เรื่องราวแสนพิสดาร ƒ ปริศนาบนผืนดิน ﺏ ตอนจบ
posted on 23 Nov 2007 13:21 by autis-mann in Speciel
ในบ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง......
วันดีแวะเข้าไปหาลัดดาเหมือนอย่างเคย แค่ครานี้วันดีขับรถมุ่งหน้าเข้าไปที่บ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง ที่อยู่หลังก่อนหน้าของบ้านลัดดา ซึ่งมีหญิงชรานั่งอยู่หน้าบ้าน
รถที่วันดีขับหยุดอยู่ตรงหน้าบ้าน วันดีเปิดประตูรถออกมา พร้อมหยิบถุงบรรจุอาหารและเครื่องใช้สองถุงมาวางไว้บนแคร่
“สวัสดีจ๊ะ...... ป้าจิ๋ว สบายดีหรือเปล่าจ๊ะ” วันดีเอ่ยทักทายหญิงชราด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม
“ก็สบายดีอยู่.......แล้วเอ็งล่ะวัน” ป้าจิ๋วเอ่ยตอบพร้อมกับย้อนถาม
“ฉันกับลูกก็ยังพักอยู่ในเมือง แล้วลุงใหญ่เป็นไงบ้าง??” วันดีตอบพร้อมกับเอ่ยถาม
“ก็ยังนอนอยู่ในบ้าน..... เข้าไปหาแกหน่อยสิ” ป้าจิ๋วเชิญชวน
ทั้งสองพากันเข้าไปในบ้าน พบร่างลุงใหญ่นอนอยู่บนฟูก ไม่สามารถขยับตัวลุกขึ้นเดินเหมือนคนปกติได้ เพราะเป็นอัมพาตมาหลายปี ทุกวันป้าจิ๋วคอยดูแลลุงใหญ่ ป้อนข้าว ป้อนน้ำให้ ซึ่งทั้งสองอยู่บ้านกันตามลำพัง ลูกหลานยังคงส่งเงินมาจุนเจืออยู่บ้าง
ด้วยภาพของลุงใหญ่ที่ยังติดตรึง ทำให้วันดีนึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งลัดดายังไม่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ค่ำคืนหนึ่งวันดีฝันว่า เห็นไฟกำลังลุกไหม้รั้วบ้านหลังนี้ ซึ่งที่รั้วเป็นต้นไผ่ ปลูกไว้เพื่อแสดงถึงอาณาเขตของพื้นที่แห่งนี้ เมื่อตื่นจากภวังค์ ความรู้สึกบางอย่างที่เรียกว่า “ความไม่สบายใจ” บังเกิดขึ้น และรู้สึกสังหรณ์ใจว่า “มีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง” กับบ้านหลังนี้
ในเย็นวันถัดมา หลังเลิกงาน วันดีขับรถมาที่บ้าน เมื่อไปถึง สายตาของวันดีไปเห็นเปลวเพลิงลุกไหม้รั้วเหมือนกับในความฝัน ด้วยความตระหนก วันดีรีบจอดรถแล้วลงเดินไปดูว่าผู้ใดจุดไฟเผารั้วบ้านตนเอง สอดสายตามองออกไปรอบข้าง พบร่างชายชรายืนอยู่ที่รั้ว ซึ่งเป็นลุงใหญ่นั่นเอง ด้วยความค้างคาอยู่ในจิตใจ วันดีจึงเข้าไปหาลุงใหญ่พร้อมกับเอ่ยถาม
“ลุงเป็นคนจุดไฟใช่มั้ย??” วันดีเอ่ยถามเสียงเข้ม
“ใช่.... ฉันจุดเอง มีอะไรเหรอ?” ลุงใหญ่ตอบเสียงเรียบ
“แล้วจุดไฟเผาเผารั้วทำไม??” วันดีเอ่ยถามอีกครั้งด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง
“ก็กอไผ่มันรกน่ะ ก็เลยเผามันซะ ก็แค่นั้น” ลุงใหญ่ตอบแบบไม่ใส่ใจ
“ถ้าไฟมันลามไหม้บ้าน แล้วจะทำยังไง?? รีบดับไฟซะ ถ้ามันไหม้บ้าน ฉันจะแจ้งตำรวจมาจับลุง” วันดีร้องสั่งด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
เมื่อลุงใหญ่เห็นท่าทีเอาจริงเอาจัง จึงรีบหาน้ำมาดับไฟที่กำลังลุกท่วมรั้ว ราวกับจะกลืนกินไปทั้งกอไม้ไผ่ หลังจากไฟมอดสนิท วันดีจึงวางใจและขับรถกลับบ้าน ซึ่งภายในใจของวันดีก็เกิดคำถามหนึ่งขึ้นมา
“ทำไมในความฝันถึงเหมือนจริงแท้”
อีกสองเดือนต่อมา ลุงใหญ่ก็เป็นอัมพาต อย่างไม่ทราบสาเหตุ ลุกขึ้นเดินไม่ได้ตามปกติ ต้องทนทุกข์ทรมานนอนอยู่บนฟูกอย่างเดียว
דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ
เมื่อลุงใหญ่เห็นวันดีมาเยี่ยม พร้อมกับซื้อของฝากมาให้ แววตาแสดงออกถึงความยินดี น้ำตาอันแสนปลื้มปิติที่เอ่อล้นออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของลุงใหญ่ และวันดีมักจะมาเยี่ยม พร้อมกับซื้อของฝาก หรือให้เงินกับป้าจิ๋ว ไว้ใช้จุนเจือครอบครัวเสมอมา
דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ
ในคืนวันหนึ่ง.....
ภาพที่ปรากฏขึ้นในความฝันของวันดี เป็นตัวของวันดีเดินไปตามถนนคอนกรีต จุดมุ่งหมายอยู่ที่บ้านของลัดดา พี่สาวของตนเอง เมื่อเดินผ่านหน้าบ้าน ซึ่งมีต้นไผ่และต้นประดู่ปกคลุมราวกับเป็นปราการตามธรรมชาติ พลัน!!! สายตาของวันดีเหลือบไปเห็นหญิงชรา ผมขาวโพลน นั่งก้มหน้า เขี่ยดิน เหมือนกับมีความทุกข์อยู่ภายในใจ วันดีจึงเดินเข้าไปหา
“ป้า..... มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ” วันดีเอ่ยถาม
หญิงชราผู้นั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา เมื่อเห็นดวงหน้าอย่างชัดเจน วันดีจดจำได้อย่างแม่นมั่นว่าเป็น “ป้าสุดใจ” นั่นเอง
ป้าสุดใจได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว พบกันในครานี้ ป้าสุดใจมีสีหน้า และแววตาทอแววเศร้าสร้อย จนวันดีอดสงสารไม่ได้ จึงเอ่ยถามขึ้น
“ป้าใจ.... เป็นอะไรไปคะ” วันดีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ลูกของป้าไม่ทำบุญไปให้ป้าเลย ถึงพวกเอ็งจะทำบุญไปให้ แต่ป้าก็อยากให้ลูก ทำบุญไปให้บ้าง” ป้าสุดใจระบายความในใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“แต่ลูกสาวของป้าเขานับถือศาสนาอื่นไปแล้ว ถึงฉันจะบอกแต่ก็ไม่รู้ว่าเขาทำบุญไปให้หรือเปล่า แต่ก็จะลองบอกดู ถ้าบอกไม่ได้ ป้าอย่าว่าฉันนะ” วันดีเอ่ยด้วยสีหน้ารันทด
รอยยิ้มละไมของป้าสุดใจ ทำให้วันดีใจชื้นขึ้นมาบ้าง สักพักร่างของป้าสุดใจก็อันตรธานไปจากสายตา
דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ
“เฮือ ────── ก”
วันดีตกใจตื่นขึ้นอย่างฉับพลัน ในห้วงแห่งความคิด ต่างนึกถึงภาพที่ตนเองประสบในความฝันมาหมาดๆ และจดจำได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับนึกขึ้นมาได้ว่า
“ป้าสุดใจยังมีลูกชายอีกคนนี่”
ลูกชายของป้าสุดใจคนนี้ ยังคงนับถือพระพุทธศาสนา แต่ในใจของวันดีไม่ได้คิดอะไรมากนัก เพราะไม่ได้เจอกับเขามานานมากแล้ว
דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ
อีกสองวันต่อมา.....
ตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดทำงาน ในช่วงเช้า วันดีจึงขับรถพาศิรินยา บุตรสาวของตนเอง ไปที่บ้านของอาภาพร ซึ่งอยู่ต่างอำเภอ เมื่อไปถึงเยี่ยมเยือน พูดคุยกับพี่สาวของตนเอง จนเวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายสอง วันดีจึงชักชวนอาภาพรไปที่บ้านของลัดดาด้วยกัน ในระหว่างที่วันดีขับรถอยู่นั่นเอง
“♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫......”
เสียงริงโทนจากโทรศัพท์มือถือของวันดีก็ดังขึ้น แต่ยังไม่มีใครภายในรถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา อาภาพรจึงหยิบขึ้นมาจากกระเป๋าของวันดี ในจังหวะเดียวกับเสียงริงโทนเงียบลง
“♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫......”
เสียงริงโทนจากโทรศัพท์ของวันดีดังขึ้นอีกครั้ง อาภาพรกดรับสายทันที
“ดา.... มีอะไรเหรอ??” อาภาพรเอ่ยถามขึ้น
“วันออกมายัง รีบมาด่วนเลย มีคนคอยอยู่ เดี๋ยวเขาจะกลับก่อน” เสียงปลายสายจากลัดดาเอ่ยเร่งเร้า
“เออๆ..... มันกำลังจะขับไปถึงอยู่แล้ว เดี๋ยวก็ถึงแล้วนี่” อาภาพรตอบ
วันดีขับรถเข้าไปจอดในบริเวณบ้านของลัดดา ทั้งวันดี อาภาพร และศิรินยาลงมาจากรถตามปกติ แต่วันดีก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบกับบุคคลผู้หนึ่ง
เป็นวินัย บุตรชายคนเดียวของป้าสุดใจนั่นเอง
ซึ่งวินัยพาราตรีภรรยาของตนเอง และบุตรชาย บุตรสาวมาด้วย ทั้งหมดก็เอ่ยทักทายกันตามปกติ วินัยเอ่ยชี้แจงที่มายังบ้านของลัดดา
“พี่วัน.... พอดีผมมาขายของที่ตลาดนัด และเจอพี่ลัดดา ก็เลยชวนพวกผมมาเที่ยวที่บ้าน ผมก็ไม่ได้มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่พ่อแม่ผมตายไป และผมก็ไปอยู่ที่อื่น” วินัยเอ่ยแถลงข้อข้องใจ
วันดีรู้สึกดีใจ เมื่อพบวินัยโดยที่มิได้นัดหมาย และตกลงใจที่จะเล่าเรื่องราวในความฝันของตนให้กับวินัย
“พี่จะเล่าอะไรให้ฟัง วินัยจะเชื่อ หรือไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร” วันดีบอก
จากนั้นวันดีก็เล่าเรื่องราวในนิมิตของตนเองเมื่อสองคืนก่อน ซึ่งพบกับป้าสุดใจให้วินัยฟังทั้งหมด โดยที่มีผู้มาร่วมรับฟังอยู่หลายคน รวมถึง ราตรี ภรรยาของวินัย และลูกๆ หลังจากเล่าจบ วันดีก็กล่าวขึ้นมาลอยๆ ว่า
“ป้าสุดใจ ถ้าป้าอยู่ในบริเวณนี้ ขอให้รับรู้ไว้ว่า ฉันบอกลูกชายป้าแล้วนะ แต่เขาจะทำบุญให้ป้าหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องของเขานะ ฉันก็ได้แค่บอกเท่านั้นแหละ”
เมื่อวันดีพูดจบ ภายในบริเวณใต้ต้นมะม่วงและต้นไผ่ที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆกันนั้น ก็มีลมหมุนขึ้นที่พื้นและต้นไม้ สายลมจะพัดอย่างรุนแรงและเร่งร้อน เฉพาะ ณ จุดที่วันดีและวินัยนั่งคุยกันเท่านั้น เมื่อสังเกตมองออกไปรอบข้าง มิมีสายลมพัดเลยแม้สักนิด สักพักหนึ่ง ความสงบได้กลับมาพร้อมกับการจางหายไปของสายลม ณ ที่แห่งนั้น มีเพียงเสียงลมหายใจของผู้คน ซึ่งต่างก็รู้สึกขนลุกกันอย่างถ้วนหน้า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่สามารถหาคำอธิบายเชิงประจักษ์ใดๆออกมาได้ แต่ในขณะเดียวกัน ที่ดวงตาของวินัย เอ่อท้นไปด้วยน้ำตาคลอเบ้า ด้วยความรู้สึกสงสารในชะตากรรมของมารดาตนเอง
“แล้ววินัยว่ายังไง จะทำอะไรให้แม่” วันดีเอ่ยถาม
“ผมจะทำสังฆทานไปให้ท่าน” วินัยตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าซึม
“งั้น..... ก็ไปที่วัดกันดีกว่า” วันดีเอ่ยขวน
“ได้........ ไปกันทั้งหมดนี่เลยน่ะแหละ” วินัยเอ่ยตอบรับ
เมื่อไปถึงที่วัด พวกเขาได้แวะไปสำรวจธาตุบรรจุกระดูกของป้าสุดใจ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทุกคน เป็นธาตุเก่า ไร้การบำรุงรักษา ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เนื่องด้วยไม่มีผู้มาดูแลให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และวินัยก็จุดธูปพร้อมกับเอ่ย
“แม่..... เดี๋ยวผมจะทำบุญไปให้นะ”
จากนั้นวันดีพาวินัยขึ้นไปบนศาลา ซึ่งมีเจ้าภาพหลายคนร่วมลงชื่อและอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติที่ลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว ทั้งหมดร่วมกันบริจาคเงินเพื่อซื้ออุปกรณ์ วัตถุปัจจัย อัฐบริขารต่างๆ หรือบริจาคเงินจ้างช่างฝีมือมาเขียนภาพพระพุทธองค์ โดยที่จะปรากฏชื่อทั้งผู้บริจาค และผู้รับส่วนกุศลไว้ที่ศาลา วันดี ลัดดาและอาภาพร ก็ร่วมบริจาคเช่นกัน
“วินัยน่าจะบริจาคเงินเขียนรูปบ้าง และใส่ชื่อป้าสุดใจกับลุงทองดี (พ่อของวินัย) เป็นคนรับส่วนกุศลนี้บ้างนะ” วันดีแนะนำ
วินัยก็ทำตามคำแนะนำเป็นอย่างดี ซึ่งทำให้วันดีรู้สึกสุขใจ ที่ได้ช่วยเหลือดวงวิญญาณป้าสุดใจให้ได้รับผลบุญจากบุตรชาย
דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ
ในเย็นวันหนึ่ง.....
ไก่ ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของลัดดา กลับมาบ้านพร้อมกับอาการเมามายเหมือนอย่างเคย ถึงนานทีจะกลับมาที่บ้าน เขาก็ยังมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวต่อมารดาของตนเอง โดยมักจะบ่นและดุด่าลัดดาอยู่เสมอ หลังจากนั้นไก่ก็กลับไปนอนในกระท่อมหลังขนาดย่อม ซึ่งปลูกแยกอยู่ในสวน
דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ
ในยามดึกสงัด.....
ทุกสิ่งทุกอย่าง ภายในรัศมีของกระท่อมหลังน้อย ซึ่งมีร่างอันเมามายของไก่นอนอยู่ภายใน กลิ่นสุราคละคลุ้งไปทั่ว ขณะที่ไก่กำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์นั่นเอง ก็มีร่างของหญิงชรา รูปร่างผอมบาง มายืนชี้หน้าไก่ พร้อมกับตวาด
“ทำไมแกถึงไปว่าแม่เขาอย่างนั้น ไอ้คนเนรคุณ ไม่รู้จักบุญคุณคน อย่างนี้ต้องสั่งสอนแทนแม่แกหน่อยแล้ว”
ว่าแล้ว หญิงชรา รวมถึงชายฉกรรจ์ หญิงสาวจากแห่งหนใด สุดที่จะทราบได้ เดินมารุมตบตีไก่อย่างหนัก พร้อมกับลากตัวไก่ออกมาจากกระท่อม ไกลออกมาแค่ไหน?? ไก่ไม่มีทางทราบได้ เนื่องด้วยสติ สัมปชัญญะต่างๆ ถูกบางสิ่งบางอย่างเข้ามาบดบังอย่างสิ้นเชิง
“เอ๊ะ!!!....”
ไก่ได้แต่แปลกใจ เมื่อได้สติ และเหม่อมองไปโดยรอบ เห็นว่าเป็นเวลาดึกสงัด เมื่อหันไปมองที่ด้านหลังอีกที ไก่ก็แทบสิ้นสติ ขนลุกซู่ไปทั่วสรรพางค์กาย ในใจรู้สึกหวั่นเกรง ตัวสั่นงันงก ซึ่งภาพที่เห็นเป็น
ซุ้มประตูวัด กำแพงบรรจุอัฐิของตากับยาย และอัฐิของอีกหลายคน
เมื่อเห็นเช่นนั้น ไก่จึงไม่รีรอ รีบวิ่งไปที่กุฏิของหลวงพ่อ และขอพักค้างคืนด้วย
เช้าวันต่อมา ไก่ก็ไปขอเงินกับแม่ แล้วไปหางานทำอยู่ในตัวเมือง นับแต่บัดนั้น ไก่ไม่แตะต้องเครื่องดื่มมึนเมาอีกเลย
דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ
วันดีมาทำบุญ ณ วัดที่หมู่บ้านทุกครั้ง โดยมีพี่น้อง ลูกหลานมาร่วมทำกิจกรรมด้วย และนำเทียนพรรษาไปถวายให้กับหลายๆวัด
หลังจากถวายเทียนพรรษาจนแล้วเสร็จ วันดีพาศิรินยาบุตรสาวไปกดเงินในตู้เอทีเอ็ม เพื่อนำเงินออกมาใช้จ่าย แต่ไม่สามารถนำเงินออกมาได้ ด้วยความแปลกใจ จึงไปเช็กยอดเงินในบัญชี
“อะไรกัน!!!..... ทำไมเงินถึงเหลือยี่สิบบาท”
วันดีได้แต่อุทานในใจ ด้วยความตระหนก เมื่อภาพหน้าจอตู้เอทีเอ็มปรากฏยอดเงินคงเหลือเพียงยี่สิบบาท จากจำนวนเงินในบัญชีที่เคยมีอยู่นับหมื่น
“หรือว่า...... เราไปรูดบัตร ซื้อของ แล้วเขาเอาข้อมูลไปปลอมบัตรตามข่าว”
เมื่อคิดได้เช่นนั้น วันดีจึงหยิบโทรศัพท์มือถือ กดโทรถามทางธนาคารทันที
“ขอโทษนะคะ.....ดิฉันอยากทราบว่า เงินในบัญชีหมายเลข ょょょょょょょょょ........ หายไปไหนคะ” วันดีเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
“ดิฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ เพราะวันนี้เป็นวันหยุด พรุ่งนี้ลองติดต่อมาอีกครั้งนะคะ” เสียงจากปลายสายเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เมื่อยังไม่ได้ข้อสรุป วันดีรู้สึกวิตกกังวลอย่างมาก ได้แต่โทรไประบาย เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับอาภาพรและลัดดาฟัง
“ถ้ายังไม่สบายใจ..... งั้นแกมานอนที่บ้านฉันกับพี่พรก็ได้” ลัดดาเอ่ยเชิญชวนวันดี
วันดีจึงพาลูกสาวไปพักค้างคืนอยู่กับพี่สาวทั้งสอง
דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ
ในคืนนั้น.......
ด้วยความกลัดกลุ้มในดวงจิต วันดียิ่งรู้สึกวิตก จิตใจว้าวุ่น สับสนไปหมด แต่ก็ยังสวดมนต์ไหว้พระก่อนเข้านอนเช่นทุกวัน ยังไม่วายที่จะอดคิด
“เราเองก็ถวายเทียนพรรษาไปแล้วตั้งเจ็ดวัด ทำบุญมาทั้งวัน ทำไมต้องเจอเรื่องอย่างนี้ด้วย”
วันดีนอนอยู่ในห้องเดียวกับอาภาพรและหลานอีกสองคน ซึ่งห้องดังกล่าว ต่อออกมาจากตัวบ้าน มีบานประตูที่ค่อนข้างฝืดและหนัก เวลาเปิดหรือปิดมักจะต้องใช้แรงมากกว่าปกติ เมื่อเปิดประตูเสียงจะดัง วันดีปิดประตูเข้านอนพร้อมกับทุกคน
ในขณะที่สวดมนต์อยู่
“แอ๊ ────── ด”
ประตูค่อยๆเปิดออก วันดีหันไปมองหาโดยรอบ แต่ก็มิมีสิ่งใดอยู่ที่ประตู
“ตุ๊บ.......... ตุ๊บ.......... ตุ๊บ.......... ตุ๊บ..........”
วันดีสัมผัสได้ถึงฝีเท้าอันแผ่วเบา ซึ่งค่อยๆ เดินมายังบริเวณที่วันดีนั่งสวดมนต์อยู่ แต่วันดีมองหาเท่าใด แต่ก็มิอาจพบตัวบุคคลผู้นั้นได้
“พี่พร......... เห็นใครมาเปิดประตู และเดินมาตรงนี้รึเปล่า??” วันดีเอ่ยถามอาภาพรซึ่งนอนอยู่ข้างๆ
“ก็ไม่เห็นมีใครนี่....... วัน” อาภาพรเอ่ยตอบพร้อมกับชะโงกมองไปที่ประตู
เมื่อได้ฟังคำตอบจากพี่สาว วันดีจึงได้แต่คิดว่า
“เขาคงจะมาปลอบใจ ที่เงินเราหายในบัญชี หรือไม่คงจะมาบอกอะไรเราเป็นแน่ เขาอาจอยู่กับเราคนละภพ เขาจึงบอกไม่ได้ และส่งสัญญาณบางอย่างบอกให้เรารู้”
คิดได้ดังนั้น วันดีจึงนอนหลับอย่างสบายใจขึ้น
דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ
เช้าวันต่อมา.......
วันดีจึงไปที่ธนาคาร ในช่วงเวลาเปิดทำการ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ธนาคารได้เอ่ยว่า
“ทางเราย้ายเงินในบัญชีของคุณ ไปไว้ในบัญชีอื่น ต้องขอโทษที่ไม่ได้บอกล่วงหน้าด้วยค่ะ”
เป็นความเข้าใจผิดบางประการ ที่อาจเกิดขึ้นได้ และวันดีก็ยอมรับมัน พร้อมคำขออภัยจากทางธนาคาร
“...........ทีหลังอย่าย้ายบัญชีของพี่โดยพลการ...............” วันดีย้ำให้เจ้าหน้าที่ธนาคารฟังอีกครั้ง
เหตุการณ์จบลงด้วยดี นับแต่นั้นมา ข้อผิดพลาดเช่นนี้ก็ไม่เกิดขึ้นอีก
דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ
ในคืนวันหนึ่ง.....
สมชายไปเฝ้าโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ซึ่งในขณะนั้น มีการเผาโรงเรียนในหลายจังหวัด ผู้นำชุมชนจึงต้องจัดคนมาเฝ้า ด้วยเหตุเกรงว่าจะมีผู้มาลอบวางเพลิง ในจังหวะเดียวกับที่มานีและวันนา บุตรสาวทั้งสองของลัดดา กำลังเข้าค่ายลูกเสือ เนตรนารี ลัดดาจึงต้องพักอยู่ที่บ้านตามลำพังไปโดยปริยาย
ลัดดาเกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง ร่างกายแทบจะสิ้นเรี่ยวแรง ไม่สามารถขึ้นไปนอนพักบนบ้านได้ จึงต้องคลานเข้าไปนอนพักยังห้องที่ต่อออกมาจากตัวบ้าน แล้วล้มตัวลงนอนอย่างสิ้นเรี่ยวแรง ซึ่งก่อนนอน ลัดดาได้ปิดไฟไปแล้วเรียบร้อย
“พรึ่ ────── บ”
ขณะที่กำลังเคลิ้มหลับอยู่นั่นเอง พลัน !!! ดวงไฟที่ลัดดาปิดไว้แล้ว ก็สว่างขึ้นมาทันใด และสายตาที่พร่ามัวของลัดดา ก็เห็นภาพคนชราผมขาวหลายคน และเด็กๆ รายล้อมอยู่รอบข้าง มือของผู้เฒ่าทั้งหลาย ลูบหัวของลัดดาอย่างแผ่วเบาด้วยความเมตตา ลัดดาผล็อยหลับลงด้วยความเปี่ยมสุข
เมื่อสมชายกลับมาถึงบ้านในเช้าวันถัดมา ก็พาลัดดาไปหาหมอในอำเภอ
דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ
นับตั้งแต่ที่ลัดดาย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้ ลัดดามักมีเรื่องระหองระแหงกับสมชายอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตั้งแต่ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกัน
ในค่ำคืนวันหนึ่ง สมชายเคลิ้มหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ชายรูปร่างกำยำ สูงใหญ่ แต่งตัวราวกับนักรบไทยโบราณผู้หนึ่ง มาพร้อมกับลูกน้องหลายนาย ปรากฏขึ้นในความฝันของเขา นายทหารผู้นั้นตรงปรี่เข้าไปหาสมชาย พร้อมกับชี้หน้าตวาด
“มึงรีบออกไปจากที่นี่ซะ!!! อย่ามายุ่งกับผู้หญิงของกู” นายทหารลึกลับตวาด
“ใครยุ่งกับผู้หญิงของแก !!! แล้วผู้หญิงของแกเป็นใครล่ะ???” สมชายตะโกนตอบด้วยอารมณ์เดือดดาล
“ผู้หญิงที่มีไฝข้างหลังทุกคน เป็นผู้หญิงของกู มึงเข้าใจมั้ย !!!” นายทหารตวาดกลับด้วยความโมโห
ว่าแล้ว นายทหารนิรนามและทหารใต้บังคับบัญชาก็ปรี่เข้าทำร้ายสมชาย ซึ่งสมชายก็ต่อสู้ขัดขืนอย่างเต็มที่
ขณะที่กำลังเพลี่ยงพล้ำ สมชายสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากภวังค์ แล้วเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในนิมิตเมื่อสักครู่ให้ลัดดาฟัง แล้วขอดูที่แผ่นหลังของลัดดา
ไฝปรากฏอยู่ตรงแผ่นหลังของลัดดาตามที่สมชายคาดไว้จริงๆ
דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ
วันต่อมา.........
เมื่อลัดดาพบกับอาภาพรและวันดี จึงเล่าเรื่องราวในความฝันของสมชายให้ทั้งสองฟัง และขอดูที่แผ่นหลังของทั้งสอง
ทั้งคู่ต่างก็มีไฝปรากฏอยู่ที่แผ่นหลังเช่นกัน
ยังความแปลกใจให้กับทั้งสามพี่น้องมาก ซึ่งทั้งอาภาพรและวันดีต่างก็ไม่มีคู่ชีวิตอยู่เคียงข้าง โดยอาภาพรได้เลิกรากับสามี ส่วนสามีของวันดีก็เสียชีวิตไปแล้วหลายปี
ขณะที่ลัดดาเองก็มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับสมชาย แต่ทั้งคู่ก็ยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
เรื่องราวอันคลายกับเหตุบังเอิญ แต่มันก็เป็นความจริงที่เกิดขึ้น ท่ามกลางความประหลาดใจของทั้งสามพี่น้องและบุคคลรอบข้าง
ทุกคนต่างคิดตรงกัน ควรจะมีการทำบุญในบริเวณบ้านหลังนี้ทุกปี ลัดดาและครอบครัวจะได้อยู่บ้านหลังนี้อย่งมีความสุข
ในทุกปี บริเวณบ้านและสวน ทั้งลัดดา วันดีและอาภาพรจะนิมนต์พระ และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณผู้ล่วงลับปีละครั้ง
ลัดดาและครอบครัวก็อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างปกติสุข
แต่เรื่องราวที่เร้นลับก็ยังคงมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง อย่างเช่น หากมีนกมากันเป็นฝูง หยอกล้อ จิกตีกัน ราวกับจะบ่งบอกว่าในหมู่บ้านมีเหตุร้ายเกิดขึ้น
บางอย่างที่มิอาจพิสูจน์ได้ ว่าเป็นเพราะเหตุใด? สิ่งใดทำให้เกิดขึ้น? ล้วนเป็นคำถามที่ค้างคาใจ หากหาสาเหตุไม่ได้ เราไม่ควรประมาท หรือลบหลู่ เราควรจะทำความดี หมั่นทำบุญ สุนทาน ใช้ชีวิตอย่างถูกทำนองคลองธรรม
เพื่ออุทิศให้กับสิ่งที่ “ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า”
พวกเขาย่อมปกป้องคุ้มครองเราให้ดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข
"จบบริบูรณ์"
דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ
© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์ ลิมป์คุ้มธรณี
ปีที่เผยแพร่ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๐
₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪

ไม่อยากให้จบเลยสนุกมากๆ
ชอบครับ
ชอบมาก
#1 By Nirvana on 2007-11-23 16:55