ภารกิจสุดท้ายของ L
posted on 13 Feb 2008 19:37 by autis-mann in Stationery
“แอล แลเรียส หัวใจวายเสียชีวิตอย่างสงบใน 23 วันต่อมา”
ทันทีที่แอลเขียนชื่อของตนเองลงในสมุดมรณะ เดิมพันครั้งสุดท้ายในการต่อสู้กับคิระ ช่วงเวลาชีวิตที่เหลือนับจากนี้อีกเพียง 20 วัน (3 วันแรกของแอล ตัดสินชะตากับคิระไปแล้ว) จึงต้องสะสางภารกิจที่คั่งค้างมากับข้อมูลในรูปแบบแฟ้มหนาปึ๊ก กองพะเนินเทินทึก และในไฟล์ต่างๆอีกเพียบ แต่แอลก็สามารถจัดการจนเหลืองานอยู่เพียงชิ้นเดียว ที่วาตาริ (ผู้ช่วยของแอล) รับข้อมูลการใช้อาวุธเชื้อโรคมาก่อนถูกคิระฆ่าตาย
“มนุษย์โลกมีจำนวนมากจนเกินไป ยิ่งมีแต่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากเท่านั้น พวกเราจึงต้องลดจำนวนประชากรมนุษย์ลงเสียบ้าง”
ผู้ผลิตอาวุธมรณะก็มีแนวคิดคล้ายกับคิระ แต่กลุ่มเป้าหมายโจมตีต่างกัน จู่โจมทำลายล้างแบบไม่เลือกหน้า ไม่จำเป็นต้องเป็นอาชญากรตามแบบฉบับของคิระ เป็นภารกิจอันหนักหน่วงของแอล ในการหยุดยั้งการใช้อาวุธเชื้อโรค ซึ่งมีส่วนผสมระหว่างเชื้อไข้หวัดใหญ่กับอิโบล่า พร้อมกับทำหน้าที่ปกป้อง คุ้มครอง “มากิ” เด็กสาวผู้เป็นกุญแจดอกสำคัญของคดี
L Change The World เป็นภาคที่แตกออกมาจาก Death Note ภาค 2 ในส่วนของ 23 วันสุดท้ายก่อนที่แอลจะหมดลมหายใจ เป็นผลงานการกำกับโดย ฮิเดโอะ นากาตะ ซึ่งฝากผลงานไว้จากเรื่อง Dark Water และ The Ring ผมขอบอกไว้ก่อนว่า เรื่องมี้ไม่มีฉบับการ์ตูน มีเพียงเวอร์ชั่นนิยาย (เฉพาะฉบับญี่ปุ่น วางขายตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาฯ ปีที่แล้ว) เนื้อหาก็เหมือนกับในหนังครับ
ส่วนของเนื้อเรื่อง แทบจะไม่มีความเกี่ยวพันกับสมุดมรณะ หากดูช่วงเวลา 3 วันแรกของแอล ต้องสู้กับคิระ แต่หนังไม่ได้กล่าวถึงมากนัก นอกจากนำบางภาพใน Death Note ภาค 2 มาตัดต่อเฉพาะตอนต้นเรื่อง และตัวละครจาก Death Note ทั้งสองภาค ก็ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้เลยสักนิด
ในหนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่เน้นการชิงไหวชิงพริบ ระหว่างแอลและฝ่ายตรงข้าม แต่กลับเน้นไปที่อุปนิสัย และพฤติกรรมของแอลมากกว่า ทั้งการพิมพ์แป้นคีย์บอร์ดด้วยท่าทางแปลกๆ (พี่แกเล่นนั่งยองๆ จิ้มเอาๆ) การเดินหลังค่อมตลอดเวลา และเล่นห้อยโหนกับราวบนรถไฟฟ้าเหมือนกับเด็กๆ
แต่อย่างน้อยแอลก็พยายามเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ตอนเดินหลังค่อมแอลก็พยายามยืดหลังตรง จนได้ยินเสียงกระดูกดัง “กร๊อบ” เพราะมากิบอกให้แอลลองเดินตัวตรงๆ เหมือนคนปกติ ซึ่งผมเห็นว่าคนรอบข้างก็มีอิทธิพลต่อแอลเหมือนกัน
กลับมาที่การช่วงชิงความได้เปรียบ ระหว่างแอลกับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งพวกเขาก็รู้จักแอลเหมือนกับที่แอลรู้ทันพวกเขา แต่ผมว่าไม่เก่งเท่าไลท์หรอก ถึงแม้จะเข้าถึงตัวแอลได้แบบเดียวกับไลท์ ซึ่งพวกเขาก็มีหนึงในทีมงานของแอลเด็กปั้นของวาตาริ ที่มีนามแฝงว่า “เค” ร่วมทีมอยู่ด้วย
ประเด็นสำคัญอีกอย่างของหนังเรื่องนี้อยู่ที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของแอล กับการหลบหนีการตามล่าของฝ่ายตรงข้าม ภายใต้เงื่อนไขเวลาที่เหลืออยู่ของแอล ที่กำลังจะเหลือน้อยเต็มที ซึ่งในหนังจะเคาท์ดาวน์ให้ตลอดว่า เหลืออีกกี่วันที่ลมหายใจของแอลจะสิ้นสุดลง เริ่มนับตั้งแต่วันที่แอล เขียนชื่อของตนเองลงในสมุดมรณะ
ในฉากช่วงที่แอลพามากิและเด็กชายปริศนา (ที่มาจากเมืองไทย) โดยสารบนรถไฟฟ้า เคปล่อยข่าวออกทางทีวีว่า มากิติดเชื้อมรณะ ผู้โดยสารที่ดูข่าวทีวีผ่านมือถือพากันแตกตื่น เมื่อเด็กหญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามกลับเป็นคนเดียวกันกับผู้ติดเชื้อในข่าว แอลจึงพาเด็กทั้งสองลงจากรถไฟฟ้าทันที จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาพ่นยาฆ่าเชื้อที่สถานีและในรถไฟฟ้า ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง The Host ขึ้นมาทันใด และเจ้าหน้าที่จากทั้งสองเรื่อง ยังใส่ชุดสีเหลืองเหมือนกันอีกต่างหาก
เรื่องนี้มีประเทศไทยเป็นฉากหนึ่งในหนังเช่นกัน ทีมงานสมมติให้เป็นหมู่บ้านตากู (ถ้าจำไม่ผิดอ่ะนะ สถานที่น่าจะเป็นโคราชนี่แหละ) เป็นสถานที่ทดลองอาวุธมหาประลัยในตอนต้นเรื่อง มีคนไทยหลายคนเข้าฉาก รับบทเป็นชาวบ้าน ซึ่งติดเชื้อมฤตยูกันทั้งหมู่บ้าน และฉากในตลาด ที่แม่ค้ามาช่วยเด็กชายปริศนาหยอดเหรียญโทรหาแอลที่ญี่ปุ่น
การเดินเรื่อง ผมคิดว่าค่อนข้างเร็วกว่าหนังญี่ปุ่นทั่วไป ในแต่ละวันของแอลที่ถูกเคาท์ดาวน์ ผมรู้สึกว่าจะถูกตัด ฉับ ฉับ ฉับ จาก 20 วัน เหลือ 5 วันสุดท้ายซะแล้ว ในส่วนของกลุ่มผู้ร้าย ผมคิดว่าถูกเฉลยออกมาเร็วเกินไป ตั้งแต่ก่อนครึ่งเรื่อง น่าจะทำให้ดูลึกลับสักหน่อย แต่น่าจะเป็นที่เงื่อนไขเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิดของแอล ทำให้ผมไม่เห็นรายละเอียดในการสืบคดีมากนัก
ผมรู้สึกว่า หน่วยงานตำรวจลับที่เข้าไปในญี่ปุ่นควรจะเป็น CIA มากกว่า FBI เพราะซีไอเอมีหน้าที่ขอบเขตการทำงานกว้างขวางกว่าเอฟบีไอ ซี่งมีข้อจำกัดการทำงานเฉพาะในอเมริกาเท่านั้น สำหรับผู้รับบทตำรวจลับ น่าจะให้ชาวยุโรปหรืออเมริกามาแสดง จะดูเป็นเหมือนองค์การระดับสากลมากกว่า (ถ้ามองจากใบหน้านักแสดงอ่ะนะ)
โดยภาพรวมถือว่าหนังทำออกมาได้ดี อารมณ์ของหนังก็สะท้อนถึงชีวิตของคนที่มีความตายวิ่งเข้ามาใกล้ทุกขณะ สื่อออกมาถึงการกระทำของแอลที่อยากทำสิ่งที่ตนรักก่อนอายุขัยจะหมดลง แต่ในท้ายที่สุด แอลก็ยังมีความต้องการดังเช่นปุถุชนทั่วไป
“ที่ยังไม่พร้อมจะตาย”
ดินสอ 2B
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ศิลปะและบันเทิง" ในหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
ฉบับวันที่ 19 - 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 หน้า 10
₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪

สถานที่ถ่ายทำในเมืองไทย
ลองสังเกตที่แบคกราวน์ภาพสุดท้ายสิครับ
แล้วคุณจะรู้
#1 By Juninyá on 2008-02-13 20:08