บางที บางสิ่ง เราจับต้องมันไม่ได้

        แต่เราสัมผัสมันได้ที่หัวใจ นั่นคือ “ความมหัศจรรย์”

        ข้อความที่ผมกล่าวถึงข้างต้น เป็นลำนำขึ้นต้นก่อนเริ่มเรื่องราวของภาพยนตร์ Where The Miracle Happens หรือหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งเป็นผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ สิริปปกรณ์ วงศ์จริยวัตร ผู้กำกับน้องใหม่ไฟแรง โดยมีองค์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงร่วมแสดงรับบทนำในเรื่องนี้ด้วย

        เรื่องราวเริ่มต้นจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ซึ่งซ่อนตัวจากโลกภายนอก แพท (นิศารัตน์ อภิรดี) นักศึกษาสาว ผู้มาออกค่ายพัฒนาร่วมกับรุ่นพี่ รู้สึกหลงไหลกับชีวิตความเป็นอยู่แบบธรรมชาติของหมู่บ้านแห่งนี้ ประจวบเหมาะพอดีที่โรงเรียนเพียงหลวง ซึ่งเป็นโรงเรียนเล็กๆ ประจำหมู่บ้าน ขาดแคลนครูสอนประจำ แพทจึงตัดสินใจที่จะมาเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้

        เรื่องราวกลับมิได้ง่ายดังคาด เมื่อคุณพิมพ์ดาว (องค์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ) แม่ของแพท ซี่งเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมชั้นสูง คัดค้านการอุทิศตนเพื่อส่วนรวมของแพท ส่วนแพทก็ไม่พอใจการกระทำของผู้เป็นแม่ ซึ่งพยายามนำที่ดิน อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอีกแห่งมาปลูกสร้างเป็นคอนโดมิเนียม จึงทำให้ทั้งสองหมางเมินต่อกันในที่สุด

        แต่แล้ววันหนึ่ง ทั้งสองประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อคุณพิมพ์ดาวฟื้นขึ้นมาจากการผ่าตัด กลับพบว่าตนเองอยู่เพียงลำพัง โดยปราศจากเงาร่างของแพท ทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คุณพิมพ์ดาวจึงตัดสินใจเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งเดียวกับที่แพทเคยมาเยือนก่อนหน้านี้ ตามรอยบันทึกของแพท และมาพร้อมกับหัวใจของลูกสาวตนเอง ซึ่งฝังอยู่ภายในร่างกายของคุณพิมพ์ดาวนั่นเอง

        เมื่อเข้ามาสัมผัสด้วยตนเอง คุณพิมพ์ดาวกลับรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับที่แพทเคยสัมผัสมาก่อน จากน้ำใจไมตรี ความเป็นกันเอง และความอบอุ่นที่ได้รับจากชาวบ้าน กับสภาพบรรยากาศและกลิ่นอายแห่งความเป็นธรรมชาติ จึงทำให้คุณพิมพ์ดาวรู้สึกผูกพัน และอยู่ช่วยพัฒนาโรงเรียนเพียงหลวง ให้เป็นสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้สำหรับทุกคน ก่อนที่วาระสุดท้ายของตนเองจะเดินทางมาถึง

        จากเนื้อเรื่องของภาพยนตร์หนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งมีความกระชับ ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย และยังเป็นการจำลองแนวคิดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ลงในพื้นที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ เห็นได้จากฉากที่ถ่ายมุมสูง ที่เห็นพื้นที่ของหมู่บ้านแทบทุกตารางนิ้วมีการจัดสรรพื้นที่ตามหลักปรัชญา พร้อมกับนำองค์ความรู้จากภายนอกมาประสาน ในตอนที่พิมพ์ดาวช่วยออกแบบ และชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ อันเป็นการพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นไปอย่างยั่งยืน  

        ขณะเดียวกันก็ยังสะท้อนถึงปัญหาทางสังคมที่รุกรานเข้าสู่หมู่บ้านแห่งนี้ โดยมีค่านิยมทางวัตถุเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เช่น ฉากที่มีการตั้งคำถามถึงการหายตัวไปของหนุ่มสาวในหมู่บ้านทั้งหมด เหลือไว้เพียงคนชราและเด็กๆ และฉากที่พ่อของสวย (วิทยา เจตตะภัย) ขายสวย (ด.ญ.กมนัช ตันติพิชิตเวช) ซึ่งเป็นลูกสาวของตนเองไปให้กับนายหน้าเข้ามาทำงานยังตัวเมือง ซึ่งภาษาแถวบ้านผม เรียกว่า “ตกเขียว” นั่นเอง

       แต่ประเด็นหลักที่หนังเรื่องนี้ต้องการสื่อออกมา คือ ปัญหาขาดการศึกษาของเด็กในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งห่างไกลจากสถานศึกษาในชุมชน ทั้งการขาดแคลนครูผู้สอน และไม่ได้รับการเหลียวแลจากหน่วยราชการ อีกทั้งสะท้อนถึงปัญหาที่แท้จริงของกระบวนการเรียนรู้ที่คนเรามักจะมองเฉพาะความเจริญทางวัตถุเป็นหลัก แต่กลับละเลยถึงความต้องการที่แท้จริง ซึ่งหลบซ่อนอยู่ภายในใจของนักเรียนเอง

        ผมรู้สึกชอบตรงฉากการแก้ปัญหาขาดแคลนและลดภาระของครูผู้สอน (ซึ่งมีเพียงคนเดียว) โดยให้ผู้นำชุมชนและชาวบ้าน มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ที่ตนเองมีอยู่ เช่นการทำอาหาร การปรุงสมุนไพร การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และความรู้ในแขนงอื่นๆที่อยู่ภายนอกตำราเรียน ให้เป็นองค์ความรู้เรียนร่วมกัน

        โดยความคิดเห็นส่วนตัว ควรเพิ่มบทบาทสองสถาบันหลักในสังคมบรรจุในหนังเรื่องนี้ เช่น สถาบันครอบครัวและสถาบันศาสนา ในการกล่อมเกลาจิตใจของผู้คน ซึ่งนับวันยิ่งถอยห่างออกจากวิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้นทุกที เช่น ฉากที่ ด.ช.สำคัญ (ด.ช.ณัฐดนัย ป้อมปานต้า) ลูกของภารโรงสุขโข (สมชาย ศักดิ์กุล) นั่งทำการบ้าน อันที่จริงน่าจะให้สุขโขสอนการบ้านให้กับลูกชายของตนเอง กับฉากที่คุณพิมพ์ดาวไปจุดธูปไหว้พระในวัด ซึ่งผมสังเกตุเห็นว่า ภายในวัดกลับไม่มีพระภิกษุหรือสามเณรจำพรรษาสักรูป จริงๆ แล้ว ก็ควรเพิ่มบทพระภิกษุสักรูป โดยให้มีบทบาทสั่งสอนกล่อมเกลาจิตใจเด็ก ตลอดจนถึงผู้ใหญ่ อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน ซึ่งเป็นการเพิ่มมิติของภาพยนตร์เรื่องนี้ให้มีมุมมองที่กว้างขึ้นอีกด้วย

        ในส่วนของการแสดง นอกจากองค์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ทรงรับบทคุณพิมพ์ดาว ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเรื่องได้ดียิ่ง แต่ที่ผมรู้สึกทึ่งก็คือ การแสดงของเด็กๆ ในเรื่อง อันเป็นเครื่องปรุงแต่งชั้นดี โดยเฉพาะบทบาท ด.ช.จ่อย (ด.ช.ปานวัชร์ มีปัญญา) ซึ่งมักจะดอดมาขโมยซีนไปเกือบหมดทั้งเรื่อง  

        สรุปแล้วภาพยนตร์เรื่องหนึ่งใจเดียวกัน เป็นหนังที่เปี่ยมไปด้วยสาระ แต่ไม่ถึงกับหนักสมองเสียทีเดียว แถมพกด้วยความบันเทิง ซึ่งสอดแทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะ เรื่อยมาจนถึงบทสรุปของเรื่องที่สามารถเรียกน้ำตาจากผู้ชมเกือบทั้งโรง

        อนาคตทางการศึกษาของเด็กไทย

        อยู่ที่การเปิดใจยอมรับสิ่งที่เด็กต้องการอย่างแท้จริง

        หาใช่อยู่ที่ข้อจำกัดซึ่งผู้ใหญ่กำหนดขึ้นมาเอง

        ด้วยความรู้สึกที่เรียกกันว่า “อคติ”


                                                                                              ดินสอ 2B
                                                                                              ---------

 

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ศิลปะและบันเทิง" ในหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน

ฉบับวันที่ 15 - 18 สิงหาคม พ.ศ.2551 หน้า 10

-----------------------------------------------------------------------------

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านๆดูแล้วท่าจะเป็นหนังที่ให้ความรู้สึกดีๆอีกเรื่องbig smile
แต่ไม่มีใครไปดูเป็นเพื่อนเลยแฮะ

#1 By kororo on 2008-08-11 23:32

โหย..น่าดูครับ
เคยมีความฝันว่าอยากไปเป็นครูสอนเด็กๆตามชนบท เวลาว่างก็ถ่ายรูปเล่นไปวันๆ
ตอนนี้ก็ยังฝันอยู่ไม่รู้เมื่อไหร่จะเป็นจริงซักที

#2 By Lonely season on 2008-08-11 23:33

น่าดูครับๆๆๆ

#3 By -o- Jotakun -o- on 2008-08-12 00:39


เนืองในวาระดิถีวันแม่....

ขอความสุขจงมีแด่แม่ทุกท่านบนสากลโลกใบนี้

โดยเฉพาะ "แม่" ของผมครับ

big smile big smile big smile

#4 By Jimmy Lee on 2008-08-12 05:08


ขอให้ลูกทุกคนจงประสบความสำเร็จและเป็นคนดี

และทำประโยชน์เพื่อสังคมเป็นที่ตั้ง

อย่าให้ "ความเห็นแก่ตัว" เข้ามาเบียดบังจิตใจของลูกๆ

#5 By แม่ของลูก (222.123.216.172) on 2008-08-12 05:25

น่าดูอ่ะ
วันนี้ชวนแม่ไปดูดีกว่าค่ะ

#6 By หลัก-กิ-โล on 2008-08-12 06:40

I LOVE MOMbig smile

#7 By ชนกานต์ (58.9.214.85) on 2008-08-20 19:26

ไปดูมาแล้วค่ะ ซึ้งมาก ๆ เลย ทำให้รู้สึกรักและเข้าใจแม่มาก ๆ ค่ะ

#8 By Pam (124.120.237.104) on 2008-08-29 10:47

น่าดูมาก ๆ บรรยากาศดีจังเลย..

#9 By nudee on 2008-09-01 14:33

When we meet, a bond between us
is born for the first time. Our hearts
aren’t inside our bodies.

เมื่อเราได้พบกัน ก็จะเกิดเป็นสายใยความสัมพันธ์
ครั้งแรกระหว่างเรา หัวใจพวกเราน่ะ ไม่ได้อยู่
ในร่างกายหรอกนะ


When you think of something
or care about someone that’s where
ours hearts are born.

เมื่อคุณคิดถึงสิ่งใด หรือรู้สึกแคร์ใครซักคน
หัวใจของคุณก็จะเกิดอยู่ตรงนั้น


If you’re the only person in the entire world,
then your heart isn’t be anywhere.

ถ้าหากว่าคุณอยู่เพียงลำพังบนโลกใบนี้
หัวใจของคุณก็จะไม่มีทางเกิดเกิดขึ้น ไม่ว่าที่ไหนๆ


It’s impossible to feel exactly
The same as someone else, but

การที่เราจะมีความรู้สึกตรงกับคนอื่น
อย่างสมบูรณ์อาจจะเป็นไปไม่ได้ แต่ว่า


You can treasure your friends
And keep them close in your heart

การที่เราให้ความสำคัญกับคนอื่นแล้ว หัวใจ
ของเรากับเค้าก็จะค่อยเข้าใกล้กัน


I think that’s what it means
To beat yours hearts as one

นี่สินะที่เค้าเรียกว่า “หัวใจเป็นหนึ่งเดียวกัน”

ให้เครดิตเขาหน่อย
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=117305

#10 By SΘMBΘΘN on 2008-11-16 07:45

รักน้องเพ้นท์ค่ะ

#11 By 555 (125.25.86.57) on 2009-01-05 23:58

รักน้องเพ้นท์

เพราะอยู่โรงเรียนเดียวกันไงงง

เจอหน้าทุกๆวันไง


น่าร๊ากจะตายยย big smile

#12 By คนโว้ยยยยย (118.172.58.224) on 2009-03-14 10:55

มีรัยมาบอกเพื่อนๆคร่ะ

น้องเพนท์ตอนอยู่ที่โรงเรียนขี้เล่นแระกวนมากๆ

น่าร๊ากด้วย

เดี๋ยวปี53นี้พี่ก้อต้องออกจากอนุบาลแล้ว

แต่พี่ก้อจะมาเที่ยวหารุ่นน้องที่รักคนนี้นะ

big smile big smile big smile
หวัดดีคร่ะ

พี่เพิ่งรู้วันนี้น่ะว่าหัวใจพี่มันร๊ากน้องเพ้นท์

น้องเพ้นท์คับ

พี่ร๊ากน้องเพ้นท์นะคับ

ถึงน้องเพ้นท์จะรักน้องปิ่นก้อตาม

ถึงน้องเพ้นท์จะไม่ร๊ากพี่

พี่ก้อจะร๊ากน้อง

พี่ขอแอบรักน้องข้างเดียวก้อพอ

พี่ว่าน้องเพ้นท์กับน้องปิ่นก้อเหมาะกันนะคับ

กานที่เราเห็นคนที่เรารักมีความสุขแล้วเรามีความทุกนี้

เราทำถูกใช่มั๊ย

#14 By รุ่นน้องที่ร๊าก (117.47.228.211) on 2009-05-17 17:10

asdddgfbig smile big smile big smile

#15 By กอด (125.24.19.68) on 2009-07-15 16:27