กาสิโนบนแผ่นดินสยาม
posted on 15 Mar 2008 11:49 by autis-mann in 2B-Story
“การเล่นการพนันต่างๆ ซึ่งชาวสยามเคยเล่นเป็นการสนุก และแข่งขันพนันกันด้วยทรัพย์สมบัติ พัสดุ เงินทองต่างๆนั้น ที่เป็นการพนันของชาวสยามแท้ ก็มีแต่วิ่งม้า วิ่งวัว ชนนก ชนไก่ ชนปลา และไพ่ต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น
การเล่นโปถั่วนั้น เป็นวิชาพนันของจีน พวกจีนพากันเข้ามาพึ่งพระบรมเดชานุภาพ อาศัยทำมาหากินอยู่ในกรุงสยาม ได้ความผาสุก หากินอยู่ตามภูมิลำเนาแล้ว พากันก่อการเล่นโปถั่ว ซึ่งเป็นวิชาถนัดของตน ชักชวนคนไทยให้หลงไปด้วย
ทำให้เป็นการเสียทรัพย์ เสียเวลา เสียประโยชน์การค้าขาย และทำให้สันดานหมกมุ่นไปในสิ่ง ซึ่งหาประโยชน์มิได้ เป็นการร้ายแรงยิ่งกว่า การเล่น ซึ่งชาวสยามเคยเล่นกัน เพราะฉะนั้น โปถั่ววิชาของจีนนี้ เป็นวิชาอุปกรณ์ที่มาชวนคนไทยให้เสียประโยชน์”
ใจความข้างต้น ผมอัญเชิญมาจากกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อวันอังคาร เดือนอ้าย แรม 13 ค่ำ ปีกุน พ.ศ.2430 ซึ่งพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า ประชาชนชาวไทย ล้วนติดการพนันกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ต่างก็เสียผู้เสียคน เป็นหนี้เป็นสินจากการพนันกันทั่วบ้านทั่วเมือง
ในสมัยนั้น ถ้านับเฉพาะที่กรุงเทพฯ มีบ่อนใหญ่ (ที่ถูกกฎหมาย) ตั้งแต่เล่นถั่วโป รองรับผู้นิยมการเสี่ยงโชค (ในทางเสียทรัพย์) ถึง 126 ตำบล และมีบ่อนขนาดย่อมเล็กๆอีกประมาณ 227 ตำบล
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงรู้สึกสงสารคนไทย ซึ่งตกเป็นทาสการพนัน ถึงขนาดที่บางคน นำลูกเมียของตนเองไปขายเป็นทาส อันที่จริง มีกฎหมายห้ามบิดามารดา หรือสามีขายบุตร ภรรยาเป็นทาส โดยมิได้รับการยินยอมจากเจ้าตัว มาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แต่การขายลูกเมียก็ยังคงมีอยู่ เพราะยังไม่ได้มีการเลิกทาส (เลิกทาสแบบเบ็ดเสร็จ เมื่อปี พ.ศ.2448)
การยกเลิกบ่อนเบี้ย ที่มียั้วเยี้ยอยู่ทั่วประเทศ เพราะองค์ทรงลดจำนวนบ่อน ซึ่งมีอยู่เดิมอย่างช้าๆ ในการยกเลิกอย่างทันทีทันใด จะเป็นสิ่งที่กระทำดั่ง “การหักด้ามพร้าด้วยเข่า” เพราะมีผู้เสียผลประโยชน์จากการยกเลิกบ่อนเป็นจำนวนมาก ทั้งเจ้าของบ่อน และผู้เล่น (พนัน) อันเป็นการลดกระแสต่อต้าน ที่อาจจะประทุขึ้นมาได้
จนกระทั่งในในอีก 30 ปีต่อมา บ่อนเบี้ยต่างๆ (ที่ถูกกฎหมาย) ทั่วราชอาณาจักรไทย จึงถูกยกเลิกอย่างสมบูรณ์แบบ ดังคำประพันธ์ในตำนานเรื่อง เลิกหวยบ่อนเบี้ยในกรุงสยาม ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า .....
“อากรบ่อนเบี้ยที่มีมาในเมืองไทย ตั้งแต่แรกจนกระทั่งเลิก ถ้าจะประมาณก็ราวสัก 180 ปี เงินอากรได้เป็นของหลวงอย่างสูงที่สุด เคยได้ในรัชกาลที่ 5 ถึงปีละหกล้าน แปดแสน เจ็ดหมื่น เก้าพัน ห้าร้อย หกสิบบาท แต่ก็ไม่เป็นเหตุ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงกระแสพระราชดำริที่จะเลิกบ่อนเบี้ยทั้งปวงเสีย
โดยมีพระราชประสงค์จะให้ไพร่บ้าน พลเมืองได้เงินไว้ประกอบ ทำมาหาเลี้ยงชีพให้เป็นประโยชน์แก่ตน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณา โปรดฯให้ลดจำนวนบ่อนเบี้ย โดยลำดับมาทั้งสองรัชกาล ยอมให้เงินอากรตกต่ำโดยลำดับมาจนถึงสองล้าน แปดแสน แปดหมื่น หกพัน สี่ร้อย สามสิบเอ็ดบาท
ในปีที่สุดซึ่งมีบ่อนเบี้ย ก็ทรงสละขาดพระราชทานแต่ไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดิน โดยพระกรุณาอากรบ่อนเบี้ย จึงได้เลิกหมดสิ้นกรุงสยาม เมื่อวันที่ 1 เมษายน ปีมะเส็ง พระพุทธศักราช 2460 ด้วยประการฉะนี้”
จวบจนปัจจุบัน นับเป็นเวลากว่า 90 ปี ที่ประเทศไทยไม่อนุญาต และไม่รองรับให้มีสถานที่เล่นการพนัน หรือบ่อนกาสิโน จึงไม่มีผู้ใดตั้งกาสิโนที่ถูกต้องตามกฎหมายดังเช่นประเทศเพื่อนบ้านของเราทั้งสองด้าน บ่อนพนันที่มีอยู่ในประเทศจะเป็นบ่อนพนันเถื่อน ซึ่งมีผู้มีอิทธิพลและหลักทรัพย์ตั้งขึ้นมารองรับผู้แสวงโชค (ส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศ)
ประเภทของการพนันในทุกวันนี้ มีจำนวนหลากหลายประเภทซะจนผมไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนตามกาลเวลา และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่มีอยู่ช่วงหนึ่ง รัฐบาลประชานิยมชุดก่อนหน้านั้น ก็มีแนวคิดขุดการพนันฟุตบอลขึ้นมาไว้บนดิน หลังจากประสบความสำเร็จจากการขุดหวยใต้ดินขึ้นมาไว้บนดิน เพื่อรองรับมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 (หวังว่ายังคงจำกันได้อ่ะนะ)
การพยายามขุดบ่อนคาสิโนก็เป็นอีกแนวคิดของรัฐบาลชุดเดียวกัน โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบเลยสักนิด และไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์อย่างเพียงพอ จนต่อยอดแนวคิดนี้มาถึงรัฐบาลชุดนอมินี ที่มีการโยนหินถามทาง จากท่านผู้นำเมื่อไม่นานมานี้ จนดูท่าทางจะแป็กแบบเต็มๆ เพราะมีความเห็นต่อต้านจากหลายฝ่าย
ความพยายามขุดกาสิโนขึ้นมาวางไว้บนผืนดิน แปรรูปให้มันถูกกฎหมายก็ยังมีอยู่เรื่อยไป
ตราบเท่าที่คนบางส่วนยังมีหัวใจที่ตกเป็นทาสการพนัน
ดินสอ 2B
ข้อมูล : หนังสือเล่าเรื่องเมืองสยามในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง
โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ
####################################

#1 By Zairen_Bibliophobia on 2008-03-15 18:47