“คร่อ~~~~~~~ ก..... z..... z..... z.....”

        ในเวลาย่ำรุ่งสี่นาฬิกาเศษ ของวันอันสุดแสนธรรมดา เสียงกรนจากใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่นั่งหลับข้างๆ ผม เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเครื่องจักรกำลังเดินเครื่องภายในโรงสี (ฮา) ทำเอาผมข่มตาหลับไม่ลงนับแต่บัดเดี๋ยวนั้น ขณะนั้นผมโดยสารอยู่ภายในรถนครชัยทัวร์สายหนึ่ง ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่

        สำหรับการเดินทางของผมครั้งนี้ เป็นการเดินทางออกไปศึกษาดูงานร่วมกับเพื่อนๆ นักศึกษาปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ สาขาวิทยบริการ รุ่น 10 กว่า 20 ชีวิตที่พาลูกและภรรยามาร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ในเที่ยวล่าสุด โดยการศึกษาดูงานครั้งนี้มาจากแนวความคิดและการประสานงานกับหน่วยงานประจำพื้นที่เป้าหมายของ “พี่หลุยส์” คุณสุวิทย์ ธงภักดิ์ เพื่อนร่วมชั้นเรียนของคณะรัฐศาสตร์นั่นเอง

 

 

 

        เมื่อถึงเวลาหกโมงเช้า รถทัวร์ก็มาหยุดอยู่ ณ แขวงการทางเชียงใหม่ที่ 3 พวกเราพากันขนสัมภาระยัดใส่หลังรถตู้ ที่จอดเรียงรายจำนวน 4 คัน ผมขึ้นไปนั่งประจำอยู่บนรถตู้คันที่ 3  ซึ่งมี.....

        พี่นิ่ม-คุณศิธร ศิริโชติ บุคลากรสำนักงานเทศบาล ต.ตลาดแค
 
        พี่ระ-คุณสุระ สิงหาราโท นายช่างโยธา อ.บ.ต.วังน้ำเขียว และแฟนสาว

        พี่นก- คุณวัชราภรณ์ สุรพัฒน์ นักวิชาการพัฒนาการท่องเที่ยว อ.บ.จ.โคราช

        พี่ปุ๊ก-คุณบังอร บัวคำโคก ปลัดอำเภอประทาย
 
        พี่ณัฐ-คุณฐิติณัฏฐ์ ธีรเจริญวงศ์ ผู้ช่วยสัสดี อ.เสิงสาง

        และพี่ไมค์-คุณอังกูล เขียวสวัสดิ์ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ฯ อ.บ.ต.อุดมทรัพย์

        ทั้งหมดเป็นผู้ร่วมเดินทางบนรถตู้คันเดียวกันกับผม โดยมีพี่แสวง พลขับฝีมือดี คอยขับเคลื่อนพาพวกเราไปยังจุดหมาย ณ สถานที่ต่างๆ ภายในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงรายตลอดระยะเวลา 3 วันที่มาดูงาน

 


        กว่าพวกเราจะเดินทางมาถึงดอยอ่างขาง ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของวันแรกที่มาศึกษาดูงาน ก็รับประทานเวลาไปถึงสี่โมงเย็นเต็มๆ แต่ก่อนหน้านั้น พวกเราได้แวะไปซื้อเครื่องหนังและของที่ระลึกภายในตัวอำเภอเมืองเชียงใหม่ รวมถึงแวะไปดูกระบวนการทำเครื่องเงินที่โรงงานทำจิวเวลลี่ ต.บ่อสร้าง อ.สันกำแพง มาจนเต็มคราบแล้ว

        การเดินทางจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ ไปยังดอยอ่างขางค่อนข้างไกลพอสมควร โดยเฉพาะระยะทางราวๆ 30 กิโลเมตรก่อนที่จะถึงปลายทาง ค่อนข้างทุลักทุเล ตามเส้นทางที่ลดเลี้ยว เคี้ยวคด ลาดชันสุดๆ ตามสภาพภูมิประเทศ ที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขา ซึ่งพี่ณัฐและพี่ไมค์ที่นั่งอยู่ทางด้านหลังสุดยังเสียวสันหลังวาบเมื่อยามขึ้น-ลงเนิน ขณะที่ผมก็รู้สึกเวียนหัวนิดๆ เพราะอากาศค่อนข้างเบาบางมากจากพื้นที่ในระดับปกติ

 

 

 

        ตามสองข้างทางเต็มไปด้วยแมกไม้ ใบหญ้านานาพันธุ์ และบ้านพักของชาวเขาที่ส่วนใหญ่อยู่ทางซ้ายมือ ดูเหมือนยังไม่เป็นชุมชนที่ชัดเจนนัก สภาพของที่พักก็ยังคงสภาพบ้านไม้ที่มุงด้วยสังกะสีเก่าคร่ำคร่าและมักจะสร้างอยู่ในระดับต่ำกว่าถนนแทบทุกหลัง เมื่อเข้ามาใกล้สถานที่พัก สภาพของชุมชนชาวเขาก็เห็นเด่นชัดขึ้น บ้านหลายหลังต่างฉาบไว้ด้วยปูนซีเมนต์ ซึ่งต่างจากที่พักของชาวเขาหลายหลังที่ประสบมาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

        เท่าที่สังเกตผ่านรถตู้ ผมเห็นว่าภายในชุมชนนั้นมีเพียงแค่คนชราและเด็กเท่านั้น จนพี่นกกับพี่ปุ๊ก ซึ่งนั่งอยู่ทางด้านหลังของผม ต่างก็ผุดคำถามขึ้นมาตรงกันว่า........

        “แล้วคนหนุ่ม-สาวของหมู่บ้านนี้หายไปไหนกันหมด???”

        กรณีนี้ทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง “หนึ่งใจเดียวกัน” โดยองค์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่ผมเพิ่งชมเมื่อไม่กี่เดือนมาก่อนหน้านี้ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาทางสังคมที่ห่างไกลความเจริญทางวัตถุในลักษณะเดียวกัน ผู้คนในวัยทำงานของหมู่บ้านพากันออกไปทำงานยังต่างถิ่น เหลือเพียงเด็กและคนชราอาศัยอยู่กันตามมีตามเกิด

 

 

 

        “เอี๊ย----------------- ด”

        เสียงล้อรถตู้หยุดลงตรงรีสอร์ทบนยอดดอยอ่างขาง บนระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลเกือบ 1,400 เมตร เป็นเวลาเกือบครึ่งวันที่เท้าของผมได้เหยียบย่างลงบนพื้นอีกครั้ง ขณะที่ผมขนสัมภาระส่วนตัวไปยังที่พัก สายตาผมพลันสะดุดหยุดลงที่ร่างของเด็กสองคน ซึ่งสวมเสื้อสีส้มและเสื้อสีฟ้า สะพายกระบุงใบใหญ่อยู่ด้านหลัง และสะพายสายร้อยกำไลจักสานอยู่รอบเอว

        “เส้ ล้า ห้า บ่า.... ห้า เส้ ยี่ สิ”

        เด็กทั้งสองคนเสนอขายกำไลด้วยน้ำเสียงอันเจื้อยแจ้ว ราวกับสกุณาที่ออกหากินยามรุ่งอรุณ ผมจึงตัดสินใจอุดหนุน ซื้อกำไลจากเด็กเสื้อสีส้มมา 5 วง เพื่อนำไปฝากแม่และน้องสาวของผม

        “นี่ เส้ ล้า ห้า สิ..... สา เส้ ล้อ”

        เด็กเสื้อฟ้าเสนอขายสินค้าอีกชิ้น เป็นสร้อยเส้นเล็กๆเส้นหนึ่งที่อยู่ภายในบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก เป็นอีกครั้งที่ผมไม่รู้สึกลังเลสักนิดที่จะซื้อสร้อยอีกเส้น มากำนัลแด่มารดาบังเกิดเกล้าของผม

        นอกจากเด็กชาวดอยสองคนจะมาหาลูกค้าแล้ว ในอีกด้านหนึ่ง ณ บริเวณด้านหน้าที่พัก เด็กชาวดอยคนอื่นๆ วางขายสินค้า เช่น กำไล สร้อย ลูกปัด และหมวกชาวเขา โดยมีพวกเราชาวคณะรัฐศาสตร์รามฯ โคราชเป็นลูกค้าชั้นเยี่ยม ร่วมด้วยช่วยกันอุดหนุน สถานที่แห่งนั้นจึงคึกคักไปโดยปริยาย

 

 

วันต่อมา......

        ราวๆ 6 โมงเช้า พวกเราเดินทางโดยสารรถตู้ไปยังฐานปฏิบัติการรักษาชายแดนไทยบ้านนอแล โดยมีจุดประสงค์เพื่อชมพระอาทิตย์ยามเช้า ขณะเดินทางพวกเราเดินทางฝ่าทะเลหมอก และเส้นทางอันแสนลดเลี้ยว เคี้ยวคดอยู่พอสมควร ไปถึงจุดหมายภายในเวลาไม่นานนัก

        เมื่อไปถึงฐานปฏิบัติการรักษาชายแดนไทยบ้านนอแล กลับพบเห็นแต่ทะเลหมอกอันขาวโพลนโดยรอบ พวกเราเดินไปยังจุดพักชมวิว บนผืนดินที่มีสภาพชื้นแฉะอย่างหนัก เพราะสายฝนเพิ่งซัดกระหน่ำลงมาหมาดๆ และกำลังจะกระหน่ำลงมาอีกระลอกหนึ่ง

 

 

 

        ร.ต.ไพโรจน์ พรหมตรุษ นายร้อยหนุ่มไฟแรง เป็นผู้บรรยายสรุปให้พวกเราฟังถึงภารกิจรักษาชายแดน การตั้งกำลังตามจุดยุทธศาสตร์ชายแดนไทย และเขตแดนที่ยึดถือ หากยึดตามแผนที่ใหม่ เขตแดนไทยจะล้ำเข้าไปในพม่า เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาท จึงยึดตามเส้นทางเดิมที่เคยลาดตระเวน

        อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ความสมานฉันท์ของทหารทั้งสองฝ่าย ซึ่งตามปกติ พวกเขาจะอยู่กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย โดยทางฝ่ายไทยเปิดโอกาสให้ทหารพม่าจำนวนหนึ่งข้ามเขตแดนมาซื้อซี่โครงไก่และเครื่องดื่มอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น

        ความขัดแย้งทางทหารส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นมาจาก......

        ผู้นำในระดับ “รัฐบาล” เสียเป็นส่วนใหญ่

        ดังเช่น ความขัดแย้งชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันออกเฉียงใต้นั่นเอง

 

                                                                                              กระทาชายนายยะ

                                                                                              บันทึกการเดินทาง
                                                                                              -----------------

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "รายงานพิเศษ แอ่วเหนือแบบรัฐศาสตร์(๑)"

จากหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน ฉบับวันที่  24 - 27  ตุลาคม  2551 หน้า  8 
---------------------------------------------------------------------------

Comment

Comment:

Tweet

เอาทริปเวียดนามมาอวดมั่งดีกั่ว ... คึคึ

#6 By ka-aom (203.113.19.19) on 2008-10-22 10:53

เคยเกือบเห็นแม่ขนิ้งบนนั้นด้วย

#5 By Dhammasarokikku on 2008-10-20 17:57

พึ่งเข้ามาอ่านบลอกนี้ค่ะ


เลยอ่านหลาย ๆ บทความย้อนหลังด้วย


... พอดีทำงานในโรงเรียนอนุบาล และมีเด็กพิเศษร่วมเรียนด้วย ,

ว่าง ๆ จะเข้ามาอ่าน entry อื่น ๆ ด้วยค่ะ


ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ confused smile

#4 By caffeineaddict on 2008-10-19 22:16

ยินดีต้อนฮับ เจ้า big smile

#3 By caffeineaddict on 2008-10-19 22:13

เคยไปอ่างขางครั้งนึงครับ...สวยมาก และชาวบ้านก็น่ารักมากด้วย

ได้เข้าไปที่ค่ายทหารเหมือนกัน ทหารพม่าโบกมือให้อย่างเป็นมิตรด้วย

ด้วยความเคารพ

#2 By fallingangels on 2008-10-16 23:17

เห็นด้วยค่ะ..ความขัดแย้งมักจะมาจากระดับผู้นำเสียส่วนใหญ่..ทหารที่รักษาการอยู่พื้นที่มักไม่ค่อยมีปัญหากันเท่าไหร่open-mounthed smile Hot!

#1 By nudee on 2008-10-16 09:57