“กระดูกสันหลังของชาติ”

        วลีข้างต้นใช้กับชาวนาไทย ที่ชีวิตของพวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากในการประกอบอาชีพของตนเอง ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ราคาข้าวตกต่ำ พ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อข้าวจากชาวนา รวมถึง ธรรมชาติที่แปรปรวน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชาวนาไทยมานักต่อนัก

        ณ บ้านเพราม ต.ใหม่ อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา เป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ต้องวนเวียนอยู่กับธรรมชาติที่ปรวนแปร ทั้งภัยแล้งและอุทกภัย

        สภาพใบหน้าที่อิดโรยของลุงมา สำเนากลาง บ่งบอกถึงความทุกข์ ซึ่งแววตาแสดงถึงความสิ้นหวัง ลุงมาได้เอ่ยกับผมว่า...........

        “ฉันทำนามา 50 ไร่ กู้เงินสหกรณ์มา 50,000 บาท เป็นค่าใช้จ่าย เมื่อวันก่อนเห็นข้าวออกรวงเป็นสีทอง ไอ้ฉันก็ดีใจที่ปีนี้จะได้ปลดหนี้ซะที ดูๆ ไปแล้วข้าวคงจะได้เยอะกว่าทุกปี”

        เช้าวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ฝันของลุงมาสลายไปกับสายน้ำ ซึ่งไหลบ่าท่วมท้นเหนือรวงข้าวในท้องนาของเขา ลุงมาได้แต่นั่งกอดเข่ามองน้ำที่เต็มท้องทุ่ง พร้อมกับเอ่ยอย่างปลงตกว่า........

        “เห็นอย่างนี้ ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงถึงจะเกี่ยวข้าวได้ แค่ได้ไว้กินก็บุญหลายแล้ว และทีนี้ ฉันจะหาเงินจากที่ไหนมาใช้หนี้เขาล่ะเนี่ย??”

        ป้าลอย ตีกลาง น้าเฉลียว สามกำปัง และพี่เสาวนีย์ เกตกลาง เป็นอีกสามคนที่รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่นาในครั้งนี้ ทั้งสามได้ถ่ายทอดถึงความทุกข์ใจให้ผมฟังว่า.......

        “เมือสองวันก่อน ทางอำเภอได้มาบอกให้คนในหมู่บ้านลงภัยน้ำท่วม (ลงชื่อกับ ธ.ก.ส.เพื่อรับค่าเสียหายจากน้ำท่วม) แต่ไม่มีใครไปลง และไม่มีใครคิดว่าอยู่ๆ น้ำก็ท่วมที่นา ตอนนั้นฉันเห็นอยู่ว่าข้าวจะเกี่ยวได้อยู่แล้ว ไม่เคยมีน้ำท่วมตอนจะเกี่ยวข้าวมาก่อนเลยด้วย”

        “ไม่รู้เป็นเวรเป็นกรรมอะไร ทำนาอยู่ทุกปีก็ไม่เคยหมดหนี้ หนำซ้ำตอนนี้น้ำยังท่วมข้าวอีก และไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้าวที่จมน้ำไว้พอกินหรือเปล่า??” ป้าลอยเสริม

        ภาพเบื้องหน้า ป้าลอยถือกะละมังลงไปในนาข้าวที่มีระดับน้ำเลยช่วงเอว พร้อมกับก้มหน้าก้มตาเกี่ยวข้าว สักพักเมื่อข้าวเต็มกะละมัง ป้าลอยนำมาวางไว้ริมคันนา ด้วยร่างกายอันสั่นเทา เหตุเพราะช่วงนี้ อากาศหนาวเริ่มมาเยือน

        ขณะที่ป้าฑูรย์ - ศิริพร อาชญาทา กลับจากไปดูที่นาของตนเองด้วยใบหน้าหมองเศร้า ป้าฑูรย์นั่งลงบนพื้นอย่างเหนื่อยล้า พร้อมกับเอ่ยว่า......

        “ถึงป้าจะทำนาไม่มาก เพราะตอนนี้ก็เป็นเบาหวาน แต่ป้าก็ตั้งใจเต็มที่ ตอนหว่านกล้า ป้าก็จะมานั่งถอนหญ้าทุกวัน ช่วงน้ำแล้งก็เสียค่าสูบน้ำเลี้ยงต้นข้าว พอป้าจะเกี่ยว น้ำก็ท่วมอีก อย่างปีที่แล้วน้ำก็ท่วมตอนที่ข้าวกำลังตั้งท้อง แล้วไม่ได้อะไรเลย ทีแรกก็ว่าจะไม่ทำ และเอาเงินที่ลงทุนทำนาไปซื้อข้าวกินดีกว่า พอเห็นฝนตกลงมา ป้าก็ให้รถไถไปไถตรงที่นา อาจจะมีความสุขบ้างที่ได้ทำงานที่เราชอบ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกเครียด เพราะป้าตั้งใจมาก”

        เมื่อผมฟังถึงตรงนี้ จึงได้แต่ปลอบใจป้าฑูรย์ว่า.....

        “อย่าคิดอะไรมากเลยครับ เดี๋ยวน้ำตาลจะขึ้น (เป็นคำเรียกอาการของโรคเบาหวาน)”

        เมื่อผมเห็นความยากลำบากของคนที่เป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” ในใจได้แต่คิดว่า เมื่อใหร่ อาชีพเกษตรกรรมอันเก่าแก่ ตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษของเรา จะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแก้ปัญหาอย่างถูกจุดตรงต้นเหตุอย่างเป็นระบบ โดยมิใช่ที่ปลายแบบขอไปทีอย่างเช่นในปัจจุบัน

    &nb