เมื่อถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์.....


        งานราชการครูหยุดเนื่องในโอกาสสำคัญนี้ สมชายจะพักอยู่ที่บ้าน ไม่ชอบออกไปเที่ยว
พักผ่อนนอกบ้าน มักจะผูกเปลนอนเล่นอยู่ในเพิงหลังบ้านจนตกเย็น
        ความมืดเริ่มเข้ามาปกคลุมทั่วผืนฟ้า สมชายยังคงนอนนิ่งอยู่ในเปลญวน สรรพสิ่งรอบข้าง
ยังมิไหวติง จนกระทั่ง.....

        “ヵヵヵヵヵヵヵヵヵヵヵヵ”
        “ョョョョョョョョョョョョ”
        “ュュュュュュュュュュュュ”

        สรรพสำเนียง ซึ่งมิอาจจับใจความได้ มีทั้งเสียงเด็ก เสียงผู้ใหญ่ และอีกมากหลายคนพูด
คุยกัน หยอกเอิน เล่นกันอยู่ในสวน ลอยมาเข้าสู่โสตประสาทของเขา เหมือนกับว่ามีผู้พากันมา
เยี่ยมเยือน ใกล้กันกับที่สมชายนอนอยู่ในเปล สมชายรู้สึกตัว ด้วยความสงสัยอยู่ในดวงจิต
สมชายจึงชะโงกขึ้นมาดู มองหาโดยรอบ แต่ก็ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นใดอยู่ในบริเวณนั้นนอกจาก
ตนเอง เขาจึงลุกเก็บเปล และเดินด้วยอาการสั่นเทาเข้าไปในบ้าน

 


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


        ในเย็นวันหนึ่ง สุพจน์เพื่อนของสมชาย ซึ่งทำงานเป็นข้าราชการประจำอยู่ต่างอำเภอ มา
ติดต่องานที่อำเภอภูมิลำเนาของสมชาย ได้แวะมาหาสมชายถึงที่บ้าน

        “เออ.... สมชาย นี่ก็เย็นมากแล้ว เราว่าคงกลับไปที่บ้านไม่ได้แล้วล่ะ เราขอค้างที่บ้านนาย
ได้มั้ย พรุ่งนี้เดี๋ยวก็กลับแล้วล่ะ” สุพจน์เอ่ยถามหยั่งเชิง
        “ได้สิ..... เพื่อน บ้านเรายังพอมีห้องว่างอยู่ ตามสบายเลย” สมชายตอบรับด้วยความยินดี

        พวกเขาจึงขับรถเข้าไปที่ตลาดในอำเภอ ซึ่งมีระยะทางไม่ไกลกันนัก หาซื้อสุราและกับ
แกล้มมาตั้งวงดื่มกินกันในค่ำคืนนี้

 


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


ในเวลาต่อมา ประมาณหนึ่งทุ่ม.....



        สมชายและลัดดาสังเกตเห็นอาการผิดปกติของเพื่อน ซึ่งก้มหน้าลง นั่งนิ่งอยู่นาน ไม่เอ่ย
คำพูดใดๆออกมาเหมือนอย่างเคย จนทำให้ทั้งสองรู้สึกอึดอัดใจ สุพจน์เงยหน้าขึ้นมาพร้อมทำ
ตาขวาง

        “เฮ้ย!!!...ช่วยด้วย มีคนจะมาตีกู”

        สุพจน์ร้องออกมาเช่นนั้นในทันทีที่เงยหน้าขึ้นมา มือและเท้าพลางกวัดแกว่งไปมา ราวกับ
กำลังปัดป้องหรือต่อสู้กับศัตรู และร่างกายของสุพจน์ได้แต่ล้มลงกับพื้น ตัวงองุ้ม มือและเท้า
ป้องกันการทำร้าย ลักษณะคล้ายกับกำลังถูกคนจำนวนมากเตะหรือกระทืบอยู่ข้างเดียว และตัว
เขามิอาจจะต่อกรได้ สุพจน์พลางร้องตะโกน

        “สมชาย ช่วยกูด้วยยยย....”

        สมชายและลัดดาได้แต่ยืนงง นิ่งเหมือนหุ่น ซึ่งภาพเบื้องหน้าที่ทั้งสองได้เห็น มีเพียงแค่
สุพจน์นอนกองอยู่กับพื้น รอบๆบริเวณไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใด นอกจากทั้งสองนั่นเอง

        “โอย ―――――― ย”

        พลัน!!! สุพจน์ลุกขึ้นมาจากพื้น และวิ่งร้องออกไปนอกบ้าน แล้วล้มลง เมื่อเห็นดังนั้น
สมชายจึงวิ่งตามออกไป ประคองเพื่อน ซึ่งตัวสั่นเทา สีหน้าบ่งบอกถึงอาการหวาดผวาสุดขีด
จากนั้นจึงพาเพื่อนเข้าไปพักอยู่ในเมือง

 


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


เช้าวันต่อมา........

        “เมื่อวาน มีผู้ชายตัวใหญ่หลายคนมาไล่ตีเรา และไล่ให้ออกไปจากบ้าน ยังบอกอีกว่า ไม่
ชอบให้มากินเหล้าในบ้านหลังนี้ นายกับลัดดาเห็นหรือเปล่า??” สุพจน์เล่าเหตุการณ์เมื่อคืนให้ฟัง
พร้อมกับโยนคำถามใส่
        “ไม่นะ.... เรากับลัดดาไม่เห็นอะไรเลย นอกจากนายลงไปนอนอยู่ที่พื้น” สมชายตอบด้วย
สีหน้างงงัน
        “เฮ้อ..... มันเป็นไปได้ยังไง คนตั้งหลายคน นายกับลัดดาไม่เห็นอะไรเลย” สุพจน์ได้แต่
ถอนใจและคาใจในท่าทีของสมชาย


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


เมื่อมีงานทอดกฐินที่วัดประจำหมู่บ้าน....


        วันดีมักจะเข้ามาร่วมงานอยู่เสมอ แต่ครานี้ นุช ซึ่งเป็นเพื่อนในที่ทำงานของวันดีตามมา
เที่ยวงานด้วย พร้อมกับชิดชัยแฟนหนุ่ม ถึงแม้นนุชจะเป็นหญิง แต่ก็ชอบดื่มสุรามาก เมื่อเกิด
อาการเมามายมักจะแสดงกิริยาไม่เหมาะสม ถึงกระนั้น นุชก็หาใส่ใจต่อสายตาของผู้คนรอบข้าง
แต่อย่างใด
        เมื่อมาถึงที่บ้านของลัดดา นุชกับชิดชัยจัดแจงออกไปหาซื้อสุราและกับแกล้ม เตรียมมา
ตั้งวงดื่มกันในตอนค่ำ ทุกคนได้แต่มอง ไม่กล้าห้าม เพราะต่างก็ทราบนิสัยของนุชเป็นอย่างดี
และความเชื่อในเรื่อง “สิ่งที่มองไม่เห็น” ไม่เคยอยู่ในห้วงความคิดของนุชเลยแม้แต่น้อย


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


ในเวลาประมาณสามทุ่ม......



        ลัดดาและสมชาย รวมทั้งผู้มาเที่ยวงานกฐิน ซึ่งอยู่ในบ้านต่างออกไปชมลิเก ที่แสดงอยู่
ภายในงาน

        “คงจะไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นล่ะมั้ง??”

        ภายในใจของทุกคนได้แต่คิดเช่นนั้น หลังจากที่นั่งไปได้สักพัก

        “วัน... ฉันกับชัยออกไปข้างนอกก่อนนะ” นุชเดินมาบอกวันดี
        “แล้วแกจะไปไหนล่ะ?” วันดีเอ่ยถาม
        “ไปบ้านพี่ลัดดาสักหน่อย เดี๋ยวมา” นุชตอบเสียงเรียบ

        แล้วนุชก็เดินไปที่บ้านลัดดากับชิดชัย ในเวลาไม่นานนัก

        “เฮ้ย!!! ลัดดา สมชาย มาที่บ้านแกหน่อยเร้ว มีเรื่องแล้ว” หญิงวัยกลางคนวิ่งมาแจ้งข่าว
ด้วยสีหน้ากระหืดกระหอบ
        “มีอะไรเหรอ? ป้าแม้น” ลัดดาเอ่ยถามด้วยอาการตกใจ
        “ไม่รู้..... มีคนเดินอยู่ในบ้านของแก ท่าทางงี้ น่ากลัวชะมัด” ป้าแม้นเอ่ยตอบด้วยสีหน้า
ตื่นเต้น

        ทุกคนได้แต่คิดว่า “มีคนมาขโมยของ” เป็นแน่แท้ ความสนใจจึงพุ่งเป้าไปที่บ้านลัดดาไป
โดยปริยาย

        “ตุ๊บ.......... ตุ๊บ.......... ตุ๊บ.......... ตุ๊บ..........”

        เสียงฝีเท้าหลายคู่ ต่างเต็มไปด้วยความเร่งรีบ เมื่อมาถึงสถานที่เกิดเหตุ ภาพที่ปรากฏแก่
สายตาทุกคน เป็นร่างของนุช มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ยืนนิ่ง ทำหน้าถมึงทึงราวกับจะกินเลือดกิน
เนื้อเสียให้ได้ ในมือข้างหนึ่งถือขวดเบียร์ที่แตกจนปลายเป็นปากฉลามแล้ว มีคราบเลือดติดอยู่ที่
ขวด และที่ศีรษะของนุชก็อาบไปด้วยโลหิต

        “อย่า...... อย่าตีเมียผมเลย ผมยอมแล้ว ผมจะไม่ทำอีกแล้ว” ชิดชัยยืนขอร้องนุชด้วย
น้ำเสียงระล่ำระลัก

        ทุกคนต่างคาดเดาได้ทันทีว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
        และแล้ว.... มือของนุชก็ขยับ ชี้หน้าทุกคนที่ยืนอยู่โดยรอบ พร้อมกับตวาดด้วยเสียง
อันดัง

        “พวกมึงอย่ามายุ่งกับกู กูจะสั่งสอนอีนี่ ที่นี่ไม่ชอบให้ใครมากินเหล้า เข้าใจมั้ย”

        พูดจบดังนั้น นุชก็จัดการถอดรองเท้าของตนเอง และเอารองเท้าตีเข้าที่ศีรษะของ
ตนเองอย่างแรง

        “โอย ―――――― ย”

        เสียงร้องอันแสนเจ็บปวดดังขึ้นพร้อมกัน แต่มือที่ตีหัวตนเองก็ยังไม่ยอมรามือ พร้อมกับมี
อีกเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา เป็นเสียงอันแสนโกรธเกรี้ยวที่ถูกล่วงเกิน  ทุกคน ณ ที่นั้นได้แต่ยืนนิ่ง
ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เนื่องจากในมือข้างหนึ่งของนุชยังถือขวดปากฉลามอยู่ ขณะที่มืออีกข้างยัง
คงถือรองเท้าตีศีรษะตนเองตลอด
        อาภาพร ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ได้แต่ยืนตัวสั่นงันงก สักพักจึงตั้งสติได้และวิ่งเข้าไป
ในบ้านของลัดดา ออกมาพร้อมกับธูปดอกเดียวกับไฟแช็ก อาภาพรจัดการจุดธูปด้วยมืออัน
สั่นเทา ปักธูปลงบนพื้น โดยมีผู้เข้ามามุงดูหนาตากว่าเดิม

        “ฉันต้องขอโทษแทนนุชด้วยที่ไม่ได้บอก และต่อไปจะไม่ให้มันทำแบบนี้อีก” อาภาพรเอ่ยขอขมา

        ทุกคนที่ร่วมเป็นสักขีพยานต่างใจเต้นระทึก พร้อมกับคิดว่า

        “ต่อไปจะเป็นเช่นใด??”

        แต่ในเวลาไม่นานนัก ท่าทางที่เกรี้ยวกราด และพฤติกรรมที่แปลกไปของนุชก็สงบลง ร่าง
ของนุชทรุดนั่งลงกับพื้น วางขวดและรองเท้าวางไว้ข้างตัว มือทั้งสองข้างปิดใบหน้า

        “ฮือๆๆๆๆๆ.....”

        นุชได้แต่สะอื้น ร่ำให้ แล้วสิ้นสติล้มลงไปอยู่ในอ้อมกอดของชิดชัย ซึ่งเดินเข้ามาปลอบ
ในจังหวะเดียวกัน

 


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


        “อู๊ยยยย....... เจ็บหัวจังเลย เกิดอะไรขึ้นนี่??”

        นุชได้แต่บ่นกระปอดกระแปดออกไปเช่นนั้น หลังจากที่ฟื้นคืนสติสัมปชัญญะอย่าง
สมบูรณ์ วันดีจึงขับรถพานุชและชิดชัยกลับเข้าบ้านของตนเองในเมือง
        นับแต่นั้นมา นุชไม่เคยแตะต้องสุราอีกเลย


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


        อาภาพรมักจะมาเยี่ยมเยือนหาลัดดาอยู่สม่ำเสมอ ถึงแม้นจะมีภูมิลำเนาอยู่ต่างอำเภอกัน
ก็ตาม ครานี้อาภาพรพาต้นหลานชายวัยแปดขวบมาด้วย เนื่องจากพ่อกับแม่ของต้นทำงานอยู่ใน
กรุงเทพฯ

        “ต้น...... ออกไปซื้อบัตรเติมเงินให้ยายหน่อย..... เร้ววว” อาภาพรเอ่ยปากสั่งหลานรัก
        “ได้ครับยาย..... ที่ร้านไหนเหรอ??” ต้นตอบรับอย่างไม่อิดเอื้อน
        “ร้านป้าแม้น..... ถ้าไม่มีก็ไปถามร้านค้าที่อยู่หน้าโรงเรียน” อาภาพรตอบ

        ฟังจบ...... ต้นก็ขี่รถจักรยานออกไปโดยพลัน ส่วนอาภาพรนั่งคุยกับลัดดาน้องสาว


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


        ต้น มักจะขี่จักรยานด้วยความคะนองตามวิสัยของเด็กในวัยซน พอขี่ไปถึงร้านป้าแม้น

        “มีบัตรเติมเงินขายมั้ยครับ” ต้นเอ่ยถามป้าแม้น
        “มีจ๊ะ..... เอาของอะไรเหรอ?” ป้าถามกลับ
        “ของดีแท็คมีมั้ยครับ” ต้นเอ่ยถามอีกครั้ง
        “อืมมม..... หมดไปแล้วล่ะ” ป้าแม้นตอบ

        เมื่อเป็นดังนั้น ต้นจึงขี่จักรยานออกไปตามถนน โดยมิทันคาดคิดว่า........


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


        ในขณะเดียวกัน อาภาพรขึ้นไปบนบ้าน เดินถือโทรศัพท์มือถือลงมาจากบนบ้าน ขณะก้าว
ลงบันไดจนเกือบจะถึงขั้นสุดท้าย

        “พลั่ก”
        “โอ๊ย!!!”


        ร่างของอาภาพรร่วงลงมาจากบันได เข่าทั้งสองข้างกระแทกลงกับพื้นปูน โทรศัพท์มือถือ
หลุดร่วง หล่นลงมากระแทกพื้นแตกกระจาย

        “ใครถีบกูวะ!!!” อาภาพรตวาดด้วยอารมณ์โมโห

        แต่เมื่อเหลียวมองไปรอบข้าง ก็ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นใดในบริเวณนั้น จึงเดินออกมาเล่าให้
ลัดดาฟัง


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ



        ส่วนต้นก็ขี่จักรยานออกมาที่ถนนหน้าโรงเรียน ซึ่งมีรถวิ่งอยู่เป็นระยะ แต่ละคัน ต่างขับมา
ด้วยความเร็ว ในขณะที่ต้นเองก็ปั่นจักรยานมาด้วยความเร็ว และไม่มองอะไร เมื่อถึงกลางสาม
แยก ต้นก็ขี่พรวดพราดออกมา ให้บังเอิญเหลือเกิน ที่รถกระบะเจ้ากรรม ขับมาด้วยความเร็วสุด
หยั่งคาดเช่นกัน จังหวะที่ต้นขับรถตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด ชายผู้ขับรถกระบะก็เหยียบเบรกสุดตัว
ด้วยความตกใจ

        “เอี๊ยด ―――――― ด”

        รอยลากล้อออกเป็นทางยาว พร้อมกับเสียงดังสนั่น ร่างของต้นก็ปลิวไปตามแรงลงบนพื้น
หญ้า หน้าโรงเรียน

        “กรี๊ด ―――――― ด”

        เสียงหวีดร้องจากผู้ประสบเหตุการณ์ ซึ่งอยู่ในร้านค้าและในโรงเรียน ดังลั่นไปทั่วบริเวณ
รถจักรยานของต้นถูกรถกระบะเหยียบเละจนไม่มีชิ้นดี

 


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


        ขณะที่อาภาพรเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองให้กับลัดดาฟังยังไม่ทันจบ

        “เฮ้ย!!! ....... ปล่อยให้หลานขี่รถออกไปที่ถนนได้ยังไง รถจะชนตายอยู่แล้ว รีบไปดูเร้ว
.........” ลุงทิม ชาวบ้านในหมู่บ้าน รีบขับรถจักรยานยนต์มาส่งข่าว

        ได้ฟังเช่นนั้น อาภาพรตัวสั่นเทาไปด้วยความตกใจ สักพักตั้งสติได้ จึงรีบออกมาพร้อมกับ
ลัดดา ยังออกมาไม่พ้นบ้าน ก็พบกับต้น ซึ่งอยู่ในสภาพสีหน้าซีดเผือด ปากคอสั่นเทาด้วยความ
หวาดกลัวที่ตนเองเกือบจะต้องจบชีวิต

        “ยาย..... พอผมขี่รถออกไปตัดหน้าเขา ก็เหมือนมีคนมาอุ้มให้ลอยไปติดกำแพงโรงเรียน
......” ต้นเอ่ยปากระบายด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
        “ไม่เป็นไรหรอก...... ต้น ไม่เป็นไรแล้ว ต้นสัญญากับยายได้มั้ย ว่าจะไม่ขี่รถออกไปแบบ
นี้อีก” อาภาพรเอ่ยปลอบพร้อมขอคำยืนยันจากปากของหลาน
        “ได้ครับ..... ยาย” ต้นยืนยัน

        นับจากนั้นมา ทั้งอาภาพรและต้นมิอาจ “ประมาท” ต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ที่อาจจะเกิด
ขึ้นมาได้ทุกเมื่อ

 


        ซึ่งตระหนักได้ว่า หากไม่มีสิ่งที่ “มองไม่เห็น” ช่วยเหลือแล้วไซร้


        ชีวิตของต้นคงไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีก


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์ ลิมป์คุ้มธรณี
     ปีที่เผยแพร่ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๐


₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪

Comment

Comment:

Tweet