“การที่จะมีต้นไม้ไปชั่วกาลนานนั้น สำคัญอยู่ที่การรักษาป่าและปลูกป่าบริเวณต้นน้ำซึ่งเป็นยอดเขา และเนินสูงนั้นต้องมีการปลูกป่าโดยไม้ยืนต้น และปลูกไม้ฟืนซึ่งไม้ฟืนนั้นราษฎรสามารถนำไปใช้ได้ แต่ต้องมีการปลูกทดแทนเป็นระยะ ส่วนไม้ยืนต้นจะช่วยให้อากาศมีความชุ่มชื้นเป็นขั้นตอนหนึ่งของระบบการให้ฝนตกแบบธรรมชาติ ทั้งยังช่วยยึดดินบนเขา ไม่ให้พังทลายเมื่อเกิดฝนตกอีกด้วย ซึ่งถ้ารักษาสภาพ ป่าไม้ไว้ดีแล้วท้องถิ่นก็จะมีน้ำใช้ชั่วกาลนาน”

        ข้อความข้างต้นเป็นพระราชดำรัสจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งพระองค์พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2520 ณ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ที่เป็นแนวพระราชดำริอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ไว้เพื่อยังประโยชน์มหาศาลแก่ธรรมชาติและประชาชน

 

 


        ทุกวันนี้ มนุษย์เราคงตระหนักถึงภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็น ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุ และอีกหลายอย่าง รวมถึงที่ฮอตฮิตติดลมบนเวลานี้คือ...... ภาวะโลกร้อน

        ภัยธรรมชาติข้างต้น ล้วนเป็นผลกระทบมาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า การปล่อยมลพิษจากรถยนต์และในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งการกระทำดังกล่าวก็เปรียบดั่งบูมเมอแรงย้อนกลับมาทำร้ายเราเอง

        คงไม่สายเกินไปใช่ใหม.....  ที่เราจะช่วยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และการสร้างมลภาวะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง...... ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างพื้นที่ป่าขึ้นมาใหม่ ด้วยสองมือของเรา

 

 


        สำหรับผมมีโอกาสเดินทางไปยังหมู่บ้านเขาแตงโม หมู่ 10  ตำบลบึงปรือ อำเภอเทพารักษ์ จังหวัดโคราชบ้านเรานั่นเอง พื้นที่โดยรอบเป็นภูเขา ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่และเลี้ยงสัตว์ จุดหมายปลายทางของผมในครั้งนี้คือ “ภูผาหมอก” ซึ่งเป็นที่พักของลุงหมอก เก็บกลาง ซึ่งตั้งอยู่บนหัวเขา โดยมีต้นไม้และพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดที่ลุงปลูกไว้ด้วยมือของตนเอง

        ลุงหมอกเล่าให้ผมฟังว่า..... เขาเข้ามาตั้งรกราก ณ หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2505 ช่วงนั้นมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย หลากชนิดและสายพันธุ์ ต่อมาชาวบ้านแถบนี้ขยายพื้นที่ทำไร่ จนพื้นที่ป่าเหลือน้อยลงเรื่อยๆ และสัตว์ป่าก็หายไป

        ส่วนสาเหตุหลักก็คือ การเผาป่าและล่าสัตว์ ลุงหมอกยังย้ำกับผมอีกว่า.... เขาชอบปลูกต้นไม้ทุกชนิด เพื่อทดแทนพื้นที่ป่าซึ่งหายไปมาก อย่างน้อยในอนาคตลูกหลานก็จะจดจำได้ว่าลุงเป็นผู้ปลูกต้นไม้เหล่านี้ ลุงหมอกรู้สึกเป็นสุขเสมอที่ได้เห็นต้นไม้แผ่กิ่งก้านสาขา ให้ร่มเงาแก่ผู้คนและนกอีกหลายชนิดที่เริ่มมาอาศัยเพิ่มขึ้นด้วยความเอื้ออาทรเสมอมา

        เราทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันกับป่าได้เช่นกัน ซึ่งมีทั้งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะฤดูฝนมีทั้งเห็ด ผัก กับพืชสมุนไพรหลากชนิด

 

 


        ขณะนี้ ลุงหมอกปลูกต้นมะค่าและต้นสัก โดยช่วงฤดูฝน ลุงเดินทางเข้าป่าหาเมล็ดพันธุ์ต้นมะค่า แล้วนำมาแช่น้ำไว้สามคืน จากนั้นก็นำไปเพาะและรดน้ำทุกวัน เมื่อต้นมะค่าโตได้ที่ จึงนำไปปลูกไว้รอบๆบริเวณที่พักและสถานที่ใกล้เคียง

        ลุงหมอกพาผมเดินขึ้นไปบนหัวเขา เมื่อมองไปรอบๆจะเห็นวิวทิวทัศน์บริเวณเชิงเขาและหมู่บ้านน้ำเค็มที่ตั้งอยู่ด้านล่าง ซึ่งติดกับภูเขาพังเหยที่เป็นเขตแดนระหว่างโคราชและจังหวัดลพบุรี

        ผมได้สัมผัสถึงอากาศบริสุทธิ์ โดยมีสายลมเย็นพัดเอื่อยๆมากระทบร่างกาย ลุงหมอกบอกกับผมอีกว่า.... ต้นไม้ทุกต้นก็มีชีวิตเช่นกัน หากเราตัดต้นไม้เหล่านี้ อาจจะใช้เวลาโค่นลงมาไม่มากนัก แต่ทว่า.... กว่าที่เราจะปลูก กลับต้องใช้เวลาหลายปี และบางต้นกว่าจะโตแบบที่เราเห็นกัน ก็ยังต้องใช้เวลานับร้อยปีทีเดียว

 

 


        ราวๆสองสามปีที่ผ่านมา ทุกฝ่ายเข้มงวดกวดขัน ช่วยกันดูแลมิให้เกิดไฟป่าขึ้น ลุงหมอกมักจะพบสัตว์ป่าเพิ่มจำนวนมากขึ้น เช่น ตัวนิ่ม กระต่ายป่า ไก่ป่า สุนัขป่า และสัตว์ป่าชนิดอื่นๆที่มิอาจสาธยายบนเนื้อที่สกู๊ปนี้หมดได้ บางครั้งหมาป่าวิ่งไล่กระต่ายป่าในบริเวณที่พักของลุงหมอก บางเวลาที่เขาเข้าไปในป่า ก็จะพบผึ้งมาทำรังเพิ่มขึ้น หากลุงพบคนต่างถิ่นเข้ามาล่าสัตว์ป่าแถบนี้ มักจะบอกพวกเขาว่าเจ้าของที่ไม่ให้ล่าสัตว์ เมื่อลุงหมอกมองแววตาของบรรดาสิงสาราสัตว์ก็รู้สึกสงสาร พร้อมกับเกิดคำถามขึ้นภายในใจ

        “ทำไมมนุษย์ ซึ่งเรียกกันว่าสัตว์ประเสริฐ ถึงต้องไปทำร้ายพวกมันด้วย ทั้งๆที่ไม่เคยทำร้ายใคร หากมนุษย์เป็นผู้ถูกล่า เฉกเช่นเดียวกับสัตว์ป่าเหล่านี้ จะมีสภาพเป็นเช่นใด??”

        “สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ล้วนรักชีวิตของตนเองด้วยกันทั้งนั้น สัตว์ป่าก็รักชีวิตเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ เมื่อมีป่ามากขึ้น พวกมันก็พากันมาพักอาศัย ดำรงชีวิตตามวิถีทางแห่งธรรมชาติ ถ้าไม่มีไฟป่า อีกห้าปีข้างหน้า คาดว่าจะมีสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นอีก”

 

 


        หากมีเวลาว่าง ลุงหมอกมักเดินดูตามแนวป่า และทำแนวกันไฟป่าไม่ให้รุกล้ำเข้ามายังพื้นที่
 
        “ถ้าเกิดไฟป่าสามารถเข้าไปได้ ไม่เพียงมีต้นไม้เท่านั้นที่จะตาย แต่สัตว์ป่าก็จะพากันหนีตายไปด้วย อีกทั้งบรรดาลูกเล็กๆของสรรพสัตว์เหล่านั้นจะหนีได้อย่างไร??”

        กล่าวจบ สายตาของลุงหมอกก็ทอแววเศร้าสลด แต่ไม่นานนักแววตากลับทอประกาย แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะปลูกป่า และช่วยเหลือสัตว์ป่าให้พ้นภัย ถึงแม้ว่าใครบางคนจะไม่พอใจก็ตาม

        ตลอดระยะเวลาหลายปี ลุงหมอกสังเกตเห็นว่า ฤดูฝนไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว นอกจากจะมีตกหนักแล้วยังมีฟ้าผ่าตามมาเป็นระลอก ราวกับว่าผืนฟ้าแผ่นนี้จะถล่มลง บางครั้งก็มีผู้เสียชีวิต

        ลุงหมอกจึงอยากให้ทุกคนช่วยกันปลูกต้นไม้ จะเป็นต้นไม้ชนิดไหนก็ได้ ทุกต้นล้วนช่วยดูดซับอากาศร้อน ให้ร่มเงา ออกดอกออกผลที่สวยงาม มองแล้วเจริญตา ที่สำคัญคือ ลุงหมอกไม่ป่วยเป็นหวัด ซึ่งเป็นผลมาจากการอยู่กับสภาพอากาศดี ทำให้ไม่รู้สึกเครียด

 

 


        “เคยมีคนมาขอซื้อที่ของลุงบ้างหรือเปล่า???”  ผมเอ่ยถามลุงหมอกด้วยความอยากรู้

        “ก็มีคนติดต่อมาบ้าง แต่ลุงไม่ขาย ถ้าเราขายไปแล้ว ก็มีเงินใช้จ่ายไม่นานก็หมด ลุงจึงเก็บที่ตรงนี้ไว้ ก็สามารถประกอบอาชีพ ทำมาหากินในที่ดินของเราได้ตลอด และสามารถเก็บไว้ให้ลูกหลานใช้ประกอบอาชีพต่อไปด้วย เราจะมีแบบพอมีพอใช้แน่นอน ถ้าไม่ขี้เกียจซะอย่าง” ลุงหมอกสาธยายด้วยแววตาทอประกายแห่งความหวัง

        “แล้วเคยมีเจ้าหน้าที่มาเห็นคนจับสัตว์ป่าหรือเปล่าครับ??” ผมถามด้วยความค้างคาใจ

        “ถึงตอนนี้ ยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่มาเห็นเขาจับ ใจจริงลุงเองก็อยากให้เจ้าหน้าที่มาดูแลบ้าง ลำพังลุงเองก็บอกเขามากไม่ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่มาบ่อยๆ ก็จะไม่มีใครกล้าจับสัตว์ป่าเองน่ะแหละ ลุงอยากให้ทุกคนมองไปอีกสิบปีข้างหน้า ถ้าเราไม่ร่วมมือกัน โลกของเราจะเป็นอย่างไร?? ทุกวันนี้ก็มีภัยธรรมชาติให้เราเห็นเป็นตัวอย่างมานักต่อนัก ลำพังลุงคนเดียว คงไม่สามารถกอบกู้โลกใบนี้เหมือนกับซูเปอร์ฮีโร่แบบในหนังแน่ๆ สิ่งเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของคนที่จะไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปมากกว่านี้” ลุงหมอกตอบด้วยสีหน้าจริงจัง

        และลุงหมอกยังเสริมอีกว่า.......

        “มีป่า ก็มีน้ำ มีน้ำ ก็มีชีวิต แน่นอน..... บางครั้งเราอาจจะหลีกเลี่ยงการตัดไม้ทำลายป่าไม่ได้เช่นกัน และควรจะปลูกป่าขึ้นมาทดแทน หรืออย่างปลูกบ้านสักหลัง ก็ควรปลูกต้นไม้ไปด้วย..... บ้านจะได้ไม่ร้อน”

 

 


        เรื่องราวของคนที่อุทิศชีวิตพิทักษ์ผืนป่าแห่งนี้ ย่อมให้แง่คิดกับท่านผู้อ่านมากพอสมควร มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ล้วนมีส่วนร่วมทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม สำหรับผมเน้นยำตรงจุดยืนนี้เช่นกันว่า

        การรักษาทรัพยากรธรรมชาติมิใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง

        แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนบนโลกใบนี้

        ที่เราสามารถอยู่ได้อย่างสมดุลและยั่งยืน




                                                                                                   B – Sky
                                                                                                   -------
-

อ้างอิงพระราชดำรัสจาก : เดลินิวส์. 28 เมษายน 2549. คอลัมน์ 60 ปีใต้ร่มพระบารมี : แนวพระราชดำรัสรักษ์ป่าไม้ (ตอน 1 ). สืบค้นจาก http://www.moe.go.th/news_center/news29052549_4.htm
 

 

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "รายงานพิเศษ ผู้พิทักษ์ผืนป่า "ภูผาหมอก" ลุงหมอก เก็บกลาง"

จากหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน ฉบับวันที่  13 - 15  มกราคม  2552 หน้า  8 
---------------------------------------------------------------------------

Comment

Comment:

Tweet

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับมะค่า มะค่าโมง มะค่าแต้ ได้เลย
http://มะค่าโมงมะค่าแต้.blogspot.combig smile

#7 By มะค่าโมง มะค่าแต้ มะค่า เมล็ดมะค่า (103.7.57.18|10.166.0.121, 202.12.97.121) on 2012-06-23 09:18

#6 By tom (124.120.185.190) on 2009-02-28 11:49

อยากไป คิดถึง

#5 By (124.121.194.251) on 2009-01-18 01:13

รักษ์โลกนี้ก็อย่าบ่อนทำลาย แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องปลูกทดแทน กฏง่ายๆที่แม้แต่ลิงยังเข้าใจ แต่มนุษย์ทำไม่ได้เพราะความมักง่าย เห็นแก่ตัว

ลุงหมอก เยี่ยมมากเลยค่ะHot!

#4 By Judus_Shan on 2009-01-05 21:16

ชีวิตสัมพันธ์ คนฝันได้ เพราะป่าเขียว big smile

#3 By ทิว แอด ไฟน์ on 2009-01-05 20:15

ถ้าประเทศไทยมีคนอย่างลุงหมอกเยอะๆ
ก็ดีสิ

#2 By C-C on 2009-01-05 19:49

อืม ถ้าเราช่วยกันรักษาป่านะ

#1 By kyo on 2009-01-05 19:35