เมื่อครั้งที่ผมยังเข้าเรียนอยู่ในโรงเรียนมงคลศึกษา
        ในห้องผม ขณะที่พวกนักเรียนในห้องเรียนยังเรียนกันอยู่
        จู่ๆ ผมซึ่งนั่งเงียบอยู่มุมห้อง ก็ลุกขึ้นมาในบัดเดี๋ยวนั้น

       “เฮ้ๆๆ....”

        ผมตะโกน พร้อมกับวิ่งไปรอบห้อง ท่ามกลางสายตาอันงุนงงของครู และนักเรียนคนอื่นๆภายในห้อง จากนั้นผมวิ่งออกไปนอกห้อง แล้ววิ่งรอบหน้าห้องเรียน

        นึกถึงตอนนั้น แล้วมาคิดย้อนกลับดูอีกที ว่านี่เราเรียนมาถึงตอนนี้ได้ยังไง

        จากชั้นอนุบาล เลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ชั้นประถม ผมรู้สึกว่าตัวเองก็เรียนไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอก เรื่องความมั่นใจว่า จะเรียนได้มั้ย ไม่มีเอาซะเลย เรื่องทำข้อสอบ ทำยังไง ขอบอกตามตรง ผมเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่ผมก็รู้สึกว่า ตัวผมแตกต่างจากคนอื่นเยอะทีเดียว

         อ้อ... พอจะนึกออกแล้ว ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนไม่รู้เรื่อง แม่มาสอนผมเพิ่มเติมในตอนเย็น มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเอาสมุดคัดลายมือไปให้แม่ดู สีหน้าสุดแสนปลาบปลื้มของแม่แสดงออกมาอย่างชัดเจน

         ตอนเย็นวันหนึ่ง ผมนำสมุดการบ้านวิชาเลขไปยื่นให้พ่อสอน พ่อก็สอนด้วยความตั้งใจ แต่ก็เหมือนกับเด็กไทยทั่วๆไป วิชาเลข.... ไม่เข้าหัวเอาซะเลย ยิ่งเป็นออทิสติก ไม่เหมือนกับคนอื่นด้วย

        “เลขง่ายๆ แค่นี้ ทำไมทำไม่ได้....”

        พ่อมักจะดุแบบนี้เสมอ ด้วยความหวั่นเกรง ผมไม่เคยถามการบ้านกับพ่ออีกเลย

        ขึ้นชั้น ป.๒ มีอยู่วันหนึ่ง หมอมาฉีดวัคซีนอะไรก็ไม่รู้ เอาเป็นว่า ไม่ใช่วัคซีนไข้หวัดนกหรอก สายตาผมเหลือบไปเห็น เพื่อนในห้องโดนหมอเอาเข็มทิ่มไปที่แขนซ้าย

        “จึ่ก”

        เพื่อนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด บางคนถึงกับน้ำตานองหน้า จู่ๆ ผมก็โพล่งแบบชัดถ้อยชัดคำขึ้นมา

        “แม่”

        คำเดียวสั้นๆ ได้ใจความ เพื่อนผมนึกว่า ผมคงเพี้ยนไปแล้วแหงๆ(มันก็ใกล้เคียงกันนั่นแหละ) ที่ไปเรียกคุณครูจุรี(ครูประจำชั้น ป.๒ ในขณะนั้น) อย่างนั้น ไม่ใช่หรอก ผมเริ่มรู้สึกกลัวว่า โดนฉีดยาเข้าไปแล้วจะเป็นเหมือนกับพวกนั้นต่างหาก

        เท่าที่ผมจำได้ว่าผมพูดคำว่า แม่ ได้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก ปกติในตอนนั้น พูดแต่ อ้อแอ้ๆ
        เมื่อผมโดนฉีดยาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรเลย เหมือนกับมดแดงมากัดมือนั่นแหละ ผมเดินกลับเข้าห้องพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

        “ฮ่าๆๆๆๆๆ....”

        เพื่อนที่อยู่ภายในห้อง ต่างก็ทำสีหน้าประหลาดใจ แต่ผมอ่านจากสีหน้าและแววตาของพวกเขา ซึ่งตีความหมายออกมาได้ว่า

        “หมอนี่..... มันบ้าหรือเปล่า”

        ผมไปเรียนในแต่ละวัน ก็ไม่รู้เรื่องอะไรนักหรอก จนถูกคนอื่นมองว่า ซื่อๆเซ่อๆ อาศัยว่าแค่อ่านหนังสือออก แต่ก็ยังไม่เข้าใจในเนื้อหานัก ตกเย็น.... แม่ก็คอยเคี่ยวเข็ญ อธิบายเนื้อหาที่เรียน อธิบายเรื่องทำการบ้าน ว่าทำแบบนั้นนะ แบบนี้นะ พอจะเข้าใจได้บ้าง

        จนผมขึ้นเรียนชั้น ป.๔ แม่ก็ไม่ได้มาสอนผมเหมือนเคย เพราะแม่เองก็จบแค่ ป.๔ เนื้อหาในหนังสือเรียนก็ยากกว่าสมัยก่อน ผมต้องทำความเข้าใจด้วยตัวเอง ไม่กล้าไปถามพ่อ เดี๋ยวจะโดนดุกลับมาอีก

        ผลการเรียนของผมก็อยู่ในระดับปานกลาง ในระหว่างที่เรียน ผมตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า แค่เรียนไม่ซ้ำชั้นก็พอแล้ว ผลที่ออกมาน่าพอใจ ตรงตามจุดหมายที่วางเอาไว้

        จนขึ้นมาเรียนอยู่ชั้น ป.๖ แค่เทอมแรก ผลการเรียนตกลงฮวบๆ จนหล่นอยู่อันดับที่๒๗ จากนักเรียนทั้งห้องมี ๒๘ คน

        อ่านการ์ตูนมากไป ก็มีส่วน แต่หลักๆเลยก็คือ ผมสายตาสั้น ปาเข้าไปตั้ง ๔๐๐ โอคอปเตอร์(หน่วยวัดสายตา) ผมมองไม่เห็นว่าครูเขียนอะไรบนกระดานมั่ง อ่านหนังสือระยะห่างแค่หนึ่งไม้บรรทัด ผมก็มองไม่ชัด

        แม่เห็นว่า การเรียนตกลงไปเยอะ ทดลองให้อ่านหนังสือ ผมก็อ่านไม่ได้ ด้วยความโมโห แม่ก็ตีผม แต่ผมก็ไม่เคยปริปากพูดถึงความผิดปกติของสายตา ผมไม่รู้ด้วยซ้ำในตอนนั้น ว่าผม สายตาสั้น และอีกอย่างก็เพราะว่าผมยังมีอาการ ออทิสติก ติดตัวอยู่

        เอ่อ..... มีอยู่ครั้งนึง เพื่อนๆ ในห้องที่สอบได้ในประมาณที่ ๑-๕ สามคน ยืนอวดกัน ผมดันเดินทะเล่อทะล่าเข้าไปคุยโอ่กับพวกนั้น

        “เฮ้ย!!! เราสอบได้ที่ ๒๗ ว่ะ”

        สามคนนั่น มองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วมองหน้าผม อ่านจากแววตาแล้ว มันสื่อความหมายอื่นใดมิได้เลย นอกจากคำว่า

        “หมอนี่.... มันบ้าหรือเปล่า”

        จากเหตุการณ์ครานั้น ทำให้ผมเริ่มรับรู้ว่า

        ลำดับที่ ๒๗ เนี่ย มันไม่ใช่ลำดับที่ ดี เอาซะเลย

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

 


        จากนั้น แม่ก็พาผมไปตัดแว่น พร้อมกับเข้มงวดเรื่องเรียนของผมแบบสุดๆ

        สิ่งที่ได้จากความพยายาม ผลการเรียนดีขึ้นจากเดิมเยอะ(ผมไม่อยากอ้างถึงลำดับที่ ซึ่งผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่)

        และแล้ว..... ผมก็เรียนจบชั้น ป.๖ ไปเรียนต่อชั้น ม.๑ ที่จังหวัดยโสธร โดยพักอยู่กับป้า
ผมไปเรียนที่นั่น แบบไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด

        อย่างตอนเลือกเรียนวิชาเลือก ผมเลือกเรียนวิทย์-คณิต ตามเพื่อน แต่เอาเข้าจริงๆ ผมกลับได้ไปเรียนแต่ วิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนวิชาคณิตศาสตร์ ผมไม่ได้เข้าเรียนในครึ่งเทอมแรก

        เป็นเหตุผิดพลาดทางเทคนิค พูดง่ายๆ เลย ผมเดินหลงกลุ่มกับเพื่อนน่ะ

        เวลาเรียนครึ่งเทอมที่หายไป ผมได้แต่ฝังคัวเองอยู่ในห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดประชาชนหน้าโรงเรียน นั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ หรือวรรณคดีไปตามท้องเรื่อง

        แต่ส่วนใหญ่จะเข้าไปอ่านการ์ตูนในนั้นซะมากกว่า

        เพื่อนร่วมชั้นก็นึกเอะใจ มันหายไปไหนของมันวะ เมื่อเรียนวิชาหลักด้วยกัน เขาก็เข้ามาถาม เมื่อรู้ต้นสายปลายเหตุ เขาก็พากลับเข้าไปเรียน

        อาจารย์ประจำวิชา คอยดูแลให้อย่างดี จากที่ผมไม่เคยชอบวิชาเลข ก็เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นมานิดหน่อย ซึ่งเนื้อหาในรายวิชา เริ่มเข้าสู่ ก้อนสมอง ของผมขึ้นมาบ้าง

        ผลการเรียนโดยรวมในเทอมแรก เรียกได้ว่าเข้าขั้น แย่ เลยล่ะ

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        เมื่อเห็นผลการเรียน แม่ที่อยู่ในวะตะแบก ให้ป้าเป็นธุระจัดการให้ผมได้เรียนพิเศษเพิ่มเติม

        ในทุกๆ เย็น ผมต้องขี่รถจักรยาน ไปเรียนพิเศษที่บ้านอาจารย์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าวัด ไม่ห่างจากบ้านป้ามากนัก

        เป็นการจุดประกาย สร้างความเข้าใจในเรื่องเรียนขึ้นมาใหม่ ที่ผมเข้าใจเนื้อหาแบบผิดๆ ไม่ใช่ว่าครูสอนไม่ดี หรือเนื้อหาคลุมเครือ เมือผมเข้าใจเนื้อหาแบบนั้นไปแล้ว หรือยังสงสัยอยู่ ผมไม่เคยเข้าไป ถามอาจารย์ เลยสักครั้ง

        ผมไปเรียนพิเศษ ในลักษณะแบบ ตัวต่อตัว กับอาจารย์สอนพิเศษ(ขออภัยด้วยครับ ที่จำชื่อไม่ได้) ซึ่งช่วยลบล้าง ความเข้าใจผิด ที่ผมเคยเข้าใจในลักษณะนั้นมาก่อน

        อย่างการเขียนเลขหก ผมมักจะเขียนแบบ “เ” คล้ายๆกับสระเอ เมื่ออาจารย์เห็น ท่านก็เขียนให้ดู แล้วจับมือให้ผมเขียนแบบ 6 อยู่สามสี่ครั้ง จน ความเข้าใจที่ถูกต้อง ถึงได้เข้าไปแทรกอยู่ทุกเซลล์สมองของผม

        การเรียนพิเศษในช่วงนั้น ช่วยปรับความเข้าใจเนื้อหา สิ่งที่เรียนตั้งแต่พื้นฐาน ต่อยอดมาถึงการเรียนในระดับต่อไป

        แต่ผมก็ไม่รู้ว่า ปริญญาตรีสองใบ ช่วยยืนยันว่าผมได้บรรเทาจากอาการ ออทิสติก หรือเปล่า???

        หรือยืนยันเพียงแค่ ผมเรียนได้ เท่านั้น

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

จากหนังสือพิมพ์โฟกัสโคราช คอลัมน์ เมื่อผมเป็นออทิสติก ตอน การเรียนของผมเป็นอย่างไร? ฉบับวันที่ 10-25 กันยายน พ.ศ.2550 หน้า 5
₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪

Comment

Comment:

Tweet

สุดยอดมาก เป็นกำลังใจให้ผู้ปกครอง ได้อีกเยอะเลย
ตอนนี้ลูกเป็นออทิสติก เพิ่งจะสองขวบครึ่ง

#7 By veber (118.172.202.70) on 2009-06-18 11:41

O___O b

ปริญญาตรี 2 ใบ
บอกว่าหายจากออทิสติกรึเปล่า ไม่รู้
บอกว่าเรียนได้ อันนี้แน่นอน ถ้าทำด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่ได้ลอกใครๆ ไม่ได้พกโพย (เหมือนคนที่คดโกงบางคน)

อย่างน้อยก็รู้แน่ๆ ค่ะว่า
มีความพยายามและความมุ่งมั่น
มีความขยันและความตั้งใจ

#6 By blackrain on 2008-08-07 10:26

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#5 By n'o-kanok on 2008-07-29 09:32

เจ๋งงงHot! Hot!
ว้าว!!!

แปะๆๆๆๆ!!!surprised smile
ถ้าลูกชายเรียนได้ถึงระดับปริญญาตรีฉันคงจะดีใจมาก แต่จะดีใจที่สุดถ้าเขาใช้ชีวิตในสังคมได้เหมือนคนปกติ

#2 By แม่ต้นข้าว (222.123.95.27) on 2008-01-24 10:32

#1 By แม (222.123.95.27) on 2008-01-24 10:30