เมื่อครั้งผมยังเป็นเด็กอายุราวๆ 5 ขวบ ในคืนหนึ่งผมฝันว่าลื่นตกลงจากท่าน้ำที่
อยู่ริมคลอง จมลงไปในน้ำ ผมพยายามตะเกียกตะกาย แต่ไม่อาจเรียกร้องให้ผู้คนที่อยู่
ริมคลองส่วนหนึ่งมาช่วยได้ ยิ่งตะเกียกตะกายเท่าไหร่ ยิ่งจมลึกลงไปเรื่อยๆ จนเกือบจะ
สุดก้นคลอง

        ก่อนที่ผมจะสิ้นสติ ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งดำน้ำลงมาดึงร่างอันไร้เรี่ยวแรงของผมขึ้นมาอยู่บน
ท่าน้ำ สติที่เริ่มจะเลือนราง แต่ยังพอเห็นใบหน้าของผู้หญิงที่ช่วยชีวิต เป็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วย
น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้างของแม่นั่นเอง

        ในคืนเดียวกันนั้นเอง แม่ก็ฝันแบบเดียวกันกับผม แม่เดินอยู่บริเวณริมคลอง เห็นฝูงชน
มุงอยู่ในบริเวณท่าน้ำ ด้วยความสงสัย แม่จึงแหวกผู้คนเข้าไปดู ทันทีที่เห็นผมกำลังจะจมลงไป
ในน้ำ

        ไวเท่าความคิด ตูม!! ละอองน้ำกระเซ็นขึ้นมาบนฝั่ง แม่กระโดดลงไปในคลองตาม
สัญชาตญาณ ดำน้ำลงไปดึงร่างอันไร้สติขึ้นมาอยู่บนท่าน้ำ กดหน้าอกให้น้ำสำลักออก เขย่าตัว
ร้องเรียกชื่อหลายหน แต่หามีปฏิกิริยาตอบสนองจากร่างกายของผม

        แม่เคยบอกว่า แม่อธิฐานในความฝันเอาไว้ว่า หากสิ่งที่บังเกิดนั้นหากผมไม่รู้สึกตัว แสดง
ว่าผมจะไม่มีโอกาสหายขาดจากโรคออทิสติก ถ้าผมหายก็ขอให้ผมรู้สึกตัว

        ณ บัดเดี๋ยวนั้นเอง มือของผมเริ่มกระดิก สีหน้าของแม่เปี่ยมไปด้วยความปลื้มปิติเป็นล้น
พ้น เมื่อแม่ตื่นขึ้นมาจากความฝัน ความหวังภายในใจบังเกิดขึ้น แม้จะเป็นเพียงแค่แสงสว่างที่
ปลายอุโมงค์ก็ตาม

        แม่ก็คิดหาวิธีที่จะทำให้ผมเป็นปกติ โดยแนวทางการรักษาโรคออทิสติก มีวิธีหนึ่งที่แม่ใช้
คือการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งต้องอาศัยความอดทนอย่างสูง

        อย่างเช่นในกรณีผมไม่เข้าไปในห้องน้ำในเวลาที่ปวดปัสสาวะ หรืออุจจาระ ซึ่ง
ผมพอจะจำได้ แม้ความทรงจำในวัยเด็กแทบจะถูกลบออกไปจากส่วนหนึ่งของพื้นที่ภายในสมองก็ตาม

        ก่อนหน้านั้นผมเคยชมภาพยนตร์ต่างประเทศประเภทสยองขวัญเรื่องหนึ่งที่ฉายทาง
โทรทัศน์ ภายในเนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว จะมีอยู่ฉากหนึ่ง โดยตัวละครตัวหนึ่ง
ได้เข้าไปในห้องน้ำ และได้เจอกับปีศาจ โผล่ออกมาจากโถส้วม ลากตัวเขาลงไปในโถส้วม

        หลังจากที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ภาพจากฉากดังกล่าวมันติดตามาโดยตลอด ความหวาด
กลัวเข้าเกาะกุมภายในจิตใจทำให้ผมไม่กล้าเข้าห้องน้ำอีกเลย
 
        ถึงแม้จะยากลำบากเพียงใดก็ตาม แม่ก็ยังคอยติดตามสังเกตพฤติกรรม ก่อนที่ผมจะ
อุจจาระขึ้นมา แม่ก็จะสังเกตเห็นว่า ผมจะยืนอยู่นิ่งๆ มีอาการปวดท้องแต่ไม่แสดงออกทางสีหน้า
ซึมกระทือไม่เคลื่อนไหวไปไหน แม่ก็จะรีบอุ้มผมเข้าห้องน้ำ จับให้นั่งอยู่บนโถส้วม 

        ทำเช่นนี้อยู่นาน ๒-๓ วัน ระยะต่อมาเมื่อมีอาการปวดท้อง แม่ก็ให้ผมอยู่หน้าห้องน้ำ ลอง
ให้ผมเดินเข้าห้องน้ำเอง แม่จะอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำ แล้วคอยบอกว่าเวลาอุจจาระ เขาทำกัน
อย่างไรนั่งอยู่บนโถส้วมให้ถูกวิธี เขาทำกันอย่างไร ทำอย่างนี้อยู่เป็นเวลาถึงสองอาทิตย์ ผมถึง
เข้าไปอุจจาระในห้องน้ำได้เหมือนคนปกติ

 

        แม่เคยบอกกับผมอีกว่า เมื่อตอนเด็กแม่มักพาผมออกไปเที่ยวนอกบ้าน อย่างไปสวนสัตว์เขาดินวนา เจอคนเยอะๆ ผมชอบเอามือป้องหู และทำคอเอียง ผมพอจะนึกออกว่า ทำไมผมถึงต้องเอามือป้องหู มันเป็นเพราะเสียงในที่ชุมชน เสียงรถรา ได้เข้าไปสู่โสตประสาท ทำให้ปวดแก้วหูอย่างแรง

        ถ้าผมเอามือป้องหู แม่ก็คอยจับมือไม่ให้เอามือป้องหู แต่ที่จะเลิกทำแบบนี้จริงๆ ก็ตอนที่ย้ายมาอยูที่วะตะแบก เหมือนกับเหตุผลที่ผมเคยพูดถึงในบทความบทแรก (หวังว่าคงอ่านกันแล้วนะครับ) นั่นแหละคือสภาพแวดล้อมในอุดมคติที่ผมต้องการ

        เวลาผมทำคอเอียงก็คอยจับคอให้ตั้งตรง เวลาหิวก็จะไม่พูดไม่บอก อย่างเวลาหิวน้ำ ผมยืนมองขวดน้ำ แล้วเดินมาดึงมือแม่ให้ไปเอาให้ แต่สายตามองอยู่ที่ขวดน้ำ แม่ก็จะไม่ไปเอาให้ พยายามที่จะให้ผมพูดออกมาแค่คำว่า "หิวน้ำ" ออกมาเท่านั้นเอง

        หากเพลิดเพลินกับการดูสิงหาราสัตว์ แต่ไม่ได้คอยดูผมตลอด ผมจะเดินแยกตัวออกไป นึกจะไปไหนก็ไป หายตัวไปดื้อๆ เหมือนกับฉากหนึ่งในหนังเรื่อง Running Boy (ที่เคยกล่าวถึงในบทแรก หลังจากไม่ได้พูดถึงซะนาน) เกียงชุกผู้เป็นแม่ พาโชวอนลูกที่เป็นเด็กออทิสติกตอนอายุห้าขวบ ไปเที่ยวสวนสัตว์ กลับปล่อยให้โชวอนหายไปตามลำพัง(ใครอ่ะ? ตามเค้าไปได้ไง?)จนถึงเย็นจึงตามหาโชวอนพบอยู่ใกล้กับโซนที่ทางสวนสัตว์เลี้ยงม้าลาย

        แม้โตขึ้น เวลาพูดผมไม่สบตากับคนที่มาพูดด้วย แม่พาผมออกนอกบ้านให้คอยดูเด็กคนอื่นๆ พร้อมกับคอยบอก คอยเปรียบ ถ้าผมไม่สบตากับใคร แม่จะบอกว่า

        "เวลาพูดจะต้องจะต้องสบตาคน เพราะว่าสบตาเวลาพูดหมายถึงความจริงใจ"

        ถึงจะพูดได้ ก็จะพูดแบบไม่รู้จักปรับระดับน้ำเสียง จะดูเหมือนกับดุ ควรใช้น้ำเสียงแบบไหน? แม่ก็บอกให้ฟังคนอื่นพูด

       “ถ้าเขาพูดในน้ำเสียงแบบเดียวกันกับผม ผมจะชอบหรือเปล่า ถ้าไม่ชอบก็ให้ลองปรับปรุงตัวเองด้วย”

        ผมมักจะทำสีหน้าเรียบเฉย ไร้ความรู้สึก ไม่สนใจสิ่งรอบด้าน แม่มักจะพูดเสมอว่า

        "ถ้าทำหน้าแบบนี้ ก็จะไม่มีใครอยากเป็นเพื่อน ต้องยิ้มบ้าง แล้วจะดูดีขึ้น"

                                                                          דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


        ในวัยเด็กผมชอบนำกระดาษมาปั้นเป็นรูปต่างๆ ส่วนมากจะเป็นรูปคน สัตว์ หรือสัตว์ประหลาดที่เห็นในโทรทัศน์ แม่เล่าให้ฟังว่า ผมมักจะนั่งปั้นอยู่คนเดียว ไม่ไปไหน ไม่สนใจใครหรือสิ่งรอบข้าง นั่งจุ้มปุ้กหมกมุ่น ทำอยู่อย่างเดียว

        เท่าที่ผมพอจะนึกภาพออก ในหัวเห็นภาพที่จินตนาการถึงหนังการ์ตูนอย่าง โดราเอม่อน ปาร์แมน คิวทาโร่ หนังประเภทยอดมนุษย์อย่าง อุลตร้าแมน ไอ้มดแดง หรือภาพยนตร์จีนชุดอย่าง กระบี่ไร้เทียมทาน ชอลิ้วเฮียง ที่ผมติดตามอยู่เป็นประจำ แล้วนำกระดาษ ส่วนใหญ่จะเป็นกระดาษฟลอยด์ที่อยู่ในซองบุหรี่ ซึ่งพ่อชอบสูบเป็นประจำ มาม้วนๆ ให้เป็นรูปร่างลักษณะตัวละครที่ได้รับ
ชมมา   
  

        เมื่อย้ายมาอยู่ที่วะตะแบก แม่นำดินน้ำมันมาให้ผมปั้น อา.... ทีนี้ก็เข้าทางสิครับ ผมเปลี่ยนไปนั่งปั้นดินน้ำมันแทบทั้งวัน ไม่สนใจสิ่งอื่นใดเหมือนเดิม

        แม่เห็นว่าผมใช้เวลาหมดไปกับการเล่นดินน้ำมันมากจนเกินไป คิดว่าผมอ่านหนังสือได้ จึงไปซื้อหนังสือการ์ตูนมาให้อ่าน ในช่วงแรกก็เป็นการ์ตูนไทยเล่มละบาท ซึ่งมีความยาว ๑๖ หน้าจบ การ์ตูนไทยเล่มละ ๕ บาท รวมเล่มละบาท ๕ เรื่องเข้าด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพวกภูติ ผี ปิศาจ ช่วงนั้นแม่ก็ซื้อให้อยู่ จนเก็บสะสมได้หลายสิบเล่ม

        ต่อมาแม่ก็คิดได้ว่า เอาแต่อ่านการ์ตูน ชักจะไม่สนใจเรียนแล้ว ก็เลิกซื้อมาให้อ่าน ขณะนั้นผมติดตามการ์ตูนญี่ปุ่นกันแบบเอาเป็นเอาตาย แม่ไม่ซื้อให้ผมแอบหยิบเงินในเก๊ะ ๑๐ บาท แอบวิ่งไปซื้อในตลาด หลังจากถูกจับได้ ผมโดนแม่ตีไปหลายที ทีนี้ผมเริ่มคิดหาวิธีใหม่ เก็บเงินค่าขนมไปซื้อ ถ้ามันไม่พอ ไปไถเงินน้องสาวที่เรียนอยู่ในโรงเรียนเดียวกันไปซื้อมาอ่านจนได้

        จนแม่เริ่มหมดความอดทน นำการ์ตูนที่ผมเก็บสะสมมาทั้งหมด รวมทั้งเรื่องโปรดอย่าง ดราก้อนบอล ในช่วงนั้นกำลังเก็บถึงตอนสำคัญ ตอนที่โงกุนกำลังต่อสู้กับฟรีซเซอร์บนดาวนาเม็ก แม่ขนเอาไปให้ลูกพี่ลูกน้องที่อยู่ต่างจังหวัดซะไม่มีเหลือสักเล่ม ช่วงนั้นโคตรเสียดายมากกกก กว่าผมจะเก็บตั้งตั้งแต่เล่มแรกยันเล่มล่าสุด อย่างเล่มตอนสู้กับราดิช พี่ของโงกุน ผมต้องนำการ์ตูนขุนพลประจัญบานเล่มละ ๒๕ บาทหนาประมาณ ๓๐๐ หน้า ถึง ๒ เล่ม ไปแลกกับดราก้อนบอลเล่มนั้น ซึ่งมีราคาและความหนาเท่ากันเพียงแค่เล่มเดียว

        ผมจำใจต้องหยุดอ่านการ์ตูนไประยะหนึ่ง พอให้แม่วางใจได้บ้าง ตั้งใจเรียนจนจบชั้น ป.๖ ไปเข้าเรียนต่อ ม.๑ ที่จังหวัดยโสธร โดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านป้า โอ้ว.... สวรรค์บันดาลชวนให้เรามา(เพลงประจำโรงเรียน)จริงๆ แฮะ เป็นเพราะได้เรียนอยู่ในโรงเรียนประจำจังหวัด มีเวลาแอบไปซื้อหาการ์ตูนมาอ่าน ทั้งในช่วงเย็นๆ และในระหว่างที่มีการแข่งกีฬาสี กีฬากลุ่มโรงเรียนในจังหวัด ผมเอาแต่ติดตามเรื่องดราก้อนบอล การ์ตูนยอดฮิตในขณะนั้นอย่างไม่ลดละ


        การที่เอาแต่อ่านการ์ตูน ผมยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งเลยว่าทำให้ผลการเรียนแย่ลง ติดศูนย์ ติด ร. ไปหลายวิชา

         แม่จึงนำตัวผมกลับมาเรียนที่อำเภอเทพสถิต ผลก็ยังออกมาเป็นเช่นเดิม ผมยังใช้เวลาอ่านการ์ตูนเป็นส่วนใหญ่ ผลการเรียนดีบ้าง แย่บ้าง สลับกันไปในแต่ละเทอม

        ผมเริ่มมาสนใจการเรียนแบบจริงๆจังๆ เมื่อย้ายมาเรียนอยู่ในโคราชแล้ว อยู่ในช่วงก่อนสอบเอ็นท์ทรานซ์ ประกอบกับในช่วงนั้นการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอลอวสานพอดี 

        ในที่สุด ความหวังของแม่อันเปรียบเสมือนแสงสว่างจากปลายอุโมงค์ บังเกิดเป็นความจริงขึ้น

        เมื่อต้องใช้เวลาเดินทางอยู่ในอุโมงค์อันแสนคดเคี้ยวเกือบ 20 ปี ถึงจะได้พบแสงสว่างอันเรืองรอง

 

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

ปรับปรุงจากหนังสือพิมพ์โฟกัสโคราช คอลัมน์ เมื่อผมเป็นออทิสติก ตอน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กออทิสติก ฉบับวันที่ 10-25 กรกฏาคม พ.ศ.2550 หน้า 5

₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪

Comment

Comment:

Tweet

S F 1-1 ปะ เรายศ 3 ดาวแดง

#11 By (118.172.106.42) on 2009-06-30 11:04

หมู

#10 By (125.26.243.12) on 2009-06-09 06:52

ดิฉันมีลูกชายอายุ 6 ขวบ เป็นออทิสติกค่ะ จะมีปัญหาด้านอารมณ์ และพูดซ้ำๆ ค่ะ / ถ้าน้องโตขึ้นและมีพัฒนาการที่ดีเหมือนคุณก็คงจะโชคดีมาก

#9 By คุณแม่ปู (124.121.153.127) on 2009-05-07 22:43

ก็เรามันLnwconfused smile sad smile confused smile open-mounthed smile

#7 By jmj (203.172.138.172) on 2008-09-05 12:24


ตอนนี้ผมกำลังหาวิธีติดต่อสำนักพิมพ์อยู่ครับ

ถ้ามีความคืบหน้าอย่างไร ผมจะนำมาโพสต์ความคืบหน้าชองโปรเจคนี้ต่อไปครับ

#6 By Jimmy Lee on 2008-08-15 22:18

เป็นคุณแม่ที่มีความอดทนสูงมากค่ะ
แล้วก็มีกำลังใจดีมากๆ ด้วย

ตัวคุณก็เก่งมากๆ ด้วยที่พยายามถึงขนาดนี้
คนส่วนใหญ่ในสังคมขาดความพยายามแล้วก็มองคนที่เหนือกว่าว่า "ดีจังนะ อยากเป็นแบบนั้น" แต่ไม่ได้มองตัวเอง ไม่ได้มองความพยายามของตัวเองเลย

^ ^ เป็นเรื่องที่ดีมากค่ะ มีรวมเล่มเป็นหนังสือมั้ยคะ

#5 By blackrain on 2008-08-07 10:21


ติดต่อผมที่ juninya-25@hotmail.com ครับ

#4 By Juninyá on 2008-07-24 06:37

ผมอ่านแล้ว สนใจมากครับ ผมมีลูกมีอาการเช่นนี้เหมือนกัน อยากคุยกับผู้เขียนทางโทรศัพท์ได้ไหมครับ ช่วยติดต่อผมทางmailได้ไหมครับหรือบอกเบอร์โทรหน่อยได้ไหมครับ

#3 By วรวัฒน์ (202.91.23.4) on 2008-07-23 18:24

นี่คุณเป็นคนเขียนเองประสบการณ์โดยตรงหรือปล่าวค่ะ?

ใช่ไหม...
อ้กเด้ ก้ดเกดembarrassed

#1 By (125.27.112.149) on 2008-06-26 16:40