต้องยกข้อมือซ้ายเพื่อดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงกลางเรื่อง แต่สามชุกกลับสามารถกลบจุดด้อยตรงส่วนนี้ไปเสียสิ้น โดยบางจังหวะแทรกมุขตลก บรรยากาศ ความสนุกสนานของวัยรุ่น ให้คนดูรู้สึกผ่อนคลาย และคงอารมณ์ร่วมของผู้ชมอย่างต่อเนื่อง
หนังจบ อารมณ์ไม่จบ ผู้ชมบางส่วน ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กผู้หญิงสามคน เดินไปดูป้ายโปสเตอร์ตัวหนังที่ติดอยู่หน้าโรง แล้วชี้รูปตัวละครลูกศิษย์ทั้งเจ็ด พร้อมเรียกชื่อ ผมคิดว่าหากคุณธนิตมาเห็นแอ็คชั่นลักษณะนี้ คงจะปลื้มใจน่าดู แต่ช่วงที่ผมเข้าไปดูในโรง กลับมีผู้ชมไม่มากนัก เทียบกันแล้วเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของหนังฝาหรั่งฟอร์ม (เกือบ) ยักษ์ ซึ่งลงโรงฉายในช่วงเดียวกัน
ให้น่าเสียดายเหลือเกิน ที่หนังไทยดีๆ เปี่ยมสาระ หาดูยากยิ่ง กลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากคอหนังบ้านเราอย่างที่ควรจะเป็น...
---------

ไม่มาอัพบล็อกเลยนะจ๊ะจูงนินยะ
.....
ปล.รักษาสุขภาพด้วยนะช่วงนี้
คนเป็นไข้หวัดกันเยอะ...
#1 By nudee on 2009-08-14 08:22