ในบ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง......


        วันดีแวะเข้าไปหาลัดดาเหมือนอย่างเคย แค่ครานี้วันดีขับรถมุ่งหน้าเข้าไปที่บ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง ที่อยู่หลังก่อนหน้าของบ้านลัดดา ซึ่งมีหญิงชรานั่งอยู่หน้าบ้าน
        รถที่วันดีขับหยุดอยู่ตรงหน้าบ้าน วันดีเปิดประตูรถออกมา พร้อมหยิบถุงบรรจุอาหารและเครื่องใช้สองถุงมาวางไว้บนแคร่

        “สวัสดีจ๊ะ...... ป้าจิ๋ว สบายดีหรือเปล่าจ๊ะ” วันดีเอ่ยทักทายหญิงชราด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม
        “ก็สบายดีอยู่.......แล้วเอ็งล่ะวัน” ป้าจิ๋วเอ่ยตอบพร้อมกับย้อนถาม
        “ฉันกับลูกก็ยังพักอยู่ในเมือง แล้วลุงใหญ่เป็นไงบ้าง??” วันดีตอบพร้อมกับเอ่ยถาม
        “ก็ยังนอนอยู่ในบ้าน..... เข้าไปหาแกหน่อยสิ” ป้าจิ๋วเชิญชวน

        ทั้งสองพากันเข้าไปในบ้าน พบร่างลุงใหญ่นอนอยู่บนฟูก ไม่สามารถขยับตัวลุกขึ้นเดินเหมือนคนปกติได้ เพราะเป็นอัมพาตมาหลายปี ทุกวันป้าจิ๋วคอยดูแลลุงใหญ่ ป้อนข้าว ป้อนน้ำให้ ซึ่งทั้งสองอยู่บ้านกันตามลำพัง ลูกหลานยังคงส่งเงินมาจุนเจืออยู่บ้าง
        ด้วยภาพของลุงใหญ่ที่ยังติดตรึง ทำให้วันดีนึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งลัดดายังไม่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ค่ำคืนหนึ่งวันดีฝันว่า เห็นไฟกำลังลุกไหม้รั้วบ้านหลังนี้ ซึ่งที่รั้วเป็นต้นไผ่ ปลูกไว้เพื่อแสดงถึงอาณาเขตของพื้นที่แห่งนี้ เมื่อตื่นจากภวังค์ ความรู้สึกบางอย่างที่เรียกว่า “ความไม่สบายใจ” บังเกิดขึ้น และรู้สึกสังหรณ์ใจว่า “มีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง” กับบ้านหลังนี้
        ในเย็นวันถัดมา หลังเลิกงาน วันดีขับรถมาที่บ้าน เมื่อไปถึง สายตาของวันดีไปเห็นเปลวเพลิงลุกไหม้รั้วเหมือนกับในความฝัน ด้วยความตระหนก วันดีรีบจอดรถแล้วลงเดินไปดูว่าผู้ใดจุดไฟเผารั้วบ้านตนเอง สอดสายตามองออกไปรอบข้าง พบร่างชายชรายืนอยู่ที่รั้ว ซึ่งเป็นลุงใหญ่นั่นเอง ด้วยความค้างคาอยู่ในจิตใจ วันดีจึงเข้าไปหาลุงใหญ่พร้อมกับเอ่ยถาม

        “ลุงเป็นคนจุดไฟใช่มั้ย??” วันดีเอ่ยถามเสียงเข้ม
        “ใช่.... ฉันจุดเอง มีอะไรเหรอ?” ลุงใหญ่ตอบเสียงเรียบ
        “แล้วจุดไฟเผาเผารั้วทำไม??” วันดีเอ่ยถามอีกครั้งด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง
        “ก็กอไผ่มันรกน่ะ ก็เลยเผามันซะ  ก็แค่นั้น” ลุงใหญ่ตอบแบบไม่ใส่ใจ
        “ถ้าไฟมันลามไหม้บ้าน แล้วจะทำยังไง?? รีบดับไฟซะ ถ้ามันไหม้บ้าน ฉันจะแจ้งตำรวจมาจับลุง” วันดีร้องสั่งด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

        เมื่อลุงใหญ่เห็นท่าทีเอาจริงเอาจัง จึงรีบหาน้ำมาดับไฟที่กำลังลุกท่วมรั้ว ราวกับจะกลืนกินไปทั้งกอไม้ไผ่ หลังจากไฟมอดสนิท วันดีจึงวางใจและขับรถกลับบ้าน ซึ่งภายในใจของวันดีก็เกิดคำถามหนึ่งขึ้นมา

        “ทำไมในความฝันถึงเหมือนจริงแท้”

        อีกสองเดือนต่อมา ลุงใหญ่ก็เป็นอัมพาต อย่างไม่ทราบสาเหตุ ลุกขึ้นเดินไม่ได้ตามปกติ ต้องทนทุกข์ทรมานนอนอยู่บนฟูกอย่างเดียว


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


        เมื่อลุงใหญ่เห็นวันดีมาเยี่ยม พร้อมกับซื้อของฝากมาให้ แววตาแสดงออกถึงความยินดี น้ำตาอันแสนปลื้มปิติที่เอ่อล้นออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของลุงใหญ่ และวันดีมักจะมาเยี่ยม พร้อมกับซื้อของฝาก หรือให้เงินกับป้าจิ๋ว ไว้ใช้จุนเจือครอบครัวเสมอมา


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


ในคืนวันหนึ่ง.....


        ภาพที่ปรากฏขึ้นในความฝันของวันดี เป็นตัวของวันดีเดินไปตามถนนคอนกรีต จุดมุ่งหมายอยู่ที่บ้านของลัดดา พี่สาวของตนเอง เมื่อเดินผ่านหน้าบ้าน ซึ่งมีต้นไผ่และต้นประดู่ปกคลุมราวกับเป็นปราการตามธรรมชาติ พลัน!!! สายตาของวันดีเหลือบไปเห็นหญิงชรา ผมขาวโพลน นั่งก้มหน้า เขี่ยดิน เหมือนกับมีความทุกข์อยู่ภายในใจ วันดีจึงเดินเข้าไปหา

        “ป้า..... มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ” วันดีเอ่ยถาม

        หญิงชราผู้นั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา เมื่อเห็นดวงหน้าอย่างชัดเจน วันดีจดจำได้อย่างแม่นมั่นว่าเป็น “ป้าสุดใจ” นั่นเอง
        ป้าสุดใจได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว พบกันในครานี้ ป้าสุดใจมีสีหน้า และแววตาทอแววเศร้าสร้อย จนวันดีอดสงสารไม่ได้ จึงเอ่ยถามขึ้น


        “ป้าใจ.... เป็นอะไรไปคะ” วันดีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
        “ลูกของป้าไม่ทำบุญไปให้ป้าเลย ถึงพวกเอ็งจะทำบุญไปให้ แต่ป้าก็อยากให้ลูก ทำบุญไปให้บ้าง” ป้าสุดใจระบายความในใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
        “แต่ลูกสาวของป้าเขานับถือศาสนาอื่นไปแล้ว ถึงฉันจะบอกแต่ก็ไม่รู้ว่าเขาทำบุญไปให้หรือเปล่า แต่ก็จะลองบอกดู ถ้าบอกไม่ได้ ป้าอย่าว่าฉันนะ” วันดีเอ่ยด้วยสีหน้ารันทด

        รอยยิ้มละไมของป้าสุดใจ ทำให้วันดีใจชื้นขึ้นมาบ้าง สักพักร่างของป้าสุดใจก็อันตรธานไปจากสายตา


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ

        “เฮือ ──────  ก”

        วันดีตกใจตื่นขึ้นอย่างฉับพลัน ในห้วงแห่งความคิด ต่างนึกถึงภาพที่ตนเองประสบในความฝันมาหมาดๆ และจดจำได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับนึกขึ้นมาได้ว่า

        “ป้าสุดใจยังมีลูกชายอีกคนนี่”

        ลูกชายของป้าสุดใจคนนี้ ยังคงนับถือพระพุทธศาสนา แต่ในใจของวันดีไม่ได้คิดอะไรมากนัก เพราะไม่ได้เจอกับเขามานานมากแล้ว


דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ דּ


อีกสองวันต่อมา.....


        ตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดทำงาน ในช่วงเช้า วันดีจึงขับรถพาศิรินยา บุตรสาวของตนเอง ไปที่บ้านของอาภาพร ซึ่งอยู่ต่างอำเภอ เมื่อไปถึงเยี่ยมเยือน พูดคุยกับพี่สาวของตนเอง จนเวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายสอง วันดีจึงชักชวนอาภาพรไปที่บ้านของลัดดาด้วยกัน ในระหว่างที่วันดีขับรถอยู่นั่นเอง

        “♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫......”

        เสียงริงโทนจากโทรศัพท์มือถือของวันดีก็ดังขึ้น แต่ยังไม่มีใครภายในรถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา อาภาพรจึงหยิบขึ้นมาจากกระเป๋าของวันดี ในจังหวะเดียวกับเสียงริงโทนเงียบลง

        “♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫♪♫......”

        เสียง