อ่านสามก๊ก ถกบริหาร

posted on 06 Feb 2009 13:28 by autis-mann  in Stationery

 

        “สามก๊ก”

        วรรณกรรมอันเลื่องชื่อ ผู้อ่านหลายท่านคุ้นเคย ซึ่งเป็นวรรณกรรมจีนที่อยู่คู่กับคนไทยมา
ช้านาน ได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย “สามก๊ก” ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ และละคร
โทรทัศน์ ประพันธ์เป็นวรรณกรรมดัดแปลง หนังสือและภาพยนตร์การ์ตูนอีกหลายหลากเวอร์ชั่น
(เท่าที่สำรวจในร้านหนังสือก็ปาเข้าไปไม่ต่ำกว่าห้าเวอร์ชั่นเต็มๆ) โดยเฉพาะช่วงภาพยนตร์ฟอร์ม
ยักษ์สุดอลังการ Red Cliff 2 เพิ่งเข้าฉายมาหมาดๆ

        มาครานี้ ผมขอแนะนำหนังสือวิเคราะห์เชิงบริหารของวรรณกรรมเรื่องนี้เสนอท่านผู้อ่าน
หน้าปกที่เด่นสะดุดตาเป็นภาพขงเบ้ง ตัวชูโรงของเรื่อง นอกจากถือใบพัดขนนกคู่กายแล้ว มือ
อีกข้างยังถือโน๊ตบุ๊คสีดำมะเมื่อม พะยี่ห้อ 7/11 อีกตะหาก หนังสือเล่มนี้มีหัวเรื่องว่า “อ่าน
สามก๊ก ถกบริหาร” เวอร์ชั่น “ฉบับนี้อ่านกี่จบก็คบได้” ประพันธ์โดยคุณก่อศักดิ์ ชัยรัศมีศักดิ์
CEO จากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเคยฝากผลงานไว้จาก “มหาอาณาจักรฮั่น อ่าน
ประวัติศาสตร์ด้วยสายตานักบริหาร” “รัฐศาสตร์ถังไท่จง” และ “CEO โลกตะวันออก”
เป็นอาทิ

 

 

 

        อ่านสามก๊ก ถกบริหาร มีเนื้อหาเน้นที่ประเด็นวิเคราะห์การบริหารของผู้นำทั้งสามก๊กที่แตก
ต่างกัน อย่างสิ้นเชิง โดยใช้กรอบแนวคิด SWOT Analysis ในการวิเคราะห์ ซึ่งโจโฉผู้นำแห่งวุย
ก๊ก ถือคติตามคำกล่าวของเติ้ง เสี่ยว ผิง รัฐบุรุษแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ว่า “ไม่ว่าแมว
ขาว แมวดำ จับหนูได้ก็เป็นแมวที่ดีทั้งนั้น”
เขาพิจารณาบุคลากรจากความสามารถ โดยมิได้
มีอคติต่อภูมิหลัง ขอเพียงคนผู้นั้นมีความสามารถตามที่ต้องการ โจโฉย่อมเปิดโอกาสให้แสดง
ฝีมือเต็มที่อย่างแน่นอน

        ส่วนเล่าปี่ผู้นำแห่งจ๊กก๊กใช้การกระจายอำนาจ (Empowerment) เป็นหลักการบริหาร โดย
เล่าปี่แสดงความสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา โดยตั้งอยู่บนพื้นฐาน “ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน”
ราวกับเป็น “คนในครอบครัวเดียวกัน” เช่น เล่าปี่วางใจให้ขงเบ้งรับผิดชอบดูแลบริหารจัดการ
กองทัพทั้งหมด หลังจากเชิญมาร่วมงานแล้ว ในช่วงเวลานี้ขงเบ้งจึงมีฐานะเปรียบเสมือนกับ CEO
ของเล่าปี่นั่นเอง

 

 

 

 

        สำหรับหลักการบริหารของซุนกวน ผู้นำแห่งง่อก๊ก มีจุดเด่นในการประสานความสามารถ
ของคนรุ่นต่างๆ ได้อย่างลงตัว มิให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ร่วมงาน จนส่งผลต่อการทำงานใน
ภาพรวม โดยแบ่งบทบาท อำนาจหน้าที่ (Authority) อย่างชัดเจน เห็นได้จากซุนกวนไม่ค่อยนำ
ทัพออกลุยเองเหมือนกับเล่าปี่และโจโฉ แต่ทำหน้าที่ผู้นำทางบริหาร และตัดสินใจในนโยบาย
สำคัญของแคว้นอย่างเต็มที่มากกว่า

        และที่ขาดไม่ได้ คือ ขงเบ้ง พระเอกของงาน ผู้เขียนแจกแจงไว้ในหนังสือเล่มนี้เลยว่า
“โดดเด่นด้านบริหารปกครอง” และการบัญชาการรบมิใช่เป็นสิ่งที่เขาถนัดที่สุดอย่างที่หลายคน
เข้าใจจาก นิยาย เพราะคนเราก็ใช่ว่าจะ “เก่ง” ไปซะทุกด้าน แต่ถึงอย่างไร ขงเบ้งก็เป็นฟันเฟือง
ชิ้นสำคัญที่ทำให้เล่าปี่สามารถสร้างตัวจากกองกำลัง เล็กๆในชายแดนเกงจิ๋วของเล่าเปียว ก้าว
ขึ้นมาสถาปนาจ๊กก๊กบนแผ่นดินเสฉวน

 

 

 

        ประเด็นในอ่านสามก๊ก ถกบริหาร ให้ความสำคัญกับเล่าปี่และขงเบ้งมากเป็นพิเศษ แต่การ
วิเคราะห์แบบ SWOT ยังไม่ครอบคลุมมากนัก ผู้เขียนแสดงความชื่นชมในความอุตสาหะของ
เล่าปี่ผ่านตัวอักษร ซึ่งสร้างตัวจากศูนย์ ล้มลุกคลุกคลาน พ่ายแพ้ในการรบครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็
ยัง “ลุก” ขึ้นมาได้ตลอด อีกทั้งยังเปี่ยมด้วยคุณธรรม ที่มัดใจลูกน้องได้อยู่หมัด ส่วนขงเบ้ง
ทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ บริหารปกครองด้วยความยุติธรรม มิได้คิดคด
ทุรยศต่อเล่าปี่ แม้ว่าเขาจะมีอำนาจบัญชาการภายในจ๊กก๊กแต่เพียงผู้เดียว ภายหลังเล่าปี่สิ้นชีวิต
ไปแล้วก็ตาม

        จากเรื่องราวของเล่าปี่กับขงเบ้ง ย่อมมีผลงานวิพากษ์วิจารณ์ตัวละครเอกทั้งสองในแง่ลบ
อย่างแน่นอน ผู้เขียนจึงวิพากษ์งานเขียนเหล่านั้นที่มักวิจารณ์เล่าปี่กับขงเบ้งแบบเสียๆ หายๆ
ผ่านหนังสือเล่มนี้ โดยตั้งอยู่บนเหตุผลที่ผมเห็นว่า “น่าเชื่อถือ” พอสมควร เพราะเท่าที่ผม
ติดตามงานเขียนของคุณก่อศักดิ์ เห็นว่าเขามีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนอย่างลึกซึ้งเลย
ทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นยุคใด สมัยใดก็ตาม และสามารถนำความรู้นั้นมาอธิบายได้กระจ่าง
สอดแทรกหลักการบริหารได้อย่างลงตัว โดยปราศจากอคติใดๆ

 

 

 

        การเล่าเรื่องของอ่านสามก๊ก ถกบริหาร ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว เมื่อเล่าถึงตัวละครอื่นๆที่
เกี่ยวข้อง ผู้เขียนนำมาขยายความตัวละครตัวนั้นในย่อหน้าต่อไป สั้น ยาวตามแต่ความสำคัญ
ของเนื้อหาในวรรณกรรมและประวัติศาสตร์จริง ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาและตัวละครที่
กล่าวถึงได้ง่ายกว่าเดิม

        งานเขียนเล่มนี้ยังนำเนื้อหาบางตอนในสามก๊กฉบับหลอกว้านจงมาเปรียบเทียบกับ บันทึก
ประวัติศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่อ้างอิงจากจดหมายเหตุฉบับเฉินโซ่ว จึงทำให้เห็นภาพเหตุการณ์ใน
เรื่องได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ตอนศึกผาแดง (ที่นำมาสร้างใน Red Cliff ) ในนิยายจะเน้นบทบาท
ของขงเบ้งมากเป็นพิเศษ เก่งกาจราวกับเทพยดา ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ขงเบ้งออกสู่สมรภูมิจริง
ครั้งแรก บทบาทในช่วงนี้จึงมีไม่มากนัก เป็นเพียงการเก็บประสบการณ์มากกว่า ขณะที่กลุ่มเล่าปี่
ยังเป็นเพียงกองกำลังเล็กๆ ต่อต้านโจโฉโดยใช้วิธีการรบแบบกองโจร ตอดเล็ก ตอดน้อยไป
เรื่อย กำลังหลักที่ต่อต้านแสนยานุภาพของโจโฉจริงๆ คือทัพกังตั๋งภายใต้การนำของแม่ทัพจิวยี่
ที่ผู้เขียนยังยอมรับว่า “เก่งกว่า” ขงเบ้งด้วยซ้ำ และไม่มีเหตุผลกลใดที่จิวยี่จะไปอิจฉาริษยา
ขงเบ้งเลยสักนิด

 

 

 

        โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า “อ่านสามก๊ก ถกบริหาร” เป็นหนังสือวิเคราะห์วรรณกรรมเชิง
บริหารที่ดีเล่มหนึ่ง เปี่ยมไปด้วยคุณค่า ไม่มีพิษภัย แต่ผมติดใจในประเด็นที่ขงเบ้งรวบอำนาจ
การตัดสินใจไว้เพียงผู้เดียว โดยกระจายอำนาจให้กับผู้อื่น จนตนเองต้องตรากตรำทำงานหนัก
แล้วเสียชีวิตในวัยที่ถือว่าไม่มากนัก ดูเหมือนผู้เขียนไม่ได้ยกเป็นข้อเสียหนึ่งของขงเบ้งแบบชัดๆ
ผู้เขียนอธิบายเพียงสาเหตุที่ขงเบ้งต้องทำเช่นนั้น ผมมองว่าขงเบ้งยังขาด “ความไว้เนื้อเชื่อใจ”
ในความสามารถของลูกน้องมากกว่า และไม่ปล่อยวางงานบางอย่างที่ไม่สำคัญมากนักให้ผู้ใต้
บังคับระดับรองลงมา ดูแล เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับตนเอง

        ใน “อ่านสามก๊ก ถกบริหาร” ผู้เขียนยังฝากข้อคิดที่ได้จากวรรณกรรมเรื่องนี้หลายประการ
แต่มีประเด็นหนึ่งที่คุณก่อศักดิ์ย้ำมาตลอดในเนื้อหา ว่าด้วยเรื่องคุณค่าของสามก๊กนั่นเอง

 

        “สามก๊ก” เปรียบดั่งคัมภีร์เชิงบริหารปกครองที่สำคัญฉบับหนึ่ง

                                             มิใช่ในแง่ตำราพิชัยยุทธแต่อย่างใด

                                                       ด้วยเหตุกลยุทธ กลศึกต่างๆ ในเรื่อง

                                                                     มิอาจนำมาใช้ใน “ชีวิตจริง” ได้


                                                                                                     ดินสอ 2B
                                                                                                     ----------

 

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ศิลปะและบันเทิง" จากหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
ฉบับวันที่  10 - 12 กุมภาพันธ์  2552 หน้า  10 
-----------------------------------------------------------------------

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เพิ่มเติมนิดครับ

แนวคิด SWOT Analysis เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของหน่วยงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเป็นแนวทางปฎิบัติเพื่อพัฒนาองค์กร หรือกำหนดวิสัยทัศน์

แนวคิด SWOT Analysis แบ่งออกเป็น

S - Strenght จุดแข็ง

และ

W - Weakness จุดอ่อน

มีขอบเขตครอบคลุมเฉพาะปัจจัยภายใน

O - Opportunity โอกาส

และ

T - Threat อุปสรรค

มีขอบเขตครอบคลุมเฉพาะปัจจัยภายนอก

อ้างอิงจาก รศ.ดร.วิรัช วิรัชนิภาวรรณ

หนังสือ "หลักรัฐประศาสนศาสตร์ แนวคิดและกระบวนการ" หน้า 50 และ 53

#1 By Juninyá on 2009-02-06 21:37

น่าสนใจดีค่ะ ว่าจะลองหามาอ่านดูสักหน่อย

#2 By aRouNd mE on 2009-05-16 12:03