วันที่สองของการเดินทางศึกษาดูงาน..........

        ภายหลังสายฝนพรำอย่างหนักยามเช้าบนยอดดอย อ่างขาง พวกเราได้เวลา
ชีพจรลงเท้ากันอีกหน เป้าหมายต่อไป พวกเราเล็งไว้ที่ดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง
จ.เชียงราย ซึ่งมีชื่อเสียงลือเลื่องในด้านการผลิตชาชั้นดี อย่างเช่น ชาอู่หลง และ
ชาหมื่นลี้ นั่นเอง

        ผมขนสัมภาระย้ายไปบนรถตู้คันที่ 3 จากที่เคยโดยสารมาเมื่อวานนี้ พร้อมผู้โดยสารชุด
เดิม พวกเราเดินทางตามเส้นทางที่ลดเลี้ยว เคี้ยวคด ออกไปยังตัวเมืองเชียงราย มุ่งหน้าสู่ดอย
แม่สลองด้วยระยะทาง 75 กิโลเมตร

        ระหว่างทางพวกเราแวะสวนส้มธนาธร ซึ่งเป็นสวนส้มขนาดใหญ่ และมีชื่อเสียงมากที่สุด
ของภาคเหนือ อีกทั้งส้มยังราคาถูกมาก ซึ่งผมจัดการถอยออกมา 2 กิโล นำมาฝากแม่ (อีกตาม
เคย) จากนั้นจึงเดินทางไปยังอนุสรณ์สถานวีรชนอดีตทหารคณะชาติ ผู้อ่านหลายท่านอาจจะ
สงสัย ด้วยเหตุอันใดทหารจีนคณะชาติจึงมาอยู่บนดอยแม่สลองได้ แล้วทำไมเขาถึงไม่กลับไป
ยังบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง คุณลี วิทยากรหญิง ผู้สืบเชื้อสายจากทหารหาญกลุ่มนี้ได้เล่า
ให้พวกเราฟังว่า..........

        สมัยก่อน พรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งมีเจียงไคเช็กเป็นผู้นำ พ่ายแพ้ในการทำศึกต่อกองทัพ
คอมมิวนิสต์จีน จนต้องถอยร่นลงไปตั้งหลักที่ไต้หวัน ขณะที่กองพล 93 ซึ่งสังกัดพรรคก๊กมินตั๋ง
ก็หลบหนีการกวาดล้างของฝ่ายคอมมิวนิสต์ เข้าไปอยู่ในอาณาเขตพม่า เวลาต่อมาทางการพม่า
จัดการปราบปรามกองกำลังนี้อย่างจริงจัง ด้วยเห็นว่าอาจจะเป็นภัยต่อความมั่นคง จนกองพล
93 ส่วนหนึ่งต้องอพยพอยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย

 

 

 

 

        กองพล 93 ส่วนหนึ่งที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายพลต้วน ซี เหวิน จำนวน 15,000
นาย ได้ปักหลักอยู่บนดอยแม่สลอง และรัฐบาลไต้หวันมิอาจนำกลับไปอยู่กับพวกตนได้ เพราะ
ขาดแคลนงบประมาณ รัฐบาลไทยจึงรับรองในฐานะผู้อพยพ เพื่อเป็นกองกำลังกันชนตามแนว
ชายแดน ป้องกันการแทรกซึมของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามความมั่นคง
ของประเทศอย่างหนัก ณ ช่วงเวลานั้น

        กองกำลังทหารจีนคณะชาติของนายพลต้วน เป็นกองกำลังสำคัญของรัฐบาลในการ
ต่อต้านกลุ่มคอมมิวนิสต์ โดยสามารถลดอิทธิพลฝ่ายคอมมิวนิสต์บนดอยหลวง ดอยยาว และ
ดอยหม่นลงได้มาก ในสมรภูมิเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ กองกำลังทหารจีน ภายใต้การนำของ
หลุย อี้ เถียน (หรือนายอรุณ เจริญทั้งจรรยา ในชื่อไทย) ได้สู้รบกับกองกำลังของศัตรูอย่าง
กล้าหาญ จนได้รับสมญานามว่า “เสือภูเขา” ภายหลังการศึกครั้งนั้น กองกำลังทหารจีน
ทั้งหมดบนดอยแม่สลองก็ปลดอาวุธประจำการ และได้รับสัญชาติไทยเป็นการตอบแทนใน
ฐานะผู้ปกป้องประเทศ

 

 

 

        ตะวันสาดแสงแรงกล้าในยามบ่ายแก่ๆ พวกเราทั้งหมดก็เดินทางไปยังที่ทำการองค์การ
บริหารส่วนตำบลแม่สลองนอก โดยมีคุณวุฒิพงษ์ สวรรค์โชติ นายก อบต.แม่สลองนอกบรรยาย
สรุปให้พวกเราฟัง แต่ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การตอบคำถามของคุณวุฒิพงษ์ ที่พวกเราถามขึ้น
ส่วนใหญ่เป็นประเด็นในเชิงรัฐศาสตร์ ซึ่งมีประเด็นสำคัญ คือ.........

        ตำบลแม่สลองนอกประกอบด้วย 13 หมู่บ้าน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านจะมีการประชุมประชาคม
ประจำเดือนละ 1 - 2 ครั้ง และมีการนำปัญหาหรือข้อเสนอแนะจากที่ประชุมมาเสนอต่อนายก
อบต.โดยตรง ทาง อบต.แม่สลองนอกจึงสามารถให้บริการตรงต่อความต้องการของประชาชน
ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

        ประชาชนในตำบลแม่สลองนอกมีความแตกต่างด้านเชื้อชาติอย่างมาก ซึ่งมี 7 ชนเผ่า
ประกอบด้วย จีน อาข่า ลาหู่ ลีซู เย้า ไทยใหญ่ และลั้วะ ถึงแม้ทุกชนเผ่าจะมีความแตกต่างทาง
ด้านค่านิยม ปทัสถานทางสังคม ประเพณี และวัฒนธรรมสูงยิ่ง พวกเขาก็สามารถดำรงชีพร่วมกัน
ได้อย่างสมานฉันท์ แต่ปัญหาสำคัญ คือ กลุ่มคนบางส่วนในทุกชนเผ่า ล้วนแต่ยังไม่ได้รับ
สัญชาติไทย จึงทำให้เสียสิทธิดังที่ประชาชนบนผืนแผ่นดินไทยคนหนึ่งควรมี เช่น การมีสิทธิ
ออกเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น

 

 

 

        ถึงแม้ว่า ทางการไทยเคยประกาศมอบสัญชาติไทยให้กับประชาชนบนดอยแม่สลอง
ทั้งหมด แต่ก็ยังเกิดปัญหา ที่ชาวต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านด้านตะวันตกมาสวมรอยขอ
สัญชาติไทย โดยไม่ต้องทดสอบให้เขาร้องเพลงชาติ ซึ่งปัญหานี้จึงเป็นอุปสรรคต่อการมอบ
สัญชาติให้กับประชาชนอีกหลายคนบนดอยแม่สลองของทางการไทย

        หลังจากที่พวกเราซึมซับความรู้นอกตำราเรียน พวกเราก็มาหย่อนใจด้วยการเที่ยวชมพระ
บรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทรามหาสันติคีรี และแวะไร่ชา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของชาชนิดต่างๆที่
พวกเราช่วยอุดหนุนที่ร้านภายในหมู่บ้าน สันติคีรีหรือชุมชนชาวจีนบนดอยแม่สลอง เพื่อนำไป
เป็นของกำนัลแก่ผู้ใกล้ชิดและคนรู้จัก

        ในช่วงเย็น คณะนักศึกษาปริญญาโทรัฐศาสตร์ รามฯ โคราช เดินทางมาพัก ณ บ้านพัก
เรือนคำ ซึ่งคุณอดิศร เรือนคำ เป็นผู้เอื้อเฟื้อสถานที่พักให้กับพวกเรา และร่วมกับ “ป.เมต”
คุณศักมณฑล ใจบุญตระกูล ปลัดอำเภอแม่จัน เตรียมการจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกเรา

        ในระหว่างสันทนาการช่วงค่ำ พวกเรารวมทั้งผมได้พากันซื้อโคมลอยมาปล่อยให้ล่องลอย
สู่ฟากฟ้ายามมืดมิดที่ ไร้แสงดาว ผมก็อธิษฐานไว้ในใจ ขอเพียงแค่........

        “บ้านนี้ เมืองนี้ สงบสุข”

        ก็เพียงพอครับ

 

 

 

วันต่อมา........

        เป็นวันสุดท้ายการศึกษาดูงานของคณะนักศึกษาปริญญาโทรัฐศาสตร์ รามฯ โคราช
เป้าหมายต่อไปของพวกเรา คือ การไปเยี่ยมชมพระตำหนักดอยตุง และข้ามไปยังเขตแดน
ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งเป็นชื่อทางการของพม่า โดย “ป.เมต” ช่วยจัดการธุระให้
พวกเราข้ามเขตไปได้อย่างสะดวกโยธิน

        ในช่วงเช้าผมขึ้นมาประจำการอยู่บนรถตู้คันที่สามพร้อมกับผู้โดยสารชุดเดิม เดินทาง
มุ่งหน้าสู่พระตำหนักดอยตุง ท่ามกลางเส้นทางที่เลี้ยวลด คดเคี้ยวอยู่พอสมควร เมื่อเข้าสู่อาณา
บริเวณเขตดอยตุง

        พระตำหนักดอยตุงเป็นที่ประทับแปรพระราชฐานของสมเด็จย่า ปลูกแบบเรียบง่าย ซึ่ง
แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ อาคารพระตำหนักดอยตุง หอพระราชประวัติ และสวนแม่ฟ้าหลวง

 

 

 

        ผมเข้าไปเยี่ยมชมเพียง 2 ส่วน คือ อาคารพระตำหนักดอยตุง และสวนแม่ฟ้าหลวง โดย
พระตำหนักดอยตุงเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมผสานกับบ้านพื้นเมืองแบบสวิส สร้างบน
ไหล่เนินสามารถชมวิวทิวทัศน์ได้ไกลสุดสายตา บริเวณรอบพระตำหนักมีพันธุ์ไม้พื้นเมือง และ
พืชสมุนไพรหลากหลายชนิด

        สำหรับพระตำหนักแม่ฟ้าหลวง เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาวที่มีการปลูกดอกไม้หมุนเวียน
สลับให้ออกดอกไม่ซ้ำกัน ตลอดสามฤดู ล้อมรอบปฏิมากรรมนามว่า “ความต่อเนื่อง” เป็นรูป
เด็กยืนต่อตัวกันกลางสวน อีกทั้งยังจัดแต่งสวนหิน ซึ่งประดับด้วยหินภูเขากลมเกลี้ยงขนาดใหญ่
สวนน้ำอุดมด้วยไม้น้ำพันธุ์ต่างๆ และสวนปาล์มที่รวบรวมปาล์มจำนวนมากมายภายในพื้นที่
13 ไร่

        ช่วงเวลา 11.00 น.เศษ พวกเราเดินทางไปรับเอกสารผ่านแดนเข้าพม่า โดย“ป.เมต” ช่วย
เป็นธุระจัดการให้ล่วงหน้า ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียม 30 บาท พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชน จาก
นั้นรถตู้ก็มาจอดลงตรงหน้าด่านตรวจที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ด้วยเหตุที่รถตู้ไม่สามารถข้ามจุด
ผ่านแดนได้ พวกเราจึงเดินทางเข้าพม่าด้วยเท้าทั้งสองข้าง

 

 

 

        ผมเดินเข้าไปในเขตพม่ากับพี่ไมค์ ตามหลังคนอื่นๆอยู่หลายก้าว เมื่อไปถึงย่านค้าขายที่
ติดชายแดน สายตาพลันพบกับผู้คนมากหน้าหลายตาที่พลุกพล่านเอามากๆ ซึ่งเต็มไปด้วย
ขอทาน พ่อค้า แม่ค้าที่เดินสะพายตระกร้าใบเขื่องบรรจุสินค้าทั้งบุหรี่ เครื่องโกนหนวด ไฟแช็ก
ซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ และซีดีลามก พวกเขาตามตื้อ พยายามจะขายให้กับผมและพี่ไมค์ซะให้ได้
จนน่ารำคาญ

        “ม่า~~~ย อ๊า~~~ว....... ผมเป็นเก~~ย์”

        เป็นเสียงปฏิเสธของพี่ไมค์ ต่อชายฉกรรจ์ชาวพม่าคนหนึ่ง และอีกหลายคนที่มาตามตื้อจะ
พาไปหาหญิงบริการ (ทางเพศ) ซึ่งพี่ไมค์ก็รอดจากปากเหยี่ยวปากกาด้วยคำปฏิเสธแนวๆนี้ (ก็
ให้น่าคิดเหมือนกัน ถ้าชายที่ตามตื้อดันเป็นเก~~ย์ขึ้นมา)

        ส่วนผมก็รอดตัวด้วยสไตล์เดินที่ไม่สนใจใครนัก เข้าไปซื้อสินค้าในร้านสินค้าปลอดภาษี
มาจำนวนหนึ่ง (ถูกสุดๆเลย ขอบอก) และเกาลัดคั่ว 2 กิโล ซึ่งผมพอทราบว่า หากซื้อเกินอัตรา
ที่กำหนด (ผมก็จำไม่ได้ว่าจำนวนเท่าใหร่) อาจจะถูกปรับเงิน หรือซื้อแผ่นผีเข้ามามากๆ ก็จะ
โดนข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์เข้าเต็มรัก

        การเดินทางร่วมกับเพื่อนรัฐศาสตร์ รามฯ โคราชทริปนี้ นับเป็นประสบการณ์
แปลกใหม่ที่นอกเหนือไปจากการอ่านหนังสือ หรือท่องเว็ปไซต์มากโขทีเดียว

 

                                                                                                กระทาชายนายยะ

                                                                                                บันทึกการเดินทาง
                                                                                                -----------------

 

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "รายงานพิเศษ แอ่วเหนือแบบรัฐศาสตร์(๒)"

จากหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน ฉบับวันที่  28 - 30  ตุลาคม  2551 หน้า  8 
---------------------------------------------------------------------------

Comment

Comment:

Tweet

อยากไปเที่ยวแม่สายจังเลย big smile

#6 By (61.19.205.252) on 2009-05-03 14:29

แน่นอนครับ

#5 By Juninyá on 2008-10-21 18:27

มีโอกาสก็แวะมาอีกนะคะ big smile

#4 By caffeineaddict on 2008-10-21 14:54

น่าสนใจ ๆ

#3 By Dhammasarokikku on 2008-10-20 17:52

เมื่อปีที่แล้วก็ไปมาค่ะ..สนุกดีถ้ามีโอกาส
ก็คงจะไปอีกแต่คงไม่ผ่านแดนไปเที่ยว
ที่พม่า..เพราะไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่embarrassed

#2 By nudee on 2008-10-20 12:16

เมื่อปีที่แล้วก็ไปมาค่ะ..สนุกดีถ้ามีโอกาศ
ก็คงจะไปอีกแต่คงไม่ผ่านแดนไปเที่ยว
ที่พม่า..เพราะไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่embarrassed

#1 By nudee on 2008-10-20 12:14