เหตุการณ์สมมตินี้เกิดขึ้นที่บ้านหลังหนึ่ง  ในตำบล ΩΩ อำเภอ ßß จังหวัด αα

        อาภาพร ลัดดา และวันดี ทั้งสามคนเป็นพี่น้องที่มีความรักใคร่กลมเกลียวกันมาก กาลเวลา
ผันผ่านไป ทั้งอาภาพร ลัดดาและวันดี ต่างก็มีครอบครัวเป็นของตนเอง ศิริพร และลัดดาก็ได้
ย้ายไปอยู่ถิ่นอื่นตามภูมิลำเนาของสามีตนเอง

        หลังจากอาภาพรแต่งงานไปได้หลายปี ด้วยเหตุผลบางประการ (ที่มิอาจเปิดเผยได้) ทำให้
เธอแยกกันอยู่กับสามีของตนเอง ซึ่งลูกสาวและลูกชายของอาภาพรทั้งห้าคน ต่างก็โตพอที่จะ
ทำมาหาเลี้ยงชีพของตนเองได้แล้ว

        ลัดดามีสามี นามว่า สมชาย ซึ่งมีอาชีพรับราชการครู ทั้งสองมีลูกด้วยกันสี่คน โดยลูกชาย
คนโตชื่อว่า ไก่ ไม่ทำงานอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน เอาแต่เที่ยวเตร่ ดื่มสุรากับเพื่อนฝูงไปวันๆ มี
อาการติดสุราอย่างหนัก ลูกชายคนที่สองนามว่า หมู เป็นคนขยันทำงาน ซึ่งเข้าทำงานที่บริษัท
แห่งหนึ่งในเมือง  และมานีกับวันนา ลูกสาวทั้งสองคนของลัดดา ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนที่
ตัวอำเภอ

        ส่วนวันดี ก็พักอยู่กับลูกสาวสองคนในเมือง ซึ่งยังเรียนอยู่ หลังจากที่สามีของตนได้เสีย
ชีวิตด้วยโรคหัวใจไปแล้วหลายปี

        จนวันหนึ่ง เมื่อพ่อแม่ของทั้งสามได้สิ้นบุญ จากโลกนี้ไปแล้ว ลัดดาและครอบครัวก็ได้
ย้ายกลับมายังถิ่นฐานเดิม หลังจากมาหลายปี โดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเก่า ภายในเนื้อที่
ประมาณหกไร่ ประกอบด้วยพื้นที่สวนเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งลัดดาจะได้คอยดูแลบ้านที่ทั้งสามพี่
น้องเคยพักอาศัยมาตั้งแต่ครั้งยัง เด็ก และปรับปรุง ซ่อมแซม ต่อเติมบ้านหลังนี้ไปบ้างแล้ว

 

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        ในเย็นวันหนึ่ง วันดีจึงแวะมาเยี่ยมลัดดาถึงบ้าน และนั่งคุยกันอยู่ในเพิงหลังบ้าน

        “เออ..... วัน ชาวบ้านเขาดีใจกันใหญ่เลยที่พี่ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านเรา” ลัดดาเอ่ยกับน้อง
สาว
        “อ้าว???..... แล้วเขาดีใจทำไมล่ะ? บ้านเราห่างจากบ้านคนอื่นตั้งเยอะ” วันดีถามด้วย
สีหน้าแปลกใจ
        “เอ้า..... ทำไมเขาจะไม่ดีใจล่ะ? ก็เวลากลางคืน คนในหมู่บ้านต้องเดินผ่านทางที่อยู่ติดกับ
สวนบ้านเรา เขาจะต้องวิ่งผ่าน เขาพูดกันว่า มันน่ากลัวมากเลย” ลัดดาตอบด้วยสีหน้าหวั่นใจ
        “มันน่ากลัวยังไง? เราอยู่มาตั้งแต่เด็ก ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่?” วันดีถามด้วยความสงสัยอีกครั้ง
        “ก็เขาบอกว่าไม่มีใครอยู่ ไฟก็เปิดปิดเองในบ้าน ชาวบ้านเขาพากันวิ่งตับแล่บ พี่เองก็ยัง
รู้สึกเสียวเล้ย.....” ลัดดาตอบด้วยสีหน้ากังวล
        “เฮ้ย...... ไร้สาระน่า พวกเราอยู่มาตั้งแต่เล็ก ก็ไม่เคยเจอเลยนี่” วันดีเอ่ยแย้งคำพูดของ
ลัดดา
        “เออ.... ว่าแต่วัน แกจะไม่อยู่นอนเป็นเพื่อนกับพี่ที่บ้านเหรอ” ลัดดาเอ่ยชวนน้องสาว
        “คงจะไม่ได้หรอกพี่.... ฉันต้องเข้าไปในเมือง เดี๋ยวพวกเด็กๆก็จะต้องไปโรงเรียนอีก ไว้
วันหลังละกัน เออ... แล้วพี่สมชายล่ะไปไหน? ไม่เห็นเจอ” วันดีปฏิเสธพร้อมเอ่ยถาม
        “สงสัยพานักเรียนซ้อมกีฬาอยู่ที่โรงเรียนล่ะมั้ง? เย็นๆก็คงจะกลับ” ลัดดาตอบด้วยสีหน้า
เรียบเฉย
        “แล้วนีกับนาล่ะ ไปไหนแล้ว?” วันดีถามถึงลูกสาวทั้งสองของพี่สาว
        “คงขี่จักรยานไปซื้อของล่ะมั้ง?” ลัดดาตอบ

        วันดีมองดูเวลาที่แสดงบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ

        “นี่ก็เย็นมากแล้ว..... ฉันกลับไปรับลูกที่โรงเรียนก่อน เดี๋ยวกลับก่อนนะ อาทิตย์หน้าฉันจะ
ชวนพี่พรมาทำบุญที่วัดด้วย” วันดีเอ่ยลา พร้อมกับเดินไปที่รถ
        “เออ..... แล้วมาเยี่ยมพี่บ่อยๆนะ ตอนนี้เหงามาก ไม่มีใครมาคุยด้วย กลางวันเขาก็ออกไป
ทำงานกัน และเด็กๆก็ไปโรงเรียนกันหมด กว่าจะกลับก็คงเย็นๆนั่นแหละ” ลัดดาสำทับกับ
น้องสาว
        “ได้จ๊ะ.... ถ้าฉันมีเวลา ก็จะมาหาบ่อยๆ” วันดียืนยัน แล้วสตาร์ทรถ ก่อนจะขับออกไป

 

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        หลังจากวันดีขับรถกลับออกไปได้สักพัก ลัดดากำลังจะเดินเข้าไปในบ้าน ทางประตูหลังบ้าน
ทันทีที่เปิดประตูบ้าน ความตกตะลึงพรึงเพริศเข้ามาอย่างมิทันคาดคิด เมื่อเบื้องหน้าที่
ปรากฏแก่สายตา เป็นงูเหลือมขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณสองเมตร เลื้อยผ่านออกมาจากใน
บ้าน ซึ่งประตูหน้าบ้านยังคงปิดสนิท งูก็เลื้อยออกทางประตูหลังบ้านสวนทางกับลัดดาอย่าง
เชื่องช้า ลัดดาได้แต่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ภายในใจเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ทำอะไรไม่ถูก
สักพักจึงตั้งสติได้ แต่งูก็เลื้อยหายออกไปจากระยะสายตาเข้าไปในกอไผ่ข้างบ้านแล้ว

        “♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫......”

        เสียงริงโทนจากโทรศัพท์มือถือของวันดีดังขึ้นขณะขับรถอยู่ ซึ่งวางไว้อยู่หน้าคอนโซล
ข้างที่นั่งคนขับ วันดียกขึ้นมามองดูเบอร์ ซึ่งปรากฏอยู่บนหน้าจอเป็นเบอร์ของพี่สาว จึงกดรับ
พร้อมกับถาม

        “มีอะไรเหรอ? พี่ลัดดา เดี๋ยวฉันจอดรถก่อน” วันดีเอ่ยถาม พร้อมกับขับรถจอดลงข้างทาง
        “อู๋ย...... ยังขนลุกไม่หายเลย” เสียงจากปลายสายบอกด้วยอาการตระหนก
        “เป็นอะไร? มีอะไรเหรอ?” วันดีถามขึ้นอีกครั้ง
        “อู๋ยยย.... งูเหลือมตัวอย่างใหญ่ มันเลื้อยสวนกับฉันเมื่อกี้ และไปทางต้นไผ่ ฉันตามไปดู
ก็ไม่เห็นแล้ว” เสียงปลายสายจากลัดดาบอกอย่างระล่ำระลัก
        “ไม่เป็นไรมั้ง?? เจ้าที่เจ้าทางเห็นพี่กลับมาอยู่บ้าน จะได้ทำบุญให้เขา และเขาก็ดีใจ
เลยออกมาให้พี่เห็นมั้ง? ถ้ากลัว พี่ก็เอาเก้าอี้มานั่งที่หน้าบ้านสิ คอยพวกเด็กๆ เดี๋ยวก็คงกลับแล้ว
ล่ะ คงไม่มีอะไรหรอก ฉันเชื่อว่า เราทำบุญให้เขา เขาต้องคุ้มครองเรา ไม่ต้องกลัวนะพี่” วันดี
เอ่ยปลอบใจพี่สาว
        “เออ...... ฟังอย่างนี้ค่อยดีขึ้นหน่อย ขอบใจมากนะ” เสียงปลายสายจากพี่สาวเอ่ยด้วย
ความสบายใจ

        เมื่อลัดดาย้ายเข้ามาอาศัยในบ้านหลังนี้แล้ว ทุกเช้าก็จะเข้าวัด ทำบุญตักบาตรกับ
ลูกสาวอยู่เนืองนิตย์

 

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

กลางดึกคืนหนึ่ง......

        “Ấħħħħħħħħħħħħ........”


        “เฮือก”

        ลัดดาสะดุ้งตื่นขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงร้องของคนอยู่หน้าบ้าน

        “พี่สมชาย...... ตื่นมาดูอะไรหน่อยสิ”

        ลัดดาบอกและสะกิดปลุกสมชาย ซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ข้างๆ แต่หามีอาการตอบรับจาก
สมชายเลยสักนิด

        “ตุ๊บ........ ตุ๊บ........ ตุ๊บ........ ตุ๊บ........”

        บางคืนลัดดาก็จะได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งอยู่บนหลังคาบ้าน

 

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        ต่อมา..... ลัดดาไปที่บ้านของอาภาพร ซึ่งอยู่ในจังหวัดใกล้เคียงกัน แล้วนำลูกสุนัขพันธุ์
ทางตัวผู้สองตัวมาเลี้ยง ตั้งชื่อให้ว่า ไอ้เหมยกับไอ้หมาก เลี้ยงไปได้สักสองสามอาทิตย์ ด้วย
ความที่ยังเล็กนัก ลูกสุนัขทั้งสองตัวจะซนและรู้สึกมันเขี้ยว เที่ยวกัดรองเท้าไปหลายคู่ ชอบคาบ
รองเท้าไปซ่อนไว้ที่อื่น สร้างความหนักใจให้กับลัดดามาก จนเผลอหลุดปากด้วยอารมณ์โมโห
ออกไปว่า

        “ชอบกัดรองเท้านักนะ เดี๋ยวก็ตีให้ตายซะหรอก”

 

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

รุ่งเช้าวันต่อมา.....

        “เอ๊ะ!!! ไอ้เหมยกับไอ้หมาก มันหายไปไหนเนี่ย??”

        ลัดดาได้แต่รำพึงในใจ ขณะที่หุงข้าวเช้า แล้วเดินมาพบร่างอันแน่นิ่งของลูกสุนัขทั้งสอง
ตัวอยู่ข้างบ้าน

        มันทั้งสองตัว ตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ สร้างความประหลาดใจให้กับลัดดามาก

        สิ่งแปลกแยกที่เกิดขึ้นยังความแปลกใจอย่างสุดเหลือคณานับ ลัดดาจึงนำเรื่องนี้ไปเล่าให้
กับพี่สาวและน้องสาวของตนเองฟัง ซึ่งวันหนึ่ง พวกเธอได้แวะมาเยี่ยมลัดดาพร้อมกัน และนั่ง
คุยกันอยู่ในเพิงหลังบ้าน

        “โอ้ย!!!.... ฉันจะอยู่ได้รึเปล่านี่??? ทำไมถึงมีแต่อะไรก็ไม่รู้ แปลกจริงๆ”

        ลัดดาเอ่ยปากระบาย แล้วเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้กับอาภาพรและวันดีฟัง

        “พี่ลัดดาน่าจะตั้งศาลพระภูมิดีกว่า ตอนนี้ก็ยังไม่มีเลย ให้เจ้าที่เขาได้มีที่อยู่ ถ้าเราทำ
อะไรที่ถูกต้อง เขาคงจะคุ้มครองเรา พี่ลัดดาก็อยู่ไปเหอะ ถ้าเราอยู่ไม่ได้แล้ว ใครจะกล้ามาอยู่
ล่ะ?” วันดีแนะนำพร้อมกับเอ่ยปลอบใจพี่สาวของตนเอง
        “พี่พร..... นอนค้างอยู่บ้านฉันสักสองสามคืนได้มั้ย?? วัน..... แกก็ค้างอยู่เป็นเพื่อนพี่
ด้วยสิ” ลัดดาเอ่ยปากชวนพี่สาวกับน้องสาว
        “เออ.... ได้สิ เดี๋ยวพี่อยู่เป็นเพื่อน” อาภาพรตอบตกลง
        “ตั้งแต่มาเนี่ย..... ยังไม่เห็นไอ้ไก่เลย มันไปไหนล่ะ??” วันดีเอ่ยถามด้วยความสงสัย
        “ไม่รู้สิ..... ฉันเองก็กลุ้มใจ มันเอาแต่กินเหล้า พ่อเขาก็ว่าฉันไม่รู้จักสอนลูก ก็โตๆกันแล้ว
อะไรดี อะไรเลว มันก็น่าจะรู้ พอมันเมา มันก็ชอบมาเดินบ่น และว่าฉันเป็นประจำ” ลัดดาเอ่ย
ปากระบายด้วยสีหน้าเศร้าซึม
        “มันว่าอะไรแกล่ะ นี่แกเป็นแม่มันนะ!!!” อาภาพรพูดด้วยความเดือดดาล


        ขณะที่ทั้งสามพี่น้องนั่งคุยกันอยู่นั้น ปรากฏนกฝูงใหญ่บินมาอยู่ในบริเวณสวน เหล่าสกุณา
บินวนเวียน และส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ราวกับกำลังคุยกันอย่างออกรส บางส่วนก็ไล่จิก หยอกเอินกัน
เหมือนกับมันรู้สึกดีใจอย่างล้นพ้น

        “มาอีกแล้ว..... คอยดูนะ จะมีใครเป็นอะไรรึเปล่า” ลัดดาเอ่ยปากทันทีที่เห็น

 

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        อีกสองวันต่อมา...... เด็กหนุ่มในหมู่บ้านคนหนึ่ง ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนจนเสียชีวิต แล้ว
นำศพมาบำเพ็ญกุศลที่วัดอย่างที่ลัดดาเคยคาดการณ์เอาไว้

        เหตุการณ์ที่สร้างความฉงน สนเท่ห์ให้กับลัดดาและพี่น้อง ยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้

        ยังคงเดินหน้าตามกลไกต่อไป อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์ ลิมป์คุ้มธรณี
     ปีที่เผยแพร่ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๐


₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪

Comment

Comment:

Tweet

น่าติดตามดีค่ะsurprised smile

#1 By ~aMe~ on 2007-11-25 20:30