เมื่อเอ่ยถึงตำนานที่ผมมักจะหาอ่านจากหนังสือหลายฉบับ ปกติผมก็เป็นคนชอบศึกษาเรื่องราวลึกลับอยู่เป็นทุนเดิม โดยเฉพาะตำนานเกี่ยวกับความลี้ลับของทะเลสาปล็อคเนส บนแผ่นดินสก็อตแลนด์ ในการดำรงคงอยู่ของตัวเนสซี่ สัตว์ประหลาดลึกลับที่ยังไม่มีผู้ใดหาคำตอบได้ ซึ่งยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้

        ขณะที่สถานที่แห่งนั้น กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันลือชื่ออีกแห่งของสก๊อตแลนด์จากที่เคยเงียบเหงาซบเซาพอสมควรมาก่อนหน้าที่จะมีคนจุดประเด็นเรื่องเนสซี่

        นอกเรื่องมาพอหอมปากหอมคอ เข้าประเด็นถึงเรื่องหนังเลยแล้วกัน ภาพยนตร์แนวแฟนตาซีผจญภัยเรื่อง The Water Horse: Legend of the deep ได้พาผมดำดิ่งลงไปสู่ก้นบึ้งแห่งทะเลสาปล็อคเนส เข้าไปค้นหาอีกด้านของสัตว์ประหลาดปริศนาตัวนั้น

        เนื้อเรื่องของหนังกล่าวถึง แองกัส แม็คเวอร์ริค เด็กน้อยชาวสก็อตแลนด์ ผู้ชื่นชอบผืนท้องทะเลสาป แต่ขณะเดียวกันกลับมีความหวั่นกลัว ไม่กล้าลงไปเผชิญบนพื้นผิวน้ำดังเช่นเด็กคนอื่นๆ อีกทั้งยังซึมเศร้า ด้วยความคิดถึงบิดาบังเกิดเกล้าของตนเอง ซึ่งออกไปร่วมรบในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่สอง แองกัสจึงได้แต่เดินหิ้วกระแป๋งลัดเลาะเก็บเปลือกหอยตามชายฝั่ง จนบังเอิญได้พานพบกับหินประหลาดก้อนใหญ่หนึ่งก้อน ที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยเกาะอยู่เต็มพื้นที่

        แองกัสตัดสินใจเก็บก้อนหินใส่กระแป๋งนำกลับมาบ้าน โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นไข่ของมังกรน้ำตามตำนานแห่งท้องทะเลสาป ซึ่งปรากฎตัวอยู่เบื้องหน้าแองกัสในเวลาต่อมา

        แองกัสจึงตั้งชื่อให้กับมันว่า “ครูโซ” เพราะสายตาของแองกัสบังเอิญเห็นหนังสือเรื่องโรบินสัน ครูโซ (ประพันธ์โดยเดเนียล เดโฟ: เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชายติดเกาะร้าง) อยู่บนชั้นวางภายในห้องทำงานอันแสนจะเก่าคร่ำคร่าของพ่อ

        ทั้งแองกัสและครูโซ ต่างประสบปัญหากับการอยู่ร่วมกันในทุกตารางนิ้วของบ้าน จากคนในครอบครัวถึงคนรับใช้ที่อาจจะพบเห็นได้ทุกเมื่อ ในช่วงเวลาเดียวกันกองทหารทั้งกองพันกลับมาสร้างความยุ่งยาก ด้วยการตั้งค่ายอยู่ภายในบริเวณพื้นที่บ้าน จากที่กว้างใหญ่ (มีแค่คนในครอบครัวและคนรับใช้อยู่ไม่กี่คน) กลับแคบลงอย่างทันตาเห็น

        ในขณะที่ร่างกายของครูโซ กลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในชั่วระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ที่สุดแล้ว แองกัสจึงต้องนำครูโซปล่อยลงไปในทะเลสาปที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า “ทะเลสาปล็อคเนส”

        หลังจากที่หนังเรื่อง The Water Horse วิ่งผ่านสายตาผมไปแล้ว ความรู้ในใจผมบ่งบอกว่าเหมือนกับได้ดูภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องโดราเอมอน ภาคไดโนเสาร์ของโนบิตะก็ไม่ปาน

        เหตุเป็นเพราะความคล้ายคลึงของทั้งสองเรื่อง เน้นไปที่ ความรัก ความผูกพัน และมิตรภาพระหว่างคนและไดโนเสาร์ และตัวละครหลักทั้งสองเรื่องทั้ง แองกัสกับโนบิตะต่างก็ชอบแสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในตัวสัตว์ลึกลับที่ตนเองค้นพบมากับมือ

        กล่าวถึงเฉพาะเรื่อง The Water Horse เนื้อหาในหลายช่วงสื่อให้เห็นถึงสภาพสังคมชนบทของสก็อตแลนด์ ที่ผู้นำครอบครัวถูกเกณฑ์ออกสู่สมรภูมิสงครามในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งแองกัสมักจะเปิดวิทยุติดตามฟังข่าวสารการรบกับพวกนาซีของกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรอยู่เนืองๆ และตั้งตารอคอยการกลับมาจากสมรภูมิของพ่อ

        ในหลายจังหวะ ก็แสดงถึงการผูกเรื่องราวของตำนาน และการหลีกเลี่ยงความจริง การสูญเสีย อันแสนโหดร้ายจากภาวะสงคราม ราวกับว่าเรื่องราวแฟนตาซีจะช่วยกล่อมเกลาจิตใจที่แสนปวดร้าวของเด็กคนหนึ่งให้บรรเทาเบาบางลงได้

        การแสดงอารมณ์ของตัวละคร โดยเฉพาะครูโซ ซึ่งเพิ่งถูกโจมตีจากปืนใหญ่ของกองทหารนับหลายลูก ทำให้สภาพจิตใจของครูโซแปรปรวน แสดงอารมณ์อันกราดเกรี้ยว เข้าทำร้ายแม้แต่แองกัส ที่มีความผูกพันกับตนเองอย่างสุดซึ้ง ทั้งสามประเด็น ทีมงานผู้สร้างก็สื่อออกมาได้ดีทีเดียว

        ส่วนการสร้างตัวละครจากเทคนิคพิเศษ ตลอดทั้งเรื่องเห็นจะมีแต่ครูโซตัวเดียวเท่านั้น ผมคิดว่าทีมงานก็ทำออกมาได้อย่างกลมกลืนกับฉากในเรื่องอยู่พอสมควร

        การเดินเรื่อง เป็นลักษณะที่ให้ชายชรานิรนามคนหนึ่ง เป็นคนเล่าเรื่องให้กับนักเดินทางหนุ่มสาวภายในบาร์ ซึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมรับฟังพร้อมกับนักเดินทางคู่นั้น โดยเชื่อมโยงกับภาพของเนสซี ที่ติดอยู่ข้างผนังบาร์แห่งนั้น ผมคิดว่าการดำเนินเรื่องเช่นนั้น คาดเดาตัวตนที่แท้จริงของชายชราได้ไม่ยากนัก (ส่วนใหญ่การเล่าเรื่องในลักษณะนี้ ผู้เล่ากับตัวละครหลักในเรื่องเล่ามักจะเป็นคนเดียวกัน อ้าว!!! เฉลยซะแระ)

        กล่าวถึงในภาพรวม ผมเห็นว่าทีมผู้สร้างก็จัดทำออกมาได้มาตรฐานภาพยนตร์แนวแฟนตาซี คือ เนื้อหาไม่ซีเรียส ดูกันได้ทุกเพศทุกวัย และที่สำคัญยังฝงไว้ซึ่งข้อคิดภายในเรื่อง (ที่มักจะเป็นแนวเดียวกันในหลายเรื่อง) ซึ่งแสดงถึง.....

        การจุดประกายความกล้าหาญซึ่งอยู่ภายในตัวมนุษย์เรา

        การทลายกำแพงที่ขวางกั้นอิสรภาพ (ในตอนท้ายเรื่อง) และ

        มิตรภาพและความผูกพัน ซึ่งไม่มีสิ่งใดมากั้นขวาง

        แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่างสายพันธุ์กันก็ตาม

ดินสอ 2B

 ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ศิลปะและบันเทิง" ในหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน

ฉบับวันที่ 1 - 3 เมษายน พ.ศ.2551 หน้า 10

₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪

Comment

Comment:

Tweet

#14 By (223.207.247.222|223.207.247.222) on 2015-08-23 08:46

อยากดู

#13 By (1.4.218.105|1.4.218.105) on 2015-06-17 18:56

question question question question question question question question

#12 By (1.4.218.105|1.4.218.105) on 2015-06-17 18:55

big smile big smile big smile open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile confused smile confused smile confused smile sad smile sad smile sad smile angry smile angry smile angry smile tongue tongue tongue question question question embarrassed embarrassed embarrassed surprised smile surprised smile surprised smile surprised smile wink wink wink double wink double wink double wink cry cry cry

#11 By (49.230.172.94|49.230.172.94) on 2014-09-12 11:30

big smile big smile big smile open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile confused smile confused smile confused smile sad smile sad smile sad smile angry smile angry smile angry smile tongue tongue tongue question question question embarrassed embarrassed embarrassed surprised smile surprised smile surprised smile surprised smile wink wink wink double wink double wink double wink cry cry cry

#10 By (49.230.172.94|49.230.172.94) on 2014-09-12 11:29

#9 By (27.55.26.114|27.55.26.114) on 2014-07-11 07:59

#4 By (66.249.80.46|1.46.167.47, 66.249.80.46) on 2014-05-02 20:27

#4 By (66.249.80.46|1.46.167.47, 66.249.80.46) on 2014-05-02 20:27

#4 By (66.249.80.46|1.46.167.47, 66.249.80.46) on 2014-05-02 20:27

#4 By (66.249.80.46|1.46.167.47, 66.249.80.46) on 2014-05-02 20:27

#4 By (66.249.80.46|1.46.167.47, 66.249.80.46) on 2014-05-02 20:27

#3 By ฟก (103.7.57.18|180.183.209.219) on 2013-05-09 15:09

เพิ่งดูเมื่่อกี้เองนะะbig smile

#2 By baifernn (103.7.57.18|223.204.27.202) on 2013-01-24 18:59

น่าดูครับๆ
เหมือนเค้าจะอิงจากเหตุการณ์ประหลาดที่มีอยู่จริงด้วยนะเนี่ย

#1 By Jota comic D on 2008-03-31 10:26