กฎหมายกับลุงโง่

posted on 23 May 2008 16:57 by autis-mann in 2B-Story

 

        กฏหมายเป็นแม่บทสำคัญที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยภายในบ้านเมือง ประชาชนทุกผู้ทุกนามล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ซึ่งป้องกันมิให้บุคคลหรือองค์กรล่วงละเมิดสิทธิ เสรีภาพ และภราดรภาพส่วนบุคคล

        ปัจจุบันการณ์กลับหาได้เป็นเช่นแนวคิดข้างต้น ผู้อ่อนแอ หรือผู้ด้อยโอกาสก็ยังถูกล่วงละเมิดอยู่เนืองๆ

        ย้อนเวลากลับไปในอดีตกาล เราก็ยังพบเจอหลายกรณี จากในหน้าประวัติศาสตร์

        ณ ที่นี้ผมขอยกตัวอย่างจากบทหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์จีน ยุคชุนชิว  (720 – 476 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นช่วงที่แผ่นดินจีนแตกแยกออกเป็นหลายๆ แคว้น แยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองของรัฐบาลราชวงค์โจว (1111 – 246 ปีก่อนคริสตกาล)
  
        สมัยพระเจ้าฉีหวนกง (685 – 643 ปีก่อนคริสตกาล) กษัตริย์แห่งแคว้นฉี ซึ่งเป็นอภิมหาอำนาจเหนือแคว้นต่างๆ ในยุคนั้น ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงเสด็จประพาสล่าสัตว์ และทรงทอดพระเนตรเห็นกวางตัวหนึ่งหนีออกมาจากวงล้อม วิ่งเตลิดไปยังหุบเขา ฉีหวนกงทรงควบม้าตามกวางตัวนั้นเข้าไป

        ฉีหวนกงขี่ม้าเข้ามาในหุบเขา แต่ไม่พบกวางตัวนั้นแม้แต่เงา พระองค์จึงเดินทางกลับ  แต่กลับหลงทางอยู่ในหุบเขาแห่งนั้น

        ให้บังเอิญเหลือเกิน มีชายชราคนหนึ่งหาบฟืนเดินผ่านมาแถวนั้นพอดี ด้วยเหตุที่ไม่เคยเสด็จเยือนหุบเขาแห่งนี้มาก่อน ฉีหวนกงจึงตรัสถามชื่อหุบเขากับชายชราคนนั้น

        “หุบเขานี้..... ชื่อหุบเขาลุงโง่”

        คำตอบจากปากชายชรา สร้างความประหลาดใจให้กับฉีหวนกงเหลือเกิน จึงอดไม่ได้ที่จะถามถึงที่มาของชื่อหุบเขา

        “สาเหตุมันเป็นอย่างนี้..... แม่โคที่ข้าพเจ้าเลี้ยงไว้ออกลูกมาตัวหนึ่ง ข้าพเจ้าเลี้ยงลูกโคนี้จนโต แล้วนำไปขายในตลาด นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อลูกม้ามาเลี้ยง ที่หมู่บ้านของข้าพเจ้ามีเด็กหนุ่มอันธพาลอยู่คนหนึ่ง มันมาที่บ้านของข้าพเจ้า แล้วบอกว่า... ‘แกเลี้ยงแม่วัว .... แล้วทำไมออกลูกเป็นม้าได้ล่ะ? ....  แกต้องไปขโมยมาแน่ๆ’ ว่าแล้วมันก็จูงลูกม้าของข้าพเจ้าออกไปซะงั้น เมื่อพวกเพื่อนบ้านรู้เรื่องเข้า พวกนั้นก็เลยตั้งชื่อข้าพเจ้าว่า ‘ลุงโง่’ ”  ชายชราอธิบายเสียยืดยาว

        “อ้อ..... เรื่องราวมันเป็นอย่างนี้นี่เอง เรื่องนี้พูดได้ว่าเป็นเรื่องโง่จริงๆ คงไม่มีใครหรอกที่จะปล่อยให้คนอื่น จูงลูกม้าของตนเองไปง่ายๆหรอก”  ฉีหวนกงตรัสพร้อมกับแย้มพระสรวลด้วยความขบขันในความโง่ของชายชรา

        ‘ลุงโง่’ ปั้นสีหน้าเฉยเมยและไม่นำพาต่อกิริยาอาการของฉีหวนกง เขาบอกทางออกจากหุบเขาแห่งนั้น ในที่สุดฉีหวนกงสามารถเดินทางกลับสู่พระราชวังอย่างปลอดภัย ส่วนลุงโง่ก็หาบฟืนเดินต่อไป โดยมิได้ใส่ใจสิ่งใด

        เช้าวันต่อมา.........

        ฉีหวนกงนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ก่วนจ้ง (730 – 645 ปีก่อนคริสตกาล) เสนาบดีคู่ใจฟังด้วยความขบขัน เมื่อก่วนจ้งได้ยินเรื่องราวของลุงโง่เช่นนั้น สีหน้าและแววตากลับแปรเปลี่ยนไปในทันใด เขารีบคุกเข่าลงแล้วทูลด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า.......

        “หามิได้พระเจ้าข้า ชายชราผู้นั้นหาได้เป็นคนโง่ พวกเราผู้ปกครองประเทศนี่แหละที่เป็นคนโง่ หากเบื้องบนเป็นผู้ประเสริฐ ปกครองด้วยกฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้วไซร้ ใยจะเกิดเรื่องแย่งชิงลูกม้า ถ้าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พระองค์คิดว่าชายชราผู้นั้นจะยอมหรือ???  เวลานี้ ชายชรารู้ดีว่าขุนนาง ข้าราชการล้วนแต่กินสินบาทคาดสินบน บ้านเมืองไร้ขื่อแป จะไปฟ้องร้องก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด ดังนั้น เขาจึงปล่อยให้เด็กหนุ่มอันธพาลจูงม้าไปจะเป็นการดีที่สุด ขอให้พระองค์ทรงโปรดฯ พิจารณาปรับปรุง แก้ไขกฎหมายและการปกครองเถิดพระยะคะ”

        ก่วนจ้งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหนึ่งที่ทำให้แคว้นฉียุคพระเจ้าฉีหวนกงผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจแค้นแรกในต้นยุคชุนชิว เขามองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายใต้การปกครองของฉีหวนกงอย่างลึกซึ้ง ราษำรภายในแคว้นยังไม่ได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

        สภาวะบ้านเมืองไร้ขื่อแป ผู้ปกครองบ้านเมืองเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ประชาชนขาดที่พึ่งพิง ถึงมีปากจะไปร้องทุกข์กับใคร?? ที่ไหน?? ด้วยเหตุฉะนี้ การกระทำดั่งเช่นก่วนจ้ง กลับมองเหตุการณ์เพียงผิวเผินเหมือนกับเป็นเรื่องขบขันของคนทั่วไป แต่ทว่า.... เขากลับกล้าตำหนิตนเองและกษัตริย์ฉีหวนกง จนผมรู้สึกยกย่องท่านจากใจจริง

        หากมองสภาวะรอบตัวในปัจจุบัน จะเห็นว่าประเทศของเรายังมี ‘ลุงโง่’ อยู่มากมายทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ผมมักคิดอยู่เสมอว่า..... สิ่งที่ทำให้ประเทศอยู่ในสภาวะด้อยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็เพราะประชาชนไม่ได้รับการพัฒนาความเท่าเทียมกันในทุกด้านนั่นเอง

        ยังมีผู้ด้อยโอกาสอีกหลายภาคส่วน ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่มิใช่ว่ารัฐจะต้องคอยอุ้มชูตลอดไป ควรจะต้องให้พวกเขารู้จัก “พึ่งตนเอง” เสียก่อนที่จะนำไปสู่การสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม

        การลดจำนวนผู้ที่เป็นดั่งเช่น ‘ลุงโง่’ ควรเริ่มจากผู้ปกครองประเทศระดับเบื้องบนเสียก่อน ซึ่งยังคงยึดติดกับการแสวงหาและรักษาอำนาจแบบไร้สาระ แล้วหันมาสร้างความสมานเรา (ผมเอามาจากคำพูดของอาจารย์ธนียา ซึ่งสอนผมตอนเรียน ป.โทน่ะ)

        ข้อที่สำคัญ คือ การเปิดใจรู้จักยอมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน มิใช่ว่าจะให้ความสำคัญกับส่วนใดส่วนหนึ่งของสังคม (รวมทั้งตนเองและพวกพ้อง) มากจนเกินไป การสร้างความเป็นธรรมในสังคมจึงจะพอมีความหวังว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

        ‘ลุงโง่’ เป็นดัชนีชี้วัดถึงความเท่าเทียมกันของประชาชนภายใต้การปกครองระบอบเดียวกัน ไม่ว่ายุคใด สมัยใด

        ซึ่งสะท้อนให้เห็น “ความโง่งม” ของผู้มีอำนาจที่ยังไม่สำเหนียกถึงความเดือดร้อนของปวงชน


ดินสอ 2 β
----------

ที่มา :  “หุบเขาลุงโง่” จากหนังสือ “ปรัชญาชีวิตในสุภาษิตจีน” โดยก.กุนนที และบุญศักดิ์ แสงระวี หน้า 88 - 89

Comment

Comment:

Tweet

#5 By (118.175.208.133) on 2008-08-12 15:54


อ๋อ...

พอดีผมแค่โตขึ้น

แล้วโผล่พ้นจากความเป็นเด็ก

ก็แค่นั้นเองครับ

#4 By Juninyá on 2008-06-09 19:56

(อดีต) เด็กออทิสติกหรอ

#3 By - - (58.136.56.100) on 2008-06-05 21:51

ประเทศไทยกำลังย่ำแย่
ใครหนอจะช่วยกันได้

#2 By ~aMe~ on 2008-05-23 21:28

....ความเท่าเทียมเป็นคำที่พูดง่ายแต่ทำจริงยากเหลือเกิน
....เมืองไทยมีคนอย่าง "ก่วนจ้ง" มากๆ ก็คงดี
'block cool!'

#1 By BOB_SPOKESMAN OF BROKU on 2008-05-23 18:01