เมื่อครั้งที่ผมเขียนบทความเรื่องนี้ไปได้สามตอน แม่ผมมาอ่านและตรวจทานต้นฉบับ แล้วท่านก็เกิดข้อข้องใจ จึงถามขึ้นมาว่า

        “เขียนไปแบบนี้ เหมือนโกหก เหมือนไปลอกเขามาหรือเปล่า???”

       เจอคำถามดอกนี้เข้าไป ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า

        “เออ..... แฮะ....... จริงด้วย”

        ถึงเรื่องราวที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้จะเป็นเรื่องจริง ไม่อิงนิยายเรื่องใดๆ รวมทั้งไม่ได้อิงกับการเมืองเลยแม้แต่จะคิด

        ความคิดหนึ่ง ก็แล่นเข้ามาที่หัวสมองในทันใด

        “เราน่าจะไปที่วะตะแบกสักหน่อยดีกว่า”

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        ในความเป็นจริง ผมหาโอกาสและเวลาอยู่หลายหน ที่จะไปที่นั่นอีกครั้ง  หลังจากที่ย้ายมาถึงสิบปีเข้าให้แล้ว

        ด้วยภาระ ทั้งเรื่องเรียน และเรื่องงาน ที่เกาะเราแบบไม่ยอมปล่อยวาง จึงทำให้ผมแบ่งเวลาได้ลำบากกว่าเดิม

        ณ เพลาเพียงอีกสองวัน ที่จะย่างก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะไปที่นั่น เพื่อไขข้อข้องใจกับบางสิ่งที่ยังคงค้างคาอยู่ในดวงจิต

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        “อาจารย์ท่านไม่อยู่ค่ะ ท่านไปที่วังน้ำเขียวเมื่อวานนี้เอง”

        เป็นคำตอบบุตรสาว ของอาจารย์มงคล ภาระภิตานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมงคลศึกษา ผู้ที่ผมกำลังจะไปเยี่ยมเยือนนั่นเอง

        ถึงแม้ว่าผมจะโทรนัดท่านอย่างเป็นมั่นเหมาะ ด้วยความสัตย์จริง ผมก็มิได้โกรธเคืองท่าน ซึ่งเมื่อมาถึงโรงเรียนมงคลศึกษา จึงพบว่า สถานที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากทีเดียว

        มีอาคารเรียนสองชั้นเพิ่มขึ้นมาอีกสองอาคาร ซึ่งลูกสาวของท่านได้บอกเล่าว่า ที่โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนเข้ามาศึกษาหกร้อยกว่าคน

        อาคารเรียนชั้นเดียวในเมื่อครั้งที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล ซึ่งมีสองอาคารอยู่ใกล้กัน ตรงข้ามกับอาคารสองชั้น ก็ยังคงอยู่ในสภาพที่เปลี่ยนแปลงสีตัวอาคารไปจากเดิม

        ขณะที่ฝุ่นทราย ยังคงคละคลุ้ง ไปทั้งที่โล่ง สนามเด็กเล่น และตรอกระหว่างอาคารเรียนอยู่เช่นเดิม ตามสภาพพื้นที่แห่งนี้

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        ผมจึงมุ่งหน้าไปเยี่ยมสหายเก่ง (นามสมมติ) เพื่อนเก่าแก่สมัยที่ยังเป็นเด็ก (ออทิสติกเต็มขั้น) ซึ่งยังพักอาศัยอยู่ในตลาดเก่าประจำอำเภอเทพสถิต เขามีครอบครัวเป็นหลักเป็นฐาน และประกอบสัมมาอาชีพเปิดร้านถ่ายภาพอยู่ท้ายตลาดแห่งนั้น

        “นายจำตอนที่เราเจอกันครั้งแรกได้หรือเปล่า??? ที่ตอนนั้นนายท้าให้เราขี่รถจักรยานลุยลงไปในแอ่งน้ำ แล้วนายก็ขี่ลงไปเฉยเลยน่ะ”

      “ว่าแต่... ตอนนั้นนายก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราอ่านหนังสือออกเหมือนกัน ตอนที่นายเอาการ์ตูนมาให้เราอ่านน่ะแหละ”

        นี่เป็นคำยืนยันจากเพื่อนผมคนนี้ ผมยอมรับเลยว่า “จำได้ไม่มากนัก” เมื่อเขาพูดถึงอีกครั้ง ผมจึงพอนึกออกขึ้นมาได้บ้าง

        โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ผมเอาการ์ตูนมาให้อ่านนี่แหละ ช่วงนั้นเก่งเพิ่งย้ายมาอยู่ที่วะตะแบกใหม่ๆ และผมก็ยังเรียนอยู่ในชั้น ป. ๓

        “เออ..... นี่ นายรู้รึเปล่า ตอนที่เราไปเรียนตอนเด็กๆ ครั้งแรกน่ะ เราได้แต่คิดว่า แล้วเราจะไปเรียนกันทำไม?? แล้วนายล่ะ คิดยังไงในตอนนั้น” เก่งบอกเล่าและเอ่ยถามผมด้วยความสงสัย
        “ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดอะไรมากนักหรอก แต่จะมาคิดมากตอนที่ครูให้ทำแบบฝึกหัดวิชาเลข แล้วเราทำไม่ได้ เราได้แต่คิดว่า ทำไมคนอื่นเขาทำได้ แล้วทำไมเราถึงทำไม่ได้” ผมอธิบาย
        “แล้วตอนนั้น.... นายทำยังไงล่ะ?” เก่งเอ่ยถามอีกครั้ง
        “5- 5- 5- ........เราก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไหนๆก็ไม่รู้เรื่องแล้ว ลอกไอ้โก(นามสมมติ)ที่นั่งทำอยู่ข้างๆนี่แหละ” ผมเฉลย

        ผมกับเก่งก็คุยกันอย่างออกรส ถึงเรื่องราวอื่นๆ อันนอกเหนือจากนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่ได้เจอกันมานานมาก นับตั้งแต่ผมย้ายออกมาจากวะตะแบก เคยเจอกันครั้งหนึ่งก็ช่วงรับพระราชทานปริญญาบัตรที่สวนอัมพร

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        ยังมีอาจารย์อีท่านหนึ่ง ที่ผมอยากไปเยี่ยมเยือนท่านอย่างมาก

        และด้วยข้อจำกัดบางอย่าง รวมถึงความรู้สึกบางอย่างที่ยังตกตะกอนอยู่ภายในใจของผม

        เป็นความรู้สึกที่เรียกว่า “ละอายใจ” ต่อการกระทำของผมเอง

        ในช่วงที่ผมยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปลาย (ตอนนั้นย้ายมาเรียนที่โคราชแล้ว) เวลาแห่งการสอบเอ็นทรานซ์ใกล้เข้ามาอย่างกระชั้นชิด อาจารย์ท่านนี้ เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาไทยของผมเอง ท่านรักและเอ็นดูผมมาก งานประพันธ์ผมส่วนหนึ่ง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากอาจารย์ท่านนี้

        แต่ทว่า.....

        ด้วยความที่ผมมิใคร่จะใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่นมากนัก แม้นว่าท่านจะเอ็นดูผมเพียงใดก็ตาม

        ในการสอบเก็บคะแนนวิชาภาษาไทยครั้งหนึ่ง ก่อนเข้าสอบ ผมกับเพื่อนๆอีกหลายคนได้รับ “โพยคำตอบ” ของข้อสอบชุดนั้น และผมก็นำโพยเข้ามาในห้องสอบด้วย ทั้งๆที่ผมก็อ่านหนังสือสอบมาแล้ว

        “แม้แต่...... เธอก็เอากับเขาด้วยเหรอ??? ทำไมเธอต้องทำแบบนั้นด้วย???”

        อาจารย์ท่านนั้น พูดพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งไหลพรั่งพรู อาบทั้งสองแก้ม สีหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง เมื่อผมถูท่านจับได้ว่า แอบนำโพยเข้าไปในห้องสอบ

        ผมรู้สึกใจหายวูบ อึกอัก พูดอะไรไม่ออก ราวกับมีบางสิ่งติดอยู่ในลำคอ ใบหน้าชาไปหมด ผมมิอาจจะแก้ตัวอะไรได้ และไม่มีความคิดที่จะแก้ตัว ซึ่งผมรู้ว่าตนเอง “ผิด” เต็มประตู

        อีกทั้งยังรู้สึกว่าตัวผมเองเป็น “คนทรยศ” ต่อความไว้วางใจของอาจารย์ท่านนี้

        แม้นเวลาจะผันผ่านไปเนิ่นนานนับเพียงใดก็ตาม

        แต่ความรู้สึก “ผิด” กลับฝังอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ มิได้เลือนหายออกไปตามกาลเวลา

        ถึงแม้ว่าผมอยากจะกลับไปปรับแก้ สิ่งที่เป็นต้นเหตุแห่งความสับสนในดวงจิต

        ผมคงมิอาจย้อนเวลาแก้ไขความผิดพลาดของตนเองได้อีก

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

 


 

Comment

Comment:

Tweet

ประทับใจมากๆค่ะ ทั้งหมดคือเรื่องจริงใช่มั๊ยค่ะ อยากรู้จักกับคุณคนเก่งจังเลย ...จากคุณแม่ที่มีลูกชายเป็นออทิสติกค่ะ p-chant@hotmail.com

#9 By แม่น้องเปตอง (10.1.25.127, 61.19.239.120) on 2012-03-21 12:29

รู้สึกผิดบาปมาตลอดแบบนี้นับว่าดีค่ะ อาจารย์ต้องให้อภัยแน่ๆ ^ ^

ดีกว่าคนใหญ่คนโตในบ้านเมืองที่ทำอะไรไม่รู้สึกผิด

#8 By blackrain on 2008-08-07 10:48


ผมขอเป็นกำลังใจให้ สักวันหนึ่งลูกของพี่สามวคุณก็หายจากอาการออทิสติก

หากเอาใจใส่ และอดทนอย่างเพียงพอครับ

#7 By Juninyá on 2008-08-06 22:50

สวัสดีค่ะ..juninya
วันนี้บังเอิญได้อ่านเรื่องราวต่าง ๆ ของคุณรู้สึกมหัศจรรย์..สุดๆๆ
รีบโทรศัพท์หาพี่สาวที่อยู่สัตหีบ..เพราะเขามีลูกที่เป็นออทีสติคพี่สาว..ถามด้วยความดีใจว่า..หายจริง ๆ หรือเด็ดที่เป็นออทีสติคหายได้จริง ๆ หรือ
ขอบคุณนะค่ะคุณ juninya คุณเป็นแสงสว่างที่ปลายอุมงค์ให้ครอบครัวของเราจริง ๆ ค่ะ

#6 By น้ายุ้ย (118.173.240.175) on 2008-08-06 16:57

ง่า......

โพย

อืมพอเข้าใจน่ะ
surprised smile surprised smile

#4 By nonworld on 2008-01-07 11:54


ถูกต้องแล้วครับ คุณฉิม

นับแต่นั้น ผมก็ไม่เคยดูโพยอีกเลย

#3 By Juninyá on 2008-01-06 09:14

โห! เดี๋ยวกลับมาอ่านอีกทีนึง.....ยังทำงานไม่เสร็จ!

#2 By (124.121.196.140) on 2008-01-05 07:27

ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดพอครับผมว่า

#1 By นายฉิม on 2008-01-04 16:01