บทความบทนี้ เป็นเสี้ยวหนึ่งที่ดัดแปลงจากจากบันทึกของแม่ผม

        ณ โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย ฉันพาลูกชายวัยสามขวบกว่าๆ ที่มีอาการผิดปกติบางประการ มารับการตรวจจากหมอตั้งแต่เช้ามืด ฉันเฝ้ารอผลการตรวจด้วยจิตใจอันแสนกระวนกระวาย

        ในความทรงจำหวนระลึกถึงเมื่อครั้งแรกเกิดของเขา ร่างกายของเขาเหลืองไปทั่วตัว จนต้องนำเข้าตู้อบประมาณหนึ่งอาทิตย์ เมื่อมีอายุได้สามสี่เดือน เขาก็ไม่รับรู้สิ่งใด แต่ฉันคิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมากนัก

        ตัดภาพเข้าสู่ ณ โรงพยาบาลแห่งเดิม ที่ฉันเฝ้ารออยู่ที่เดิม จวบจนบ่ายคล้อย เมื่อสายตาฉันประสบกับหมอ ที่เดินออกมาจากห้องพอดี ฉันปรี่เข้าไปถามถึงสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ภายในใจทันที

        “ลูกชายฉันเป็นอะไรคะ และจะเรียนได้หรือเปล่า???” ฉันเข้าไปถามหมอด้วยอารามร้อนรุ่มภายในใจอย่างยิ่ง

        แพทย์หญิงวัยกลางคนหันมองที่ฉันและลูกชายสักพัก ก่อนจะตอบ

        “อืมม.... คุณคะ .... ลูกของคุณถ้าจะเรียน ก็คงต้องเรียนในโรงเรียนเด็กปัญญาอ่อนเท่านั้นค่ะ” หมอตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย

        คำตอบจากปากของหมอในโรงพยาบาลแห่งนั้น (ที่ฉันไม่อยากเอ่ยถึง) เสียดแทงเข้าไปยังกลางใจฉันอย่างถนัดถนี่ ความคิดของฉันสับสนไปหมด ภายในใจได้แต่มีคำถามเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ในหัวตลอด

        “ทำไม..... คนเป็นหมอถึงไม่ใช้คำพูด ที่รักษาน้ำใจกันบ้าง??”

        “ทำไม...... เขาไม่คิดว่าคนฟังเขาจะคิดยังไง เสียใจมั้ย?? ฉันพาลูกไปหาหมอก็อยากมีที่พึ่ง”

        ฉันพาลูกพร้อมกับความผิดหวังทั้งมวล เมื่อคนในครอบครัว (ทางบ้านอาศัยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่)  ถามถึงอาการของลูกชาย ฉันได้แต่ตอบพวกเขาว่า

        “หมอบอกว่า...... เขามีสมองไม่ปกติ”

        ก่อนหน้านี้ฉันเคยพาเขาไปหาหมอที่คลินิกและโรงพยาบาลอยู่หลายแห่ง แต่คำตอบก็เป็นเหมือนข้างต้น นับตั้งแต่ฉันสังเกตอาการของลูกชาย เมื่อมีอายุได้ขวบกว่าๆ ซึ่งลูกของฉันจะมีพฤติกรรม

        เขาจะไม่พูด และไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

        ถ้าเขาเห็นกระดาษฟลอยด์ ซึ่งอยู่ในซองบุหรี่อยู่ที่ไหน ก็จะนำมาพันเป็นเกลียว เป็นรูปต่างๆ และจะนั่งจุ้มปุ้ก ทำอยู่เช่นนั้นอย่างเดียว

        ลูกชายฉันเข้าห้องน้ำเองไม่เป็น หากปวดปัสสาวะ หรืออุจจาระ เขาก็จะยืนปล่อยสิ่งขับถ่ายออกมาตรงนั้น

        หากฉันพาลูกชายออกไปเที่ยวนอกบ้าน เขามักจะเอามือป้องหูทั้งสองข้าง

        ถ้าหากเขารู้สึกกระหายน้ำ เขาจะไม่เดินไปหยิบเองในตู้เย็น หรือเดินมาบอกฉัน แต่จะเดินมาดึงมือฉันให้ไปหยิบน้ำมาให้

        ต่อมา..... เมื่อลูกชายฉันมีอายุห้าขวบ อาการและพฤติกรรมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ฉันและสามี รวมถึงทุกคนในครอบครัว ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า

        ควรจะย้ายที่อยู่ไปที่หมู่บ้านวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ

        ฉันเห็นว่า ถ้าให้ลูกชายอยู่ในกรุงเทพฯ อาจจะ “ปัญญาอ่อน” เหมือนกับที่หมอรายนั้นว่าไว้อย่างแน่นอน ในใจฉันนึกเห็นภาพ ลูกชายของฉันเข้าไปอยู่ในโรงเรียน โดยไม่พูด ไม่จากับใครๆ และไม่รู้เรื่องอะไรเลย และคงยากนักที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมกรุงเทพฯได้อย่างปกติสุข

        ในทางกลับกัน ฉันคิดว่าถ้าไปอยู่ในต่างจังหวัด อาการและพฤติกรรมก็น่าจะดีขึ้น ซึ่งมีข้อได้เปรียบตรงที่ สภาพอากาศย่อมดีกว่าที่กรุงเทพฯ และที่สำคัญคือ ชาวต่างจังหวัด มักจะมีอัธยาศัยอันดี หากพวกเขาช่วยพูดคุยกับลูกชาย อาการผิดปกติ ก็คงอาจจะดีขึ้นตามลำดับ

        ในขณะเดียวกัน เขามีน้องสาวอีกคน อายุสิบเดือน อาการทุกอย่างปกติดี

        เมื่อลูกชายฉันมีอายุหกขวบ และได้ย้ายมาอยู่ที่วะตะแบก พฤติกรรมส่วนตัวของเขาก็ดีขึ้นจริงๆ แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาให้อยู่ร่วมในสังคมได้ดียิ่งขึ้น

        จากที่ไม่เคยพูดอะไรออกมาเลยสักแอ๊ะ เขาก็เริ่มเอ่ยปากออกมาบ้าง แต่สื่อสารกับใครไม่ค่อยจะรู้เรื่องนัก และมักจะพูดแค่คำซ้ำๆกันคับคำเก่า หรือพูดอยู่แต่ประโยคเดิม ฉันจึงต้องคอยบอก คอยสอนเขาอยู่หลายคราว และต้องคอยบอกกับคนรอบข้างด้วยว่า “เขาสมองไม่ดี ” เพื่อให้คนเหล่านั้นเข้าใจในตัวตนของเขา

        ถ้าเขาสนใจ มุ่งนำกระดาษฟลอยด์ซองบุหรี่มาม้วนเหมือนอย่างเคย ฉันจะเบนความสนใจของเขา โดยให้ปั้นดินน้ำมันแทน ช่วงหลังลูกชายฉันเริ่มอ่านออก เขียนหนังสือได้บ้างแล้ว ฉันจึงสนับสนุนให้เขาอ่านหนังสือ

        ถ้าลูกชายฉันไม่เข้าห้องน้ำเอง  ฉันจะจับตัวเขาเข้าห้องน้ำ โดยต้องสังเกตพฤติกรรม “ปวดท้อง” ของเขา เมื่อพาเข้าห้องน้ำไปแล้ว แรกๆฉันจะคอยยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำ และบอกสอนเขาไปจนถึงสองสัปดาห์ เขาจึงเริ่มเข้าห้องน้ำเองได้

        เมื่อออกไปเที่ยวนอกบ้าน หากเขาเอามือป้องหูทั้งสองข้าง ฉันจะรีบดึงมือของเขาออก พร้อมกับสอนเขาด้วย

        หากเขารู้สึกกระหายน้ำ แล้วดึงมือฉันเหมือนเช่นเคย ฉันจะทำใจแข็ง ไม่เดินไปหยิบน้ำให้ บอกให้เขาพูดออกมาเอง และหัดให้เขารู้จักหยิบน้ำมากินเอง

        และแล้ว..... อายุของเขาถึงเกณฑ์เข้าเรียนในชั้นอนุบาล ฉันจึงส่งเขาเข้าศึกษาในโรงเรียนมงคลศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับชั้นอนุบาลประจำอำเภอ ฉันคิดว่า ถึงเขาจะเรียนได้ หรือไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่อง และเขาก็ไปอยู่ในหมู่เด็กที่เรียนด้วยกัน อาจจะทำให้เขาปรับตัวขึ้นมาได้บ้าง ถึงลูกชายฉันจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับการเรียน คงจะไม่เป็นปัญหามากนัก

        การตัดสินใจของฉันในครั้งนั้น ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกับลูกชายฉัน ถึงแม้จะมีปัญหาในการปรับตัวอยู่บ้างก็ตาม

        ฉันตั้งความหวังแค่ให้เขาเรียนถึงในระดับชั้น ป.4 ได้เท่านี้ ฉันก็รู้สึกภูมิใจมากแล้ว

        แต่ลูกชายของฉัน กลับทำให้ฉันทึ่ง มาจนถึงทุกวันนี้

        เมื่อเขาเดินมาได้ไกลกว่าที่ฉันคาดคิดไว้มากนัก

 #############

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอโทดนะคะที่ไม่ได้อ่านที่พี่เขียนเลย
คือเวลาเน็ตขิมจะหมดแล้วเด๋วอ่านไม่ทัน
.........
ขอบคุณนะคะที่มาเมนต์ให้ขิม
เด๋วว่างๆขิมจะเข้ามาอ่าน..........สัญญาค่ะ
อ่านแล้วสะท้อนใจจังค่ะ
ด้วยสองมือแม่นี้ที่สร้างโลกจริงๆ นะคะ
เบื้องหลังเหรียญทองโอลิมปิคก็คือแม่
เบื้องหลังคนที่เป็นออทิสติกคนนี้ก็เพราะแม่เหมือนกัน
ถ้าไม่เพราะจิตใจของคนที่เป็นแม่
คงปล่อยให้คนนี้เติบโตขึ้นมาตามเวรตามกรรม
แต่ด้วยเพราะแม่ที่รักลูก มีภาพลูกที่ช่วยตัวเองได้ เรียนได้อย่างน้อยถึง ป.4 ก็ยังดีอยู่ในใจตัวเอง
ทำให้ลูกเป็นบุคลากรของประเทศได้คนนึงsurprised smile

ขอบคุณที่เอามาให้อ่านนะคะ

#2 By p-i-e on 2007-10-29 23:51

big smile confused smile sad smile angry smile tongue question surprised smile

#3 By t (124.120.135.214) on 2007-10-30 13:52

ด้วยพลังรักและความอดทนของแม่แท้ๆ big smile
เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ
เต็มไปด้วยความรู้จริงๆsurprised smile
.
บทความนี้ได้ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ด้วยเหรอคะ
ดีจังเลยค่ะ
อ่านแล้ว ซาบซึ้งถึงความรักของแม่
ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร แม่ก็รักลูกเสมอ
และพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
ซาบซึ้งsurprised smile
.
แล้วจะแวะมาอ่านบทอื่นๆ นะคะconfused smile

#5 By cha_ame on 2007-10-30 22:41

พลังความร๊ากกกกของแม่สุดย๋อดที่สุดแล้วละงับ ^ ^

#6 By ::. S2 AngeL .:: on 2007-10-31 20:45

น่าศึกษานะครับ เผื่อจะได้ทำให้เด็กคนอื่น ๆ ที่เป็นแบบนี้ ได้ทดลองใช้วิธีนี้ดูบ้าง จะได้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ขอบคุณที่นำเรื่องนี้มาลงครับ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นบทความที่ให้ความหวังและกำลังใจ แก่พ่อแม่พี่น้อง ของเด็กเหล่านี้

#7 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-03 20:28

surprised smile surprised smile surprised smile surprised smile

#8 By เอ๋ (58.8.7.151) on 2007-11-15 15:38

มีคนเคยบอกว่าแอ้มเป็นออทิสติก
ที่แสดงอาการของกลไกการป้องกันตัวเองเท่านั้น
แต่แอ้มก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วแอ้มเป็นรึป่าว

big smile

#9 By ~--๏~* Cally*~๏--~ on 2007-11-29 11:04