ปาท่องโก๋กับจอมกังฉิน
posted on 04 May 2008 15:36 by autis-mann in 2B-Story
"นำเต้าหู้สองถุงกับปาท่องโก๋ถุงนึงด้วยคร้าบ+++"
ผมมักจะไปที่ตลาดในยามเช้าอยู่เสมอ เมื่อครั้งที่ผมอาศัยอยู่ที่วะตะแบก บ้านของผมอยู่บริเวณตลาด นำเต้าหู้กับปาท่องโก๋จะเป็นของติดมือมาด้วยทุกเช้า
โดยเฉพาะแป้งทอดสองก้อนติดกัน ดูไปช่างคล้ายกับยีนโครโซม x-y ที่ผมเคยเรียนในวิชาชีววิทยาอย่างนั้นเลยทีเดียว
อาหารขบเคี้ยวประเภทแป้งทอด ที่เรียกว่าปาท่องโก๋กลับมีที่มาเกี่ยวพันกับกังฉินคนหนึ่ง ซึ่งยอมปราวนาขายตัว (เอง) ให้กับต่างชาติอย่างน่าประหลาดยิ่งนัก
เรื่องราวมันมีอยู่ว่า......
ปี ค.ศ.1089 ณ นครนานกิง ประเทศจีน จอมจัญไรใจทาสที่ชาวจีนทั้งมวลเกลียดชังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้ถือกำเนิดขึ้นมาตรงกับสมัยราชวงค์ซ่ง ท่ามกลางยุคสมัยภายใต้การปกครองอันเหลวแหลกของแผ่นดินจีน ซึ่งมันผู้นั้นมีนาม (ที่น่าเกลียดเวาให้เสียงภาษาไทย) ว่า........
ฉินข้วย (บางแห่งเรียกชีนไคว่ หรือชิงไกว่)
ในวัยเด็กของฉินข้วย ด้วยความที่ตัวเล็ก รูปร่างบอบบางกว่าเด็กทั่วไป ฉินข้วยจึงยอมเป็นลูกกะจ๊อกให้เพื่อนๆ ที่เรียนร่วมรุ่นเดียวกันสั่งใช้งานได้ทุกอย่าง ขอให้บอก..... ฉินข้วยจัดให้ได้ทุกอย่างตามที่ลูกพี่ขอมา เขาจึงได้รับฉายาว่า...........
ฉินฉางเฉี่ยว แปลว่า ฉินเท้ายาว อันมีความหมายถึง คนวิ่งเก่ง (ไม่รู้เต้นไปด้วยได้หรือเปล่า???)
ฉินข้วยไม่เคยแสดงทีท่ารังเกียจต่อฉายานั้น เขาเก็บงำความรู้สึกอย่างมิดชิด แต่ก็ไม่พ้นที่จะระบายความอัดอั้นให้เพื่อนสนิทฟังบ้างว่า........
"ผู้ที่จะขึ้นมายิ่งใหญ่ในภายภาคหน้าต้องรู้จักอดทน อดกลั้น และอดออม ต้องยอมทนงอเพื่อมิให้หัก เฉกเช่นกิ้งกือ ยามมีภัยมากรายกร้ำ มันก็จะหลีกภัยด้วยการม้วนตัวรักษาชีวิต ฉันนั้น"
ปี ค.ศ.1115 รัชสมัยพระเจ้าซ่งฮุ่ยจง ฉินข้วยมีอายุ 36 ปี เขาสอบเข้ารับราชการได้ โดยมีคะแนนจากข้อเขียนเสนอแนะแก้ปัญหาภาคใต้ เอ๊ย!!! แก้ปัญหาพวกกิม (ชนชาวเกาหลีโบราณ บางฉบับเรียกว่าพวกจิน) เขาเขียนว่า........
"การเอาชนะพวกกิมได้นั้น จะต้องสรรหาบุคคลดี มีฝีมือ มาสู้รบกับพวกกิมอย่างจริงจัง ราชสำนักต้องเข้มแข็ง ใช้พระเดชพระคุณสยบคนทั้งหลายให้ยำเกรง"
ซึ่งข้อเขียนของฉินข้วยเข้าตามกรรมการแบบเต็มๆ ฉินข้วยจึงได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการหนแรก กินตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอจูเฉิง มณฑลซานตุง เขาต้องกล้ำกลืนฝืนทนอยู่ในท้องถิ่นกันดารไกลปืนเที่ยง เขาจึงเพียรพยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมมิได้ขาด จนเมื่อโอกาสเดินทางมาเคาะประตูถึงประตูบ้าน ฉินข้วยก็เข้าสอบและได้คะแนนดีในลำดับต้นๆอีกตามเคย มาครานี้ เขาได้รับการบรรจุให้เป็นอาจารย์สอนในโรงเรียนมหาดเล็กหลวง
ต่อมาพวกกิมกรีฑาทัพยกมายำยีจีนถึงถิ่น ในปี ค.ศ.1126 สามารถตีเมืองหลวงแตกภายในเวลาสามเดือน พร้อมกับคร่ากุมตัวฮ่องเต้ซ่งจินจง (ใช้ศักราชสมัยการปกครองว่า "เจ๋งคัง" ซึ่งเป็นที่มาของชื่อตัวเอกในเรื่องมังกรหยก) และอดีตฮ่องเต้ซ่งฮุยจง และบรรดาเชื้อพระวงค์ทั้งหลาย พร้อมกับฉินข้วยและนางหวาง (หรือเฮงสี) ผู้เป็นภรรยา เป็นเชลยยังดินแดนกิม
ด้านฝ่ายคังอ๋อง โอรสองค์ที่เก้าของอดีตฮ่งเต้ซ่งฮุยจง ประกาศตัวเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ พระนามว่า "พระเจ้าซ่งเกาจง" โดยใช้นครนานกิงเป็นเมืองหลวง
ขณะเดียวกัน ฉินข่วยและภรรเมียตกเป็นทาสรับใช้ของต้าหลาน รองแม่ทัพกิมที่อยู่เมืองเยี่ยนจิง โดยให้เป็นพี่เลี้ยงของบรรดาลูกชายวัยกำลังซน ลูกของต้าหลานชอบนั่งขี่หลังฉินข้วยไม่ต่างอันใดกับม้า ซึ่งเขาก็ยอมรับใช้เจ้านายเด็กโดยดุษณี
เมื่อเป็นเช่นนั้น ทางฝ่ายกิมจึงเห็นชอบที่จะใช้ประโยชน์จากฉินข้วย ดำเนินแผนบ่อนทำลายแผ่นดินซ่งให้ราบคาบ ต้าหลานจึงส่งตัวฉินข้วยกลับเมืองจีน พร้อมกับขู่สำทับว่า......
"แกเป็นคนจีนคนแรกที่ตกอยู่ในกำมือของข้าแล้วรอดชีวิตกลับไปได้ แกจงจำไส่ไว้ในกะลาหัวให้จงหนัก เมื่อข้าปล่อยแกกลับไปแล้ว แกสมควรทำตัวเยี่ยงไร หากข้ากลับไปเหยียบเมืองจีนอีกครั้ง แล้วแกจะรู้สึกว่าข้านั้นโหดแค่ไหน"
หลังจากนั้นพวกกิมจัดการจัดฉากให้อย่างเสร็จสรรพ ฉินข้วยและภรรยาเพียงแสดงตามบทที่ฝ่ายกิมเขียนไว้ ซึ่งฉินข้วยกลับมาเมืองจีนอย่างปลอดภัย หลังจากที่ใช้ชีวิตเชลยในกองทัพกิมนานนับสี่ขวบปีด้วยกัน
เมื่อฉินข้วยกลับมาเมืองจีนได้ไม่ทันไร ก็ได้รับความไว้วางใจจากซ่งเกาจง จนมียศถาบรรดาศักดิ์กุมอำนาจทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารอย่างรวดเร็ว ขณะที่ฝ่ายกิมก็เล่นบทยกทัพลงใต้รุกรานจีน ด้วยความที่กองทัพจีนด้อยประสิทธิภาพมากเกินกว่าจะต้านทานพวกกิม ทางฝ่ายจีนจึงต้องส่งฉินข้วยเป็นทูตเจรจาพาทีกับพวกกิม เพราะเป็นคนเดียวที่พูดจาภาษากิมได้คล่องแคล่วที่สุด
เมื่อการเจรจาของทั้งสองฝ่ายสิ้นสุดลง พวกกิมจึงยกทัพกลับบ้านพร้อมกับแผ่นดินบางส่วนของจีน (ที่ยังพอเหลืออยู่) เป็นค่าเหนื่อยในการเดินทาง
แต่ทว่า.....
ทางฝ่ายกิมมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเขมือบดินแดนจีนทั้งหมด ติดปัญหาตรงที่ฝ่ายจีนยังไม่สิ้นคนดี มีฝีมือทางการรบเยี่ยมยอด เป็นที่ครั่นคร้ามของพวกกิมยิ่งนัก เขาผู้นั้นคือ.......
"เยียะเฟย" หรือที่เรารู้จักกันในนามของ "งักฮุย" นั่นเอง
เพื่อกำจัดขวากหนามชิ้นสำคัญ ฉินข้วยจัดการ "นั่งยางโชว์" ต่อหน้าพระพักตร์ซ่งเกาจง แต่เดิมพระองค์ก็ทรงเบาพระสติปัญญาอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังฉินข้วยเติมเชื้อเพลิงนานวัน ด้วยข้อหาเดิมๆ ที่เหล่าบรรดาวีรบุรุษมักเผชิญ คือ....
"กระทำการกระด้างกระเดื่อง คิดการณ์ใหญ่ ซ่องสุมกำลังเตรียมก่อการกบฎ"
ดังนั้นซ่งชินจงทรงพระสิ้นคิด เรียกตัวเยียะเฟยกลับมา ขณะที่เขากำลังติดพันการศึกกับพวกกิมในแนวหน้า ฉินข้วยและสมัครพรรคพวกถือโอกาสจับกุมตัวเยียะเฟยและเยียะหยุนบตรชาย แล้วจัดการสังหารขุนพลทั้งสองเสียให้เสร็จสิ้นในคราเดียว
เมื่อยังไม่เสร็จการศึก แต่ดันฆ่าขุนพล (ที่เก่งที่สุดในช่วงนั้น) เสียก่อน จนไม่มีแม่ทัพผู้องอาจพอจะต่อกรกับพวกกิมได้ ในปี ค.ศ.1142 พระเจ้าซ่งเกาจงทรงทำตามคำแนะนำของฉินข้วย ยอมสงบศึกกับพวกกิม พร้อมกับยกแผ่นดินจีนครึ่งประเทศให้เป็นของกำนัล
หลังจากปฏิบัตการขายชาติขายแผ่นดิน (จีน) ครั้งนั้น ฉินข้วยยิ่งทรงอำนาจมากยิ่งขึ้น ถึงแม้จะมีวาสนาบารมีถึงขีดสุด ชาวจีนผู้รักชาติรักแผ่นดินต่างก็เกลียดชังจอมกังฉินรายนี้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว แม้แต่ทหารรักษาพระองค์เฝ้าหน้าประตูวังหลัง ยังลอบสังหาร แต่ประสบความล้มเหลว
การณ์กลับเป็นว่า......
ฉินข้วยยิ่งหวาดระแวง ทวีความโหดเหี้ยม จัดการกวาดล้างผู้สมรู้ร่วมคิดถึง 43 คน หนึ่งในนั้นมีเชื้อพระวงค์ ซึ่งมีนามว่า "จ้าวเฟิน" ถูกจับและทรมานเป็นเวลากว่าห้าปี (ค.ศ.1150 -1155) จนทานทนต่อการทรมานไม่ได้ ยอมสารภาพสิ้นทุกประการ
"ว่ะ.... ฮะ ..... ฮะ ..... ฮ่า ...... เอิ๊ก ..."
ฉินข้วยระเบิดเสียงหัวเราะทันทีที่ได้ยินคำรับสารภาพของคู่กรณี ด้วยอารามดีใจที่จ้าวเฟินจะถูกลงโทษ จอมกังฉินคุมสติไม่อยู่ ก็ดันช็อกขึ้นมาซะง้าน~น แล้วล้มป่วยเป็นอัมพาต จนจบชีวิตของผู้ทุรยศต่อแผ่นดินจีน ในปี ค.ศ.1155 ขณะที่มีอายุได้ 66 ปี
ข่าวการลงอเวจีวิลล่าของฉินข้วยแพร่กระจายดั่งไฟลามทุ่ง เสียงไชโยโห่ร้องเฉลิมฉลองดังสะท้านไปทั้งแผ่นดิน พระเจ้าซ่งเกาจงเริ่มสำเหนียกว่าคนทั้งชาติเกลียดชังจองกังฉินมากเพียงไร แต่ก็ไม่มีปัญญาจะทำอะไรฉินข้วยที่ตายไปแล้วได้ เพราะยังหวั่นเกรงอิทธิพลของพวกกิมอยู่
ขนาดลงนรกไปแล้วตั้งห้าสิบปี ฉินข้วยยังมีตำแหน่งท่านอ๋องเป็นของแถมเอาไว้อวดเบ่งกับท่านยม แม้ฮ่งเต้องค์ต่อมาจะถอดบรรดาศักดิ์ออกลงไปเป็นไพร่ แต่ไม่วายก็ต้องคืนตำแหน่งให้จอมกังฉินเหมือนเดิม เพราะพวกกิมยังบังคับคุกคามจีนไม่เลิก ฝ่ายกิมรู้สึกสำนึกที่ฉินข้วยสร้างคุณูปการให้กับตนเอง (แต่ดันขายชาติตัวเองซะง้าน~น) จึงเป็นหน้าที่ต้องปกป้องเกียรติของจอมกังฉิน
กาลเวลาผันผ่านไปสามร้อยปีต่อมา แผ่นดินพระเจ้าหมิงหวู่จงแห่งราชวงค์หมิง เหล่าประชาชนจีนพากันจัดสร้างรูปปั้นวีรบุรุษเยียะเฟย ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์จงรักภักดีไปแล้ว พร้อมกับรูปปั้นของฉินข้วยและนางหวางคุกเข่าอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นเทพเจ้าผู้องอาจ ที่ศาลเจ้า ณ ทะเลสาบซีจื่อ เมืองหางโจว
หลังผู้คนมากราบไหว้คารวะรูปปั้นวีรบุรุษเยียะเฟยแล้ว เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเช่นกันที่จะต้องหันหน้ามาถ่มนำลาย ถุย!!! ใหญ่ใส่รูปปั้นกังฉินสองผัวเมียด้วยความดูแคลน
β : แล้วทีนี้มันเกี่ยวกับปาท่องโก๋ยังงาย~ย ล่ะเนี่ย???
เมื่อเรื่องราวเป็นดังนี้ มีประชาชนบางส่วนยังเคียดแค้นฉินข้วยสองผัวเมียอย่างไม่เสี่ยมคลาย ได้ทำขนมแป้งสองก้อนติดกัน ซึ่งนำไปทอดอยู่ในกระทะ ท่ามกลางนำมันเดือดพล่าน แล้วติ๊งต่างว่าขนมสองก้อนติดกันนั้นเป็นตัวแทนของกังฉินสองผัวเมีย แล้วกัดกินด้วยความเอร็ดอร่อยยิ่ง
ซึ่งชาวจีนให้เสียงภาษาแมนดารินว่า "โหยวจาข้วย ~ 白糖糕 " หรือที่เราคุ้นกันติดปากในภาคภาษาไทยว่า.......
"ปาท่องโก๋" นั่นเอง
ถึงแม้จะมีตัวอย่างให้เห็นกันหลัดๆ ว่า ผลจากการการกระทำตนเยี่ยงกังฉิน ขายชาติ ขายแผ่นดิน มีจุดจบเป็นเช่นใด?? และได้รับการประณามหยามเหยียดเพรียงไร?? แม้แต่ตอนที่ตายไปแล้ว จากประวัติศาสตร์ยุคต่อมา เรื่อยไปจนถึงปัจจุบันกาล ไม่ว่าแผ่นดินใดบนโลกใบนี้ ได้บ่งบอกว่า........
ยังมีบรรดากังฉินไม่ซ้ำหน้า ผุดขึ้นมาเสวยสุข ท่ามกลางความทุกข์ยากของประชาชน
ดินสอ 2β
---------
ข้อมูลอ้างอิง
เล่า ชวน หัว จากเรื่อง "ฉินข้วย จอมจัญไรใจทาส ขายชาติขายแผ่นดิน" ในหนังสือ "กังฉิน สิ่งโสโครกทางประวัติศาสตร์" หน้า 87 -102
beeman 吴联乐 ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จากเว็บไซต์
http://gotoknow.org/blog/beesman/11039
http://gotoknow.org/blog/beesman/11070
เปลี่ยนบรรยากาศมาเล่าเรื่องตำนานบ้างดีกว่า
ผมยังมีเรื่องราวอีกเยอะ ที่พอจะมาบอกกล่าว เล่าให้ฟัง ณ ที่นี้ด้วยครับ
#1 By Juninyá on 2008-05-04 18:54