“ไอ้หนุ่ม (นามสมมติ)........... มันอย่างชอบกางเกงเลย เค้าตากไว้ตรงไหน มันก็
หาเอาของเค้า”

        น้าพัดเอ่ยกับผม เมื่อครั้งยังทำงานอยู่ด้วยกัน

        “ไอ้หนุ่ม........... มันจะคุยแต่ก๊ะเรื่องกางเกงยีนส์ ถามมันเรื่องนี้ยังไง มันรู้โม้ด”

        น้าพัดกระชุ่นอีกครั้ง

        หนุ่ม............... ในความทรงจำของผม มีภูมิลำเนาอยู่ ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในอำเภอ
โนนสูง จังหวัดโคราชบ้านเฮานี่เอง ในครอบครัวของเขา ประกอบด้วย พ่อ แม่ ตัวหนุ่มเอง และ
ต่อ (นามสมมติ) น้องชายคนสุดท้อง 


        ทางบ้านของหนุ่มประกอบอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลัก ซึ่งหนุ่มมีอายุอยู่ในรุ่นราวคราวเดียว
กันกับผม พ่อของเขา (ก่อนที่จะเสียชีวิต) เคยฝากให้มาทำงานอยู่ที่เดียวกันกับผม

        หนุ่ม เป็นคนที่ไม่ค่อยพูดจา ถ้าพูดออกมาเมื่อใด ผมฟังไม่รู้เรื่องเอาซะเลย หากทำงาน
ผิดพลาด หนุ่มจะยืนนิ่ง ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแหยๆ จนผมเองยังเคยพาลนึกไปว่า เขาจะ
หาเรื่องกวน teen ผมซะอีก

        “เค้าก็เป็นเด็กออทิสติก เหมือนกับแกในตอนเด็กนะแหละ”

        แม่ผมเฉลยให้ฟัง หลังจากที่ฟังผมเล่าเรื่องของหนุ่มผ่านหูไปพักหนึ่ง

        เมื่อผมได้แวะผ่านไปที่บ้านของหนุ่ม ผมจึงเข้าใจในสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขา ฐานะ
ทางบ้านมิใคร่จะสู้ดีนัก พ่อกับแม่ของหนุ่มเอง ก็ไม่มีความรู้มากนัก และไม่รู้ว่าลูกชายคนโตของ
ตนเอง มีอาการเป็น ออทิสติก ทั้งคู่คิดว่าอาการของหนุ่มนั้น รักษาไม่ได้ ไม่สนใจที่จะเลี้ยงดูเขา
อย่างจริงจัง จึงเลี้ยงดูในแบบตามมี ตามเกิด ตามสภาพสังคมแบบชนบท

         ในขณะที่..... คนในหมู่บ้านบางคน ก็ดูถูกดูแคลน และเรียกเขาว่า ไอ้หนุ่มบ้า กันอย่าง
สนุกปาก แต่เขาก็ไม่สนใจ มักจะยิ้มตอบผู้ที่ล้อเลียนเขาเสมอ

        ย้อนเวลากลับไป....... เมื่อครั้งที่พ่อของหนุ่ม พาตัวหนุ่มมาทำงานด้วย พ่อของเขาต้อง
การให้หนุ่มรู้จักทำงาน และใช้ชีวิตเข้าสังคมร่วมกับคนอื่น ผมกลับสังเกตเห็นแววตาของผู้เป็น
พ่อ ที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงเป็นใยในตัวบุตรชายของตนเองอย่างมาก จนบางครั้งถึงกับเอ่ย
ออกมา

        “ไม่รู้ว่ามันจะทำได้หรือเปล่า”

        จริงดังคาด!!! หนุ่มทำงานอยูได้ไม่ถึงครึ่งวัน เพราะไม่อยู่ในสภาพที่สามารถจะทำงานได้
เขาสั่งให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง หนุ่มได้แต่ยืนยิ้ม ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง นอกจากจะมี
ปัญหาบกพร่องทางสมองแล้ว ส่วนหนึ่งผมคิดว่าคงเป็นเพราะ งานที่ทำอยู่ หนักเกินกว่าที่หนุ่มจะ
รับไหว

        และแล้ว........ เมื่อพ่อของหนุ่มเป็นมะเร็งลำไส้ในระยะสุดท้าย ได้แต่นอนอยู่ภายในบ้าน
และรู้ตัวว่าตนเองมิอาจรอดพ้นจากความตายเป็นแน่แท้ ก่อนที่จะหมดลมหายใจ ด้วยความ
ห่วงใยลูกชายคนโตอย่างสุดซึ้ง จึงได้สั่งเสียกับเมีย และต่อลูกชายคนเล็ก

        “แม่.......... ไอ้ต่อ ดูแลไอ้หนุ่มมันให้ดีๆด้วย”
        “จ๊ะ.......... พี่” แม่ของหนุ่มรับคำ

        หลังจากนั้น พ่อของหนุ่มก็จากไปอย่างสงบ ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของเมียและ
ลูก กับญาติพี่น้อง และชาวบ้าน (บางส่วน) ที่มาดูใจเป็นครั้งสุดท้าย

        หนุ่มยืนมองร่างอันไร้วิญญาณของผู้เป็นบิดา ด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาบ่งบอกถึงความ
เศร้า โดยที่ไม่ได้รับความสนใจจากบุคคลรอบข้าง

         นับจากนั้นเป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน สิ่งที่หนุ่มพอจะทำได้ และช่วยแบ่งเบาภาระให้กับแม่
คือการนำวัวไปเลี้ยงอยู่ภายในบริเวณหมู่บ้าน ซึ่งแม่ของหนุ่มไม่ให้เลี้ยงไกลออกไปจากหมู่บ้าน
ด้วยกริ่งเกรงว่า จะไม่มีคนรู้จักในหมู่บ้านคอยดูแล และเป็นหูเป็นตา

        พูดง่ายๆว่ากลัว หลงทาง และ วัวหาย มากกว่า


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

 


        ในอีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งอยู่ถัดไปจากหมู่บ้านที่หนุ่มอาศัยอยู่

        “เพี๊ยะ ---- เพี๊ยะ ---- เพี๊ยะ”
        “โอ๊ย!!!........... กลัวแล้ว............ กลัวแล้ว........... ฮือๆๆๆๆ”
        “ทำไมแกถึงโง่หยั่งงี้ ทำงานแทนที่จะเอาเงินกลับมา ให้เค้าหลอกเอาเงินไปได้ยังไง.......
หา???”

        เหตุการณ์ในลักษณะนี้ มักจะเกิดขึ้นกับ ตั้ม(นามสมมติ) อยู่เสมอ

        ตั้มเป็นลูกชายคนโต ในครอบครัวของเขา ประกอบด้วย พ่อ แม่ ตัวตั้มเอง และน้องชาย
กับน้องสาว พ่อกับแม่ของตั้มมีอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลัก เมื่อตั้มเติบโตขึ้นมาพอจะรู้ความ แต่
ทว่า......... ตั้มไม่เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ พ่อกับแม่จึงมักพูดอยู่เสมอ

        “มันจะปัญญาอ่อนก็ไม่ใช่ เป็นอะไรก็ไม่รู้ ช้ากว่าคนอื่น ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ”

        เมื่อพ่อและแม่ไม่เข้าใจว่าลูกมีอาการเป็น โรคออทิสติก ซึ่งควรจะหาทางรักษา หรือปรับ
เปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมือนกับคนอื่น แต่กลับไม่สนใจตั้มเลยสักนิด ซ้ำยังดุด่า ทุบตี
เมื่อออกไปเที่ยวนอกบ้าน ก็ไม่กล้าพาไปไหนด้วย เพราะรู้สึกอับอาย ด้วยเหตุที่ลูกชายของตน
เองผิดปกติ และด้อยกว่าคนอื่น

        ในขณะที่น้องชายของตั้ม จะเป็นคนค่อนข้างเฉลียวฉลาด แตกต่างจากตั้มราวกับหน้ามือ
เป็นหลังเท้า พ่อแม่ของเขาจึงมักดูแล เอาใจใส่ ตามใจน้องชายมากเป็นพิเศษ

        จากความคิดของพ่อกับแม่ ซึ่งเห็นว่าตั้มไม่เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ตั้มจึงไม่มีโอกาสได้
เรียนหนังสือ และให้ไปเลี้ยงควายร่วมกับคนอื่น

        ด้วยความรู้สึกชอบพอ คนที่เลี้ยงควายด้วยกัน จึงมักจะชักชวนตั้มมาร่วมวงดื่มสุราด้วย
เสมอ จากจิบสุราผ่านลำคอทีละนิด จนระยะเวลาผ่านไปนานพอสมควร เพียงพอต่อการที่ตั้ม จะ
มีอาการติด สุรา อย่างหนัก ซึ่งเขาจะมีอาการสติฟั่นเฟือน หลังจากดื่มสุราในปริมาณที่มากพอ
สมควร

        เขาชอบเลียนแบบพฤติกรรมของบุคคลอื่นที่ทำงานร่วมกัน อย่างการพูดจาหยาบคาย
(ทั้งๆที่เขาไม่รู้ว่า คำพูดที่หลุดออกมาจากปาก หมายถึงอะไร???)

        งานที่ตั้มพอจะทำได้ อยู่ในประเภท ใช้แรงงาน ทั้งทำนา เลี้ยงควาย จนถึงการเป็น
กรรมกรทำงานก่อสร้าง

        หลังจากไปทำงานก่อสร้าง ตั้มมักจะนำเงินค่าจ้างกลับมาให้พ่อแม่ทั้งหมด ช่วยส่งเสริม
จุนเจือครอบครัว ซึ่งยังมีฐานะทางการเงินที่ไม่สู้ดีนัก

        ในเวลาต่อมา....... ตั้มมักจะถูกเพื่อนที่ทำงาน ชักชวนให้ไปดื่มสุราด้วยกัน พวกเขานำเงิน
ค่าจ้างของตั้มทั้งหมด จ่ายเป็นค่าสุรา และค่ากับแกล้ม โดยที่ตั้มไม่รู้ตัวว่าถูกพวกเขาหลอกลวง
เลยสักนิด

        เมื่อตั้มกลับไปบ้าน โดยที่ไม่มีเงินเหลือติดตัวแม้แต่บาทเดียว พ่อกับแม่ก็รับรู้ได้ทันที

        “ไอ้ตั้มมันถูกหลอกเอาเงินไปอีกแล้ว”

        พ่อและแม่ จึงดุด่า ทุบตีตั้มด้วยโทสะ จนตั้มสุดทนต่อความเจ็บปวด รีบวิ่งหนีออกจากบ้าน
ไปนอนอยู่ตามเพิงในทุ่งนา

        นอนตัวสั่นงันงก ด้วยความหวาดกลัวอยู่ตามลำพัง

 

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


        รุ่งเช้าวันต่อมา........

        “เฮ้ย!!! ไอ้ตั้ม มานอนตรงนี้อีกแล้วเรอะ” ชายเลี้ยงควายเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นตั้มนอนอยู่ใน
ทุ่งนา
        “..................................................................” ปราศจากคำตอบจากตั้ม มีเพียง
ริ้วรอยความบอบช้ำทางกาย พร้อมกับใบหน้าอันแสนอิดโรย กับดวงตาแดงก่ำ ที่ผ่านเหตุการณ์
อันแสนหนักหน่วง

         คนเลี้ยงควายเห็นสภาพของตั้มแล้วเข้าใจ รู้สึกสงสารอย่างจับใจ แต่ก็ไม่สามารถทำ
สิ่งใดที่มากไปกว่า พาตั้มกลับไปที่บ้านของเขา
.
        จากเรื่องราวของ หนุ่ม และ ตั้ม ที่ผมเล่ามา สังเกตุมัยครับว่า มีหลายสิ่งที่คล้ายกัน ทั้งภูมิ
ลำเนาอยู่ในแถบชนบท ฐานะของครอบครัว การเป็นลูกชายคนหัวปี และในมุมมองของชาวบ้าน
ซึ่งเห็นว่าทั้งคู่มีอาการ วิกลจริต
 
         แต่สิ่งที่สำคัญ คือ พ่อแม่ของ หนุ่ม และ ตั้ม มีทัศนคติในเชิงลบ ซึ่งเห็นได้จากพฤติกรรม
การไม่ให้ความสนใจต่อลูกของตนเองที่เป็นโรคออทิสติก วิธีการเลี้ยงดูกันแบบตามมี ตามเกิด
ในแบบสังคมชนบท รวมถึง การขาดความรู้ ความเข้าใจ ในตัวลูกของตนเอง

        ถึงแม้นว่าพวกเขาจะไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่เท่าที่ควร แต่ทว่า..... พ่อกับแม่ของ
พวกเขา ก็เป็น สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เพียงสิ่งเดียวที่พวกเขามี

        ซึ่งทำให้ผมฉุกใจคิดขึ้นมา

        ถ้าหากพวกเขาขาด สิ่งยึดเหนี่ยว เพียงสิ่งเดียวที่เขามีนั้นไซร้

        จะมีใคร หรือหน่วยงานใด จะเหลียวแล และช่วยเหลือพวกเขาบ้าง


        และตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริง


        เพียงแค่พวกเขาได้รับโอกาส


        จาก......


        "ทุกคนในสังคม"


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


จากหนังสือพิมพ์โฟกัสโคราช คอลัมน์ เมื่อผมเป็นออทิสติก ตอน เรื่องเล่าออทิสติกจากชนบท ฉบับประจำวันที่ 10 -25ตุลาคม 2550 หน้า 5
₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪

Comment

Comment:

Tweet

ผมชอบเรื่องราวของพี่มากเลยครับ เปง กำลังใจจังbig smile

#4 By Someone (91.152.187.234) on 2008-07-27 03:30

อืมๆๆๆๆๆๆๆ

สุดยอดเลยอ่ะ
อื่ม...มาอ่านแล้ว แกเป็นไงบ้างเหงือก ขอให้สอบได้เด้อ!

#2 By (124.121.197.96) on 2008-01-08 12:48

ได้ความรู้ดีทีเดียว เผื่อในอนาคตอาจเป็นประโยชน์big smile

#1 By ~aMe~ on 2008-01-07 22:29