“มัจฉาเวียนว่ายอยู่กลางสระ พานพบวาตะเมฆาเป็นมังกร”

        คำทำนายชะตาชีวิตของสงป้าประมุขพรรคใต้หล้าจากธุลีดินยอดหมอดู ผู้หาญกล้าเปิดเผยโองการสวรรค์ เป็นปฐมบทแห่งวีรกรรมสะท้านยุทธภพของสองยอดยุทธต่างบุคลิกนามเนี่ยฟงและปู้จิ้งอวิ๋น

        เรื่องราวของสองจอมยุทธถูกนำมาเรียงร้อยถ่ายทอดโดยหม่า หย่ง เฉิง นักเขียนการ์ตูนชาวฮ่องกง ซึ่งผ่านสายตาผมทั้งในรูปแบบการ์ตูนคอมมิค ภาพยนตร์ (มีภาคสองออกมาในอีกไม่นานนัก) ละครโทรทัศน์ และในฉบับนิยาย ที่ผมกำลังจะกล่าวถึงในบรรทัดถัดไป

        ฟงอวิ๋นฉบับนิยายเป็นการขยายความตอนต้นเรื่องในฉบับการ์ตูน โดยให้รายละเอียดที่เป็นดราม่ามากขึ้น ตามแนวคิดดั้งเดิมของอาจารย์หม่า ซึ่งประพันธ์ร่วมกับชิงตัน ณ ขณะนี้ผ่านสายตาผมออกมาเพียง 4 ภาค คือ....

 

        ภาคลมเมฆประสาน สะท้านใต้หล้า : กล่าวถึงปฐมบทแห่งเรื่องราวในวัยเยาว์ของเนี่ยฟงและปู้จิ้งอวิ๋น โดยตัดสลับกันไประหว่างตัวละครเอกสองตัว จนถึงการเข้าเป็นศิษย์เอกของสงป้า เจ้ายุทธจักรแห่งพรรคใต้หล้า

        ภาคหาญกล้าท้าเทวะ : ว่าด้วยภารกิจของเนี่ยฟงจากสงป้าให้ตามหา “บาตรปรมัตถ์” อาวุธวิเศษในตำนานนางพญางูขาว “ไป๋ซู่จิง” ซึ่งเขากลับพานพบ “อาเถี่ย” ซึ่งเกี่ยวพันกับปู้จิ้งอวิ๋นโดยบังเอิญ ระหว่างดำเนินภารกิจ พวกเขาต่างต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจและมีชีพเป็นอมตะอย่าง “เทพยุทธ” และ “เทวะ”

        ภาคตำนานพิศวาสล่มเมือง : เล่าถึงภารกิจของเนี่ยฟง ที่ต้องเข้าไปสืบสวนการถูกสังหารของสายลับจากพรรคใต้หล้าภายในนครไร้ทัดเทียมอย่างเงียบๆ และรักแรกพบก็วิ่งมาชนเขาอย่างจัง พร้อมๆเผชิญหน้ากับผู้สืบทอดวิชา “พิศวาสล่มเมือง”ของกวนอู ผู้กล้าแห่งยุคสามก๊ก

        ภาคหมู่มารลำพอง ผยองแดนยุทธ : ภาคล่าสุดที่เพิ่งผ่านสายตาผม ว่าด้วยภารกิจของเนี่ยฟง ปู้จิ้งอวิ๋น และข่งฉือ สาวใช้ของทั้งสอง เดินทางพบกับเฮยถงและจอมมาร เพื่อนำยาแก้พิษ “จุมพิตแห่งเทพมรณะ” มาช่วยเหลือโยวโร่ว บุตรสาวคนเดียวของสงป้า พร้อมกับการไขปริศนา “ดวงใจตั๊กม้อ” ที่อยู่ในครอบครองของพวกเขาโดยบังเอิญ ซึ่งเก็บงำความลับของอาวุธอันแสนร้ายกาจที่สุดในโลกเอาไว้

        จากเนื้อเรื่องของนิยายกำลังภายในอันเลื่องชื่อ ซึ่งมีกลิ่นอายนิยายของกิมย้งและโกวเล้ง โดยมีการเดินเรื่องแบบสืบสวนสอบสวน (นอกเหนือจากภาคแรก) ตามแบบฉบับเล็กเซียวหงส์ของโกวเล้ง และการต่อยอดเพลงยุทธจากผลงานของกิมย้ง เช่นเพลงเตะพิชิตมังกร ซึ่งมาจากวิชาฝ่ามือพิชิตมังกรในเรื่องมังกรหยกและแปดเทพอสูรมังกรฟ้า และวิชาหัตถ์โลหิตพลังหวนก็มาจากวิชามหาเวทย์ดูดดาว จากเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักร หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ “เดชคัมภีร์เทวดา” นั่นเอง

        นิยายเรื่องฟงอวิ๋น เน้นรายละเอียดปลีกย่อย ให้ตัวละครเอกมีคาแรกเตอร์เด่นชัดมากขึ้นจากฉบับการ์ตูนคอมมิค และภาพยนตร์ ที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวของยุทธจักรอันเข้มข้นและชวนหดหู่ไปในตัว แต่ก็ยังมีน้ำใจไมตรีของพวกเขาเป็นแรงขับเคลื่อนให้เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างมีเอกภาพ อีกทั้งยังนำภาพประกอบในแต่ละฉาก ให้เดินเรื่องอย่างมีอรรถรส ซึ่งผู้อ่านสามารถเข้าใจประเด็น เนื้อหาของเรื่องได้ง่ายขึ้น

        เท่าที่ผมสังเกต นิยายเรื่องฟงอวิ๋น ผู้ประพันธ์ทั้งสองทั้งสองมักจะโยงเข้ากับตำนานของจีน ที่คอหนังจีน หรือผู้ศึกษาตำนานต่างๆ คงจะทราบดี เช่น ตำนานสร้างโลกของเจ้าแม่หนี่วา ตำนานกวนอูผู้กล้าแห่งยุคสามก๊ก ตำนานเหลียงซานป๋อและจูอิงไถ ที่ตายแล้วกลายเป็นผีเสื้อบินเคียงคู่ และตำนานนางพญางูขาว “ไป๋ซู่จิง” ซึ่งเป็นการตีความที่ต่างออกไปจากเดิม โดยที่เนื้อหาหลักของตำนานไม่ถูกเบี่ยงเบน

 

        แต่ผมของติติงสักนิด ตรงที่ในหลายตอนมีประโยคที่เยิ่นเย้อมากเกินไป และในสองเล่มหลัง มีการพิมพ์คำผิดเยอะไปหน่อย หรือมีรูปประโยคที่ค่อนข้างคลุมเครือ แต่ที่สำคัญคือ เรื่องนี้ออกวางตลาดล่าช้าจนเกินไป หากเฉลี่ยออกมาน่าจะเป็น 1 ภาคต่อปี (ขณะที่ยังเหลืออีก 7 ภาค เฮ้อ.........)

        โดยรวมแล้วอรรถรสที่ผมได้จากนิยายกำลังภายในเรื่องฟงอวิ๋นนับว่ามากพอสมควร ทั้งแง่ความแปลกใหม่ของเรื่องราว รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอของผู้ประพันธ์ ซึ่งไม่ซ้ำแบบใคร

        นอกเหนือจากความบันเทิงแล้ว นิยายกำลังภายในเรื่องนี้ยังเปี่ยมไปด้วยข้อคิด เช่น ภาคหมู่มารลำพองฯ ซึ่งตัวละครที่เรียกตนเองว่า “มาร” มีแนวคิดแบบสังคมอุดมคติ เช่นเดียวกับ “สังคมคอมมิวนิสต์” ของคาร์ล มารซ์ ในส่วนตัวผมกลับมีความเห็นที่ต่างออกไป คือ......

        ในวันที่ทุกคนมีความเสมอภาค เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง

        ขึ้นอยู่กับว่า มนุษย์ทุกผู้ทุกนามจะปราศจาก “กิเลส” อันไร้ที่สิ้นสุด

        หาใช่ที่ทำให้ทุกคนมี “ทรัพย์สิน” อย่างเท่าเทียมกัน

 


                                                                                                           ดินสอ 2B
                                                                                                           ---------

 

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ศิลปะและบันเทิง" จากหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
ฉบับวันที่  8 - 10 กรกฎาคม  2551 หน้า  10
 

------------------------------------------------------------------------

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry