ดำดิ่งลงสู่ตำนานแห่งใต้ทะเลสาป
posted on 31 Mar 2008 00:22 by autis-mann in Stationery
เมื่อเอ่ยถึงตำนานที่ผมมักจะหาอ่านจากหนังสือหลายฉบับ ปกติผมก็เป็นคนชอบศึกษาเรื่องราวลึกลับอยู่เป็นทุนเดิม โดยเฉพาะตำนานเกี่ยวกับความลี้ลับของทะเลสาปล็อคเนส บนแผ่นดินสก็อตแลนด์ ในการดำรงคงอยู่ของตัวเนสซี่ สัตว์ประหลาดลึกลับที่ยังไม่มีผู้ใดหาคำตอบได้ ซึ่งยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้
ขณะที่สถานที่แห่งนั้น กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันลือชื่ออีกแห่งของสก๊อตแลนด์จากที่เคยเงียบเหงาซบเซาพอสมควรมาก่อนหน้าที่จะมีคนจุดประเด็นเรื่องเนสซี่
นอกเรื่องมาพอหอมปากหอมคอ เข้าประเด็นถึงเรื่องหนังเลยแล้วกัน ภาพยนตร์แนวแฟนตาซีผจญภัยเรื่อง The Water Horse: Legend of the deep ได้พาผมดำดิ่งลงไปสู่ก้นบึ้งแห่งทะเลสาปล็อคเนส เข้าไปค้นหาอีกด้านของสัตว์ประหลาดปริศนาตัวนั้น
เนื้อเรื่องของหนังกล่าวถึง แองกัส แม็คเวอร์ริค เด็กน้อยชาวสก็อตแลนด์ ผู้ชื่นชอบผืนท้องทะเลสาป แต่ขณะเดียวกันกลับมีความหวั่นกลัว ไม่กล้าลงไปเผชิญบนพื้นผิวน้ำดังเช่นเด็กคนอื่นๆ อีกทั้งยังซึมเศร้า ด้วยความคิดถึงบิดาบังเกิดเกล้าของตนเอง ซึ่งออกไปร่วมรบในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่สอง แองกัสจึงได้แต่เดินหิ้วกระแป๋งลัดเลาะเก็บเปลือกหอยตามชายฝั่ง จนบังเอิญได้พานพบกับหินประหลาดก้อนใหญ่หนึ่งก้อน ที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยเกาะอยู่เต็มพื้นที่
แองกัสตัดสินใจเก็บก้อนหินใส่กระแป๋งนำกลับมาบ้าน โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นไข่ของมังกรน้ำตามตำนานแห่งท้องทะเลสาป ซึ่งปรากฎตัวอยู่เบื้องหน้าแองกัสในเวลาต่อมา
แองกัสจึงตั้งชื่อให้กับมันว่า “ครูโซ” เพราะสายตาของแองกัสบังเอิญเห็นหนังสือเรื่องโรบินสัน ครูโซ (ประพันธ์โดยเดเนียล เดโฟ: เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชายติดเกาะร้าง) อยู่บนชั้นวางภายในห้องทำงานอันแสนจะเก่าคร่ำคร่าของพ่อ
ทั้งแองกัสและครูโซ ต่างประสบปัญหากับการอยู่ร่วมกันในทุกตารางนิ้วของบ้าน จากคนในครอบครัวถึงคนรับใช้ที่อาจจะพบเห็นได้ทุกเมื่อ ในช่วงเวลาเดียวกันกองทหารทั้งกองพันกลับมาสร้างความยุ่งยาก ด้วยการตั้งค่ายอยู่ภายในบริเวณพื้นที่บ้าน จากที่กว้างใหญ่ (มีแค่คนในครอบครัวและคนรับใช้อยู่ไม่กี่คน) กลับแคบลงอย่างทันตาเห็น
ในขณะที่ร่างกายของครูโซ กลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในชั่วระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ที่สุดแล้ว แองกัสจึงต้องนำครูโซปล่อยลงไปในทะเลสาปที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า “ทะเลสาปล็อคเนส”
หลังจากที่หนังเรื่อง The Water Horse วิ่งผ่านสายตาผมไปแล้ว ความรู้ในใจผมบ่งบอกว่าเหมือนกับได้ดูภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องโดราเอมอน ภาคไดโนเสาร์ของโนบิตะก็ไม่ปาน
เหตุเป็นเพราะความคล้ายคลึงของทั้งสองเรื่อง เน้นไปที่ ความรัก ความผูกพัน และมิตรภาพระหว่างคนและไดโนเสาร์ และตัวละครหลักทั้งสองเรื่องทั้ง แองกัสกับโนบิตะต่างก็ชอบแสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในตัวสัตว์ลึกลับที่ตนเองค้นพบมากับมือ
กล่าวถึงเฉพาะเรื่อง The Water Horse เนื้อหาในหลายช่วงสื่อให้เห็นถึงสภาพสังคมชนบทของสก็อตแลนด์ ที่ผู้นำครอบครัวถูกเกณฑ์ออกสู่สมรภูมิสงครามในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งแองกัสมักจะเปิดวิทยุติดตามฟังข่าวสารการรบกับพวกนาซีของกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรอยู่เนืองๆ และตั้งตารอคอยการกลับมาจากสมรภูมิของพ่อ
ในหลายจังหวะ ก็แสดงถึงการผูกเรื่องราวของตำนาน และการหลีกเลี่ยงความจริง การสูญเสีย อันแสนโหดร้ายจากภาวะสงคราม ราวกับว่าเรื่องราวแฟนตาซีจะช่วยกล่อมเกลาจิตใจที่แสนปวดร้าวของเด็กคนหนึ่งให้บรรเทาเบาบางลงได้
การแสดงอารมณ์ของตัวละคร โดยเฉพาะครูโซ ซึ่งเพิ่งถูกโจมตีจากปืนใหญ่ของกองทหารนับหลายลูก ทำให้สภาพจิตใจของครูโซแปรปรวน แสดงอารมณ์อันกราดเกรี้ยว เข้าทำร้ายแม้แต่แองกัส ที่มีความผูกพันกับตนเองอย่างสุดซึ้ง ทั้งสามประเด็น ทีมงานผู้สร้างก็สื่อออกมาได้ดีทีเดียว
ส่วนการสร้างตัวละครจากเทคนิคพิเศษ ตลอดทั้งเรื่องเห็นจะมีแต่ครูโซตัวเดียวเท่านั้น ผมคิดว่าทีมงานก็ทำออกมาได้อย่างกลมกลืนกับฉากในเรื่องอยู่พอสมควร
การเดินเรื่อง เป็นลักษณะที่ให้ชายชรานิรนามคนหนึ่ง เป็นคนเล่าเรื่องให้กับนักเดินทางหนุ่มสาวภายในบาร์ ซึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมรับฟังพร้อมกับนักเดินทางคู่นั้น โดยเชื่อมโยงกับภาพของเนสซี ที่ติดอยู่ข้างผนังบาร์แห่งนั้น ผมคิดว่าการดำเนินเรื่องเช่นนั้น คาดเดาตัวตนที่แท้จริงของชายชราได้ไม่ยากนัก (ส่วนใหญ่การเล่าเรื่องในลักษณะนี้ ผู้เล่ากับตัวละครหลักในเรื่องเล่ามักจะเป็นคนเดียวกัน อ้าว!!! เฉลยซะแระ)
กล่าวถึงในภาพรวม ผมเห็นว่าทีมผู้สร้างก็จัดทำออกมาได้มาตรฐานภาพยนตร์แนวแฟนตาซี คือ เนื้อหาไม่ซีเรียส ดูกันได้ทุกเพศทุกวัย และที่สำคัญยังฝงไว้ซึ่งข้อคิดภายในเรื่อง (ที่มักจะเป็นแนวเดียวกันในหลายเรื่อง) ซึ่งแสดงถึง.....
การจุดประกายความกล้าหาญซึ่งอยู่ภายในตัวมนุษย์เรา
การทลายกำแพงที่ขวางกั้นอิสรภาพ (ในตอนท้ายเรื่อง) และ
มิตรภาพและความผูกพัน ซึ่งไม่มีสิ่งใดมากั้นขวาง
แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่างสายพันธุ์กันก็ตาม
ดินสอ 2B
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ศิลปะและบันเทิง" ในหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
ฉบับวันที่ 1 - 3 เมษายน พ.ศ.2551 หน้า 10
₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪
เหมือนเค้าจะอิงจากเหตุการณ์ประหลาดที่มีอยู่จริงด้วยนะเนี่ย
#1 By -o- Jotakun -o- on 2008-03-31 10:26