หลังจากที่พี่สาวทั้งหมดออกจากบ้าน....
.
        ฉันอายุหกขวบ อีรินอายุสี่ขวบ และอายุสองขวบกว่าๆ อยู่กันเพียงสามคนพี่น้อง ภายในบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จหลังเดิม
        ฉันอยู่กับน้องสาวอีกสองคน โดยที่ไม่มีเงินค่ากับข้าวเลยสักสลึงเดียว ต้องออกไปหาผักตำลึง ผักสลิดและหน่อไม้ตามรั้วบ้านมาต้มกิน เป็นกับข้าวประทังชีวิตไปวันๆ
.
        “ฮื่อ.... มันก็อร่อยดีนี่” อีรินพูดขึ้นมา ขณะที่กินข้าวไปด้วย
        “อือ.... ใช่” ฉันเสริม
        “อืม.... ก็อร่อยดี” อีแบ๊ะพูดไป มือหยิบผักจิ้มน้ำพริกไป
        “งั้น... พรุ่งนี้พวกเราไปขุดหาปูก๊ะบึงมาต้มกินกันดีกว่า” ฉันให้ความเห็น
        ..................
        ............
        .......
.
รุ่งเช้า............
.
        ฉันถือจอบหนึ่งเล่ม  อีรินก๊ะอีแบ๊ะหิ้วถังเหล็กตักน้ำใบใหญ่ ใบเดียว หิ้วหูกันคนละข้าง ไปที่บึง ขุดหาปูนาใส่ถังได้ไม่เยอะนัก กลับมาบ้าน เอาปูนามาต้ม แล้วเอามาจิ้มกินกับพริกป่นที่ผสมรวมกับน้ำปลา เป็นกับข้าวมื้อเช้า
.
        “อืม.... ก็อร่อยดีนี่” อีรินพูดขึ้นขณะเอาปูต้มจิ้มกับน้ำพริก
        “เออ.... มันก็อร่อยไปอีกแบบเหมือนกันน่ะแหละ” ฉันเสริม
        “อือ.... ต้มปูก็อร่อยดีเนอะ” อีแบ๊ะพูดพร้อมกับฉีกตัวปูจิ้มน้ำพริกเข้าปาก
        ..................
        ............
        .......
.
ตกเย็น...........
.
        “เฮ้ย... ฉันว่านะ ลูกบ้านหลังนั้นต่อไปต้องเป็นกะหรี่แหงเลย” หญิงสูงวัยคนหนึ่งเอ่ยขึ้นขณะอาบน้ำอยู่ในสระ
        “ทำไมเหรอ” หญิงวัยใกล้เคียงกันเอ่ยถาม
        “อ้าว.... ก็ดูสิ พวกนี้มันเป็นลูกกำพร้า แม่ก็ตาย พ่อก็เอาแต่กินเหล้า และตอนนี้ก็ไม่อยู่บ้านอีก พี่สาวของพวกมันก็ไปอยู่ก๊ะอื่น ลองคิดดูสิ” หญิงสูงวัยคนนั้นอธิบายเหตุผล
        “เออ.... ฉันก็ว่างั้นแหละ ว่าแต่ แกว่ามั้ย พี่น้องเจ็ดคนนี้อีบูรณ์คือจะขี้เหร่ที่สุดเนอะ” หญิงคนนั้นตอบ พร้อมกับชำเลืองตามองฉัน
        “ใช่.... มันยังบ้าอีกต่างหาก เห็นมันเล่นอยู่แต่คนเดียว ไม่เห็นมันพูด มันเล่นก๊ะใครเลย” หญิงสูงวัยคนนั้นกล่าวเสริม
.
        หญิงสูงวัยทั้งสองต่างวิพากษ์ฉันและพี่น้องกันอย่างสนุกปาก โดยที่ไม่สนใจฉันที่ตักน้ำในสระไม่ไกลนัก จากคำติฉินเหล่านี้ ทำให้ฉันตั้งปณิธานไว้ในใจ
.
        “ถึงเป็นลูกกำพร้าได้ พวกฉันจะต้องเอาดีให้ได้ และไม่เป็นอย่างที่พวกนั้นพูดกัน ทำไมจะต้องตัดสินกันกับแค่เป็นลูกกำพร้าด้วย”
.
        ขณะเดียวกัน สายตาฉันเหลือบไปเห็นคนที่มาอาบน้ำมักจะเอาเสื้อผ้าพาดไว้กับต้นไม้ หรือวางไว้ที่พุ่มไม้ ทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมา
.
        “พวกนั้นเอาเสื้อผ้าวางไว้ที่ต้นไม้ ก็อาจจะมีสตางค์หล่นลงมาบ้างล่ะ”
        ………………………….

        “เฮ้ย..... อีบูรณ์ อีริน อีแบ๊ะ อยู่มั้ย” ลุงทรตะโกนเรียก
        “อยู่จ๊ะ” ฉันตะโกนบอกจากบนบ้าน พร้อมเดินลงมาหาลุงทร
        “พวกมึงพอมีอะไรกินกันมั้ย” ลุงทรเอ่ยปากถามด้วยสีหน้าห่วงใย
        “ก็พอมีจ๊ะ” ฉันตอบ
        “เอ้า... นี่กูเอาไข่ก๊ะผักมาให้กินกับข้าว” ลุงทรบอกพร้อมกับยื่นถุงไส่ไข่กับผักบวบ ผักสลิดในมือให้ฉัน
        “ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบพร้อมกับรับถุงผักจากในมือลุงทร
        “เฮ้อ.... เห็นพวกมึงแล้ว กูคิดถึงอีทับจริงๆ ถ้ามันยังอยู่ พวกมึงไม่ลำบากหยั่งงี้หรอก” ลุงทรกล่าวพร้อมกับน้ำเอ่อล้นออกจากดวงตา
.
        ในบางครั้ง ลุงทรก็เดินขึ้นมาเปิดฝาหม้อดู พร้อมกับพูดขึ้น
.
        “ไม่มีอะไรกินนิ”
.
        พูดจบ ลุงทรเดินกลับบ้าน ไปเอาผักกับไข่มาให้พวกฉันเสมอ
        ..................
        ............
        .......
.
ตกกลางคืน........
.
        แสงสว่างจากตะเกียงอันน้อยๆ ใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง ที่ริบหรี่ในบริเวณชานบ้าน ฉันและน้องสาวอีกสองคนนั่งหารือกัน
.
        “เฮ้ย..... วันนี้ลองเล่นซ่อนหากันดีมะ” ฉันเอ่ยชวนน้องสาวทั้งสอง
        “อือ.... อีแบ๊ะ มึงว่าไง” อีรินเห็นชอบพร้อมกับโบ้ยถามอีแบ๊ะ
        “เออๆ.... ดีๆ” อีแบ๊ะตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
        “งั้น..... เป่าฉิ้งฉุบพร้อมกัน” ฉันพูดขึ้น
        “เป่า....... ฉิ้งฉุบ”
.
        ฉันและน้องสาวสองคนพูดพร้อมกัน พร้อมกับสะบัดมือข้างขวาคนละข้าง บ้างก็กำมือเหมือนค้อน บ้างก็หงายมือเหมือนกับกระดาษ
        แต่มือที่หงายกลางอากาศทั้งสองมือ เป็นมือของฉันกับอีริน ส่วนอีแบ๊ะกำมือ
.
        “อีแบ๊ะ มึงเป็นคนไปหา” ฉันตะโกนขึ้น
.
        อีแบ๊ะคว่ำหน้าอยู่ข้างฝา พร้อมกับร้อง “เอายัง.... เอายัง” ส่วนอีรินดับตะเกียง ความมืดมิดปกคลุมทั่วบ้าน ฉันปีนขึ้นไปซ่อนตัวบนขื่อบ้าน และอีรินซ่อนตัวอยู่ข้างล่าง พร้อมกับเอาเสื่อคลุมใกล้ๆ กับตู้เสื้อผ้า
.
        “ตุ๊บ.... ตุ๊บ”
.
        เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาของอีแบ๊ะ เดินหาฉันกับอีรินจนทั่วห้อง แต่ไม่พบตัวฉันและอีรินที่ยังอยู่ภายในห้อง
.
        “ฮือๆๆ .... อีบูรณ์ อีริน อยู่ไหน” อีแบ๊ะเริ่มร้องไห้ และโวยวาย
.
        สักพักหนึ่ง อีแบ๊ะปล่อยโฮออกมาด้วยความรู้สึกหวาดกลัว
.
        “ฮือๆๆๆๆๆๆ......”
.
        ฉันปีนลงมาจากขื่อบ้าน มาหาอีแบ๊ะ พร้อมกับกระซิบที่ข้างหู
.
        “อย่าร้อง.... เดี๋ยวผีจะได้ยิน”
.
        ได้ยินเช่นนั้น อีแบ๊ะตัวสั่นงันงก พร้อมกับหยุดร้องโดยพลัน อีรินก็เดินออกมาจากที่ซ่อน
.
        “อีบูรณ์ อีแบ๊ะ ไปนอนเหอะ พรุ่งนี้จะได้ลุกแต่เช้า” อีรินออกปากชวน
        “อือ....” ฉันตอบรับพร้อมกับพาอีแบ๊ะเข้านอน
        ………………………….

        “นะโมตัสสะ ภัคคาวะโต อาระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ.....”
.
        ฉันมักจะสวดมนต์ไหว้พระเช่นนี้ก่อนนอนทุกครั้ง ทำมาตั้งแต่จำความได้ เพราะฉันเคยอยู่กับยายที่ถือศีลอยู่ภายในวัด ทุกวันพระช่วงเข้าพรรษา
        ..................
        ............
        .......
.
เช้าวันต่อมา....
.
        “อีบูรณ์ มันบ้ารึเปล่าน่ะ มันไปนั่งเขี่ยดินอยู่แถวนั้นทำไม” ชายวัยกลางคนในหมู่บ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
        “เออ.... ฉันว่ามันคงบ้าไปแล้วมั้ง” เด็กหนุ่มที่มาด้วยกันกล่าวเสริม
.
        ฉันไม่สนใจเสียงวิจารณ์เหล่านั้น ฉันยังคงนั่งเขี่ยดินใต้ต้นไม้ สายตาของฉันพบวัตถุบางอย่างที่เรียกว่า “เงิน”
.
        “เจอแล้ว” ฉันรำพึงอยู่ในใจ
.
        พื้นดินกลบเหรียญสลึง บางๆ มากพอที่จะเขี่ยดินมองเห็น บริเวณที่ชาวบ้านมาอาบน้ำเมื่อวานเอาเสื้อผ้ามาพาดไว้ แล้วฉันเขี่ยดินหาเงินไปเรื่อยๆ จนได้เงินพอมาซื้ออาหารแบ่งให้น้องกิน
.
        ฉันเก็บความลับนี้อยู่ภายในใจมานาน และไม่เคยบอกใคร
.
        บ่อยครั้งในตอนเช้า ฉันมานั่งเขี่ยดินหาเงินแถวนั้น ส่วนอีรินก็หุงข้าวอยู่ที่บ้าน
        ..................
        ............
        .......
.

มีอยู่ช่วงหนึ่ง............

        เมื่อเจ้าของบ่อปลาแห่งหนึ่ง ซึ่งบ่อของเขาอยู่ไม่ไกลจากบ้านฉันนัก หลังจากพวกเขาจับปลาในบ่อแล้ว ก็ให้ชาวบ้านเข้าไปจับปลาในบ่อได้อย่างอิสระ ฉันกับน้องสาวถือถังยืนรอดูเหล่าชาวบ้าน ทั้งชายหญิงลงไปจับปลาอย่างพัลวัล

        ฉันกลับสังเกตุเห็นวัตถุหนึ่ง อันเรียวยาวโผล่ออกมาจากบ่อ ห่อหุ้มด้วยโคลนตม อยู่ใกล้กันกับผู้ที่กำลังสาละวนหาปลากันใหญ่

        "อีริน...... อีแบ๊ะ......... พวกมึงรออยู่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวกูลงไปก่อน" ฉันบอกกับน้องสาว

        "อื่อ......" น้องสาวทั้งสองรับคำ

        ในมือฉันหิ้วถัง พร้อมกับพาตัวเองเข้าไปหาวัตถุ ที่ดูราวกับดินโคลนแหลมๆ ทู่ๆ โผล่ออกมา

        ฉันดึงมันขึ้นมาจากดิน ปรากฎว่าเป็น...........

        "ปลาช่อนตัวใหญ่"

        เมื่อชาวบ้านเห็นฉันหยิบปลาขึ้นมา สายตาหลายคู่ของชาวบ้านต่างแสดงออกถึงความประหลาดใจ ในการกระทำของฉัน

        พวกเขาคงจะนึกไม่ถึงว่า

        "ฉันจะเป็นคนช่างสังเกตุ"

        และไม่นึกว่า สิ่งที่เขาเดินผ่านไปผ่านมา โดยมิสนใจมัน

        จะเป็น "ปลาช่อน" ที่พวกเขาเดินหากันให้ควั่ก

        ..................
        ............
        .......
.
ตกเย็น........
.
        “โฮ่งๆๆๆๆ....”
        “เพล้งงงง.......”
        “พลั่กก... พล่อก...”
        “เอ๋งงงง......”
        “ตุ๊บบบบ....”
        “ปึ้ง... ปึ้ง... ปึ้ง...”
.
        เสียงหมาเห่า เสียงโอ่งแตก เสียงเตะหมา เสียงหมาร้อง เสียงฝีเท้า และเสียงปิดประตู หน้าต่างบ้าน ดังเป็นกิจวัตรเสมอ
        ชายคนหนึ่งเดินมาที่บ้าน ด้วยอาการเมามาย เดินโซซัดโซเซ เจอหมา เป็นได้เตะหมา เจอโอ่ง ก็หยิบเอาไม้หน้าสามฟาดจนโอ่งแตก ชาวบ้านต่างพากันหวาดกลัว ถึงกับรีบวิ่งหนี ปิดบ้านกันโกลาหล ถ้าเด็กร้อง พ่อแม่จะบอกกับเด็กคนนั้น
.
        “ลุงทรมา... ลุงทรมา...”
.
        เด็กคนนั้นหยุดร้องทันที ชายคนที่กล่าวถึงคือ “ลุงทร” คนเดียวกันกับคนที่ฉันและน้องอีกสองคนคุ้นเคยนั่นเอง
.
        “เฮ้ย... ลุงทรมาแล้ว อีริน อีแบ๊ะ รีบหาที่ซ่อนเร็ว” ฉันร้องสั่งเมื่อเห็นลุงทรเดินมาที่บ้าน
        “เออๆ ... รู้แล้ว” อีรินร้องบอกพร้อมกับจูงมืออีแบ๊ะวิ่งเข้าไปในยุ้งข้าว
.
        ฉันก็วิ่งไปแอบรวมกันกับน้องสาวอีกสองคนเข้าไปอยู่ในยุ้งข้าว พร้อมกับปิดประตู ฉันและน้องสาวเห็นว่าเป็นเรื่องสนุก เหมือนกับการเล่นซ่อนหากัน
.
        “ตุ๊บ ... ตุ๊บ ... ตุ๊บ...” เสียงฝีเท้าของลุงทรเดินหาไปทั่วบ้าน
        ฟึ่บบ.... ตึงง....” เสียงประตูยุ้งฉางถูกเปิดออก
        ฉันและน้องสาวอีกสองคนได้แต่ยิ้มแหยๆ เมื่อพบหน้าลุงทรเข้าอย่างจัง
.
        เมื่อลุงทรได้เห็นฉันและน้องสาว ซ่อนตัวอยู่ในยุ้งฉาง น้ำตาเริ่มเอ่อท้นออกมาด้วยความสะเทือนใจ แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบๆ
        ถึงแม้ลุงทรจะแย่ในสายตาของคนอื่น ฉันและน้องสาวกลับเห็นว่า
.
        "ลุงทรดีที่สุดคนหนึ่งในสายตาของพวกฉัน”
.
        อันเปรียบเสมือนกับด้านมืดและด้านสว่าง อยู่ภายในตัวคนเดียว
.
        และลุงทรทำให้ฉันได้ข้อคิดที่สำคัญในการดำเนินชีวิตในภายภาคหน้า คือ
.
.
        “การมองคนอย่ามองที่ด้านเดียว ให้มองในหลายๆด้าน คนเราก็มีสองด้านที่ขัดแย้งกันทั้งดีและเลวอยู่ในตัวคนเดียวกันทั้งนั้น”
.
.
.
© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์  ลิมป์คุ้มธรณี
     ปีที่เผยแพร่ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๐

Comment

Comment:

Tweet