เด็กใจเพชรกับเส้นทางสู่ชัยชนะ » ตอนที่ ๔
posted on 12 Oct 2007 15:34 by autis-mann
ในบางครั้ง...
.
ฉันเดินไปบ้านของยาย พร้อมกับอีรินและอีแบ๊ะ ซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน ต้องเดินผ่านวัด ห่างจากบ้านฉันประมาณห้าร้อยเมตร ฉันชอบคุยกับยายและคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน
.
“แม่ใหญ่ ฉันซักโจงกระเบนให้เอามั้ย” ฉันอาสาเมื่อเห็นโจงกระเบนของยายยังไม่ได้ซัก
“ได้สิ .... แม่ใหญ่เองก็ซักไม่ไหวแล้วเหมือนกัน” ยายตอบ
.
ฉันก็นำผ้าโจงกระเบนไปซัก ใส่น้ำ ใส่ผงซักฟอกนิดหน่อย ขยี้ๆผ้าโจงกระเบน แล้วนำไปตากที่ชานบ้าน
.
“อีบูรณ์ ช่างเป็นคนดีจริงๆ รู้จักบุญคุณคน โตขึ้นจะตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” ยายเอ่ยปากชม
.
เมื่อฉันได้ยินคำชมจากยาย ความยินดีปรากฏออกมาที่ใบหน้าฉันอย่างชัดเจน
หลังจากซักผ้าโจงกระเบนให้ยายเสร็จ สายตาฉันเห็นตาเต่ากำลังตำข้าว บ้านของตาเต่าอยู่ถัดจากบ้านของยายออกไป
.
“พ่อเฒ่าเต่า ให้ฉันช่วยมั้ย” ฉันอาสา
“ได้... มาสิ... มา” ตาเต่าตะโกนบอก
“อีบูรณ์ .... กูไปดา” อีรินกับอีแบ๊ะร้องพร้อมกัน
“อีริน อีแบ๊ะ มา.... มา.... มา.... มากินนมเร็ว” ยายเรียกน้องสาวทั้งสองพร้อมกับนมข้นหวานชงกับน้ำร้อนสองแก้วในมือ
.
เมื่อน้องสาวทั้งสองได้ยินว่ายายชงนมให้กิน รีบวิ่งไปหายายทันที แล้วรับแก้วนมจากมือยายมาดื่ม ดื่มหมด ก็เอานิ้วจิ้มนมข้นที่ตกตะกอนอยู่ก้นแก้ว มาจิ้มดูด จิ้มดูดกันอย่างสำราญใจ
ส่วนฉันเดินไปช่วยตาเต่าตำข้าว ซึ่งสมัยก่อนยังไม่มีโรงสีข้าว การตำข้าวที่บ้านตาเต่าจึงใช้ครกกระเดื่องตำ มีลูกชายมาช่วยตำก่อนอยู่แล้วคนหนึ่ง ครกกระเดื่องต้องใช้คนเหยียบสองสามคน ฉันตัวเล็กที่สุด ก็ไปช่วยเหยียบ ทั้งๆที่ไม่มีแรงเท่ากับผู้ใหญ่
ระหว่างที่ฉันไปช่วยตำข้าว ตาเต่ามักจะสอนอยู่เสมอว่า
.
“อีบูรณ์เอ๋ย... ถึงตอนนี้จะลำบากยังไง ก็อย่าน้อยใจในชีวิตของตัวเอง อย่ายอมแพ้ อนาคตข้างหน้าอาจจะดีขึ้นอย่างที่ทุกคนคาดไม่ถึง”
“ให้เป็นคนดี มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ จะได้มีแต่คนรักเรา”
.
เมื่อตำข้าวจนแตกหมด ฉันช่วยเอาข้าวในครกกระเดื่อง มาใส่กระด้ง แล้วฝัดเอาเฉพาะข้าวสารเก็บเอาไว้หุงต่อไป
และตาเต่าอวยพรให้ฉันก่อนจะกลับ
.
“ขอให้มีความสุข ความเจริญเด้อ อีบูรณ์เอ๋ย เอ็งเป็นคนดี ยังไงต้องมีแต่คนรักเอ็งนั่นแหละ”
“จ๊ะ พ่อเฒ่าเต่า งั้นฉันกลับก่อนนะ” ฉันพูดพร้อมกับยกมือไหว้
“เออ.... ดีๆ”
..................
............
.......
.
ในตอนบ่าย....
.
“อีริน อีแบ๊ะ ตอนนี้พวกเราไปอาบน้ำก๊ะห้วยก่อนดีกว่ามั้ย เราจะได้ไปอาบรอเขาก่อนไง” ฉันเสนอความเห็น
“ดีๆ ไปที่ห้วยกันเลยดีกว่า” น้องสาวทั้งสองตอบพร้อมกัน
.
ฉันและน้องสาวเดินออกมาจากหมู่บ้าน ไปยังลำห้วยที่อยู่ใกล้กับที่นาของฉัน ถึงแม้นว่าบ้านของฉันจะอยู่ใกล้กับสระน้ำ แต่ฉันชอบพาน้องไปอาบน้ำที่ลำห้วยเสมอ
บางครั้งฉันจะนุ่งผ้าถุงปีนขึ้นขึ้นไปบนต้นไม้สูงๆ หรือบริเวณริมสะพานใกล้ๆกันกับฝั่ง แล้วกระโดดลงมา
.
“ตูมมม.... ซ่าาาา...”
.
เสียงตัวฉันกระแทกลงบนผืนน้ำดังสนั่น ละอองน้ำสาดกระเซ็นไปทั่วฝั่ง
ผ้าถุงที่ฉันใส่อยู่ ลอยขึ้นมาอยู่ในระนาบเดียวกันกับพื้นน้ำ ฉันชอบเอามือตีผ้าถุงให้พองขึ้นมาเป็นลูกโป่ง ลอยเล่นอยู่บนผืนน้ำ
ในวันนั้น ฉันพาน้องมาอาบน้ำที่ห้วยก่อนคนอื่น บริเวณกลางลำห้วยจะลึกมาก ใบหน้าของอีรินกับอีแบ๊ะ ระรื่นไปด้วยความดีใจ ที่ได้มาเล่นน้ำก่อนคนอื่น ตามปกติถ้ามีผู้ใหญ่มาจะให้น้องเล่นน้ำอยู่ใกล้ฝั่ง
ไม่ทันคาดคิด อีแบ๊ะรีบวิ่งไปที่กลางสะพานแล้วกระโดดลงกลางลำห้วย
.
“ตูมมม.... ซ่าาาา...”
.
อีรินก็ตามไปอยู่ที่กลางสะพาน ก็กระโดดตามอีแบ๊ะลงไป
.
“ตูมมม.... ซ่าาาา...”
.
ภาพที่ฉันเห็นอยู่กลางสะพาน เป็นอีรินกับอีแบ๊ะโผล่ขึ้นมา และกอดกันจม แล้วโผล่ขึ้นมาอีก ดำผลุบดำโผล่อยู่อย่างนั้น
ฉันตัดสินใจทำบางอย่างลงไป
.
“ตูมมม.... ซ่าาาา...”
.
ร่างของฉันอยู่กลางลำห้วยกับน้องสาวสองคนเรียบร้อยแล้ว ฉันกระโดดลงไปช่วยทั้งๆที่ยังว่ายน้ำไม่เก่ง อีรินกับอีแบ๊ะรีบคว้าตัวฉันไว้ตามสัญชาติญาณ ราวกับว่าตัวฉันนั้นเป็นขอนไม้ลอยมาให้เกาะ น้องสาวสองคนกอดคอฉันไว้แน่น ฉันหายใจไม่ออก ร่างของฉันกับน้องเริ่มจะดำดิ่งลงสู่ใต้ผืนน้ำ สติสัมปชัญญะเริ่มจะเลือนรางลง
ขณะเดียวกัน ชายวัยกลางคนสองคนกำลังเลี้ยงควายอยู่บริเวณนั้น สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติที่พวกฉันข้ามสะพานมาไม่ถึงอีกฝั่ง หนึ่งในสองคนรีบวิ่งมาดูที่กลางสะพาน
.
“เฮ้ย.... มีเด็กกำลังจมน้ำโว้ย!!! มาช่วยกันหน่อยเร็ววว... อ้าว... ไอ้ดำ มึงมาพอดี รีบมาช่วยพวกมันหน่อยเร็ววว...” ชายคนนั้นตะโกนบอกชายอีกคน ที่กำลังเลี้ยงควายอยู่กับไอ้ดำ เด็กหนุ่มในหมู่บ้าน ซึ่งกำลังเดินผ่านมาพอดี
ชายคนที่ตะโกนรีบกระโดดลงไปช่วยฉันก่อน อีกสองคนรีบกระโดดลงมาสมทบ
.
“ตูมมม.... ซ่าาาา...”
.
พวกเขาทั้งสามคน รีบดำน้ำลงไปดึงร่างของฉันกับน้องก่อนที่จะจมลงสู่ก้นห้วย ดึงขึ้นมายังฝั่ง
.
“ตุ๊บๆ... ตุ๊บๆ...”
.
พวกเขาเอามือทุบหลังฉันและน้องสาวให้สำลักน้ำออกมา จนพื้นที่บริเวณนั้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำ
.
“ค่อกๆ... แค่กๆ...”
.
ฉันฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับลืมตาขึ้นมาเห็นใบหน้าของผู้ช่วยชีวิตฉันและน้องสาว ส่วนอีรินกับอีแบ๊ะก็ ได้สติกลับคืนมาเช่นกัน
.
“ดีนะที่กูมาเห็น ผมพวกมึงลอยอยู่บนน้ำ พวกมึงกำลังจะตายกันอยู่แล้ว รู้มั้ย” ลุงคนที่มาช่วยเริ่มต่อว่า
“พวกมึงทำไมไม่เล่นอยู่ก๊ะฝั่ง ก็รู้อยู่ว่ากลางห้วยมันลึก อีบูรณ์มึงเป็นพี่ ทำไมไม่รู้จักดูน้องให้ดีๆ” ลุงอีกคนต่อว่าซ้ำ
.
ฉันได้แต่อ้ำอึ้ง พูดอะไรไม่ออก
..................
............
.......
.
ช่วงหัวค่ำ...
.
ฉันเก็บเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อตอนบ่ายอยู่ในความทรงจำ ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง เพราะกลัวจะโดนต่อว่าอีก
แต่ฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมากตามประสาเด็ก เหมือนกับอีรินและอีแบ๊ะ ไม่มีสีหน้าวิตกกังวลแต่อย่างใด
ทุกวันฉันและน้องมักจะนอนแต่หัวค่ำเสมอ พวกเราไม่มีอะไรจะทำนอกจากเล่นกันตั้งแต่ตอนเย็นจนถึงมืดค่ำ
นอกจากจะเล่นซ่อนหาแล้ว พวกเราสามคนพี่น้อง ก็มีการเล่นอย่างอื่นอีก ฉันและน้องสาวช่วยขุดดินเป็นร่อง แล้วเอาไม้อันเล็กๆวาง จากนั้นใช้ไม้อีกอันงัดไปให้ไกลที่สุด ถ้าใครงัดไกลที่สุดคนนั้นชนะ พวกเราเรียกการเล่นแบบนี้ว่า “การเล่นหึ่ง”
.
“ป๊อกก...”
.
ไม้โดนหัวคิ้วฉันเต็มๆ ขณะที่ฉันเดินไปดูไม้อันที่ฉันดีดออกไปแล้วว่าไกลแค่ไหน ฉันกำลังเอาไม้ขีดทำเครื่องหมายเอาไว้บนพื้นดิน
ฉันหันกลับไปเห็นอีแบ๊ะ กับไม้งัดอีกอันอยู่ในมือ ฉันรู้สึกเจ็บ พาลโกรธน้องสาวคนเล็กขึ้นมา
ฉันนึกอุบายออกมาได้อย่างหนึ่งที่จะแกล้งอีแบ๊ะ
.
“เออ... ใช่ วันนี้น้ำมันตะเกียงหมดนี่ อีแบ๊ะ มึงออกไปซื้อสิ” ฉันสั่งแกมบังคับ
“ให้กูไปคนเดียวนิ” อีแบ๊ะร้องถาม
“ใช่... มึงไปคนเดียว” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ให้อีรินไปดาไม่ได้นิ มันมืด กูกลัวผี” อีแบ๊ะตั้งเงื่อนไข
“ไม่ได้ .... เออ... งั้นเอางี้ มึงอยู่เฝ้าบ้านคนเดียวนี่แหละ กูกะอีรินจะออกไปซื้อน้ำมันเอง” ฉันปฏิเสธพร้อมกับตั้งเงื่อนไขขึ้นมาใหม่
“ก็ได้.... งั้นกูออกไปซื้อเอง” อีแบ๊ะตอบรับอย่างไม่มีทางเลือก
.
แล้วอีแบ๊ะก็รับเงินจากฉัน เดินออกไปซื้อน้ำมันใส่ตะเกียงด้วยความจำใจ ที่ร้านอยู่ไกลออกไปจากบ้านฉันราวๆห้าร้อยเมตร ในระหว่างทางมีต้นไม้รกครึ้มเต็มสองข้างทาง ราวกับว่ามีภูติ ผี ปิศาจมายืนตั้งแถวรอรับ
อีแบ๊ะเดินไปตามทางเล็กๆ อันแสนจะเปล่าเปลี่ยวและวังเวง
.
“ฮือๆๆๆ....”
.
เสียงร้องไห้ของอีแบ๊ะดังไปตลอดทาง แต่หารู้ไม่ว่าฉันและอีรินแอบเดินตามหลังไม่ห่างนักไปตลอดทางเช่นกัน
ถึงแม้ใจหนึ่ง ฉันรู้สึก “สะใจ” ที่ได้แกล้งน้อง ขณะที่อีกฟากหนึ่งของจิตใจกลับรู้สึก “สงสาร” น้องอย่างจับใจ โดยไม่สามารถอธิบายออกมาได้
..................
............
.......
.
ในกลางดึก....
.
“ค่อกกก....”
.
ฉันสะดุ้งตื่น และได้ยินเสียงนี้ออกมาจากในเล้าไก่ ฉันรู้ได้ทันทีว่า “มีคนมาขโมยไก่แน่ๆ”
.
“อีบูรณ์ มีคนมาขโมยไก่น่ะ” อีรินกระซิบ
“ชู่ววว... รู้แล้ว อย่าเสียงดัง เดี๋ยวมันจะได้ยิน” ฉันกระซิบตอบ
.
ฉัน อีริน รวมทั้งอีแบ๊ะ ต่างก็รู้ว่ามีคนมาขโมยไก่ แต่ในตอนนั้นไม่มีใครกล้าลงไปดูที่เล้าไก่
..................
............
.......
.
เช้าวันต่อมา....
.
“อีบูรณ์ มาดูสิ ไก่หายสองตัว” อีรินร้องเรียก
.
ฉันกับอีแบ๊ะวิ่งมาดูที่เล้าไก่ พบว่าแม่ไก่ ปกติจะฟักไข่อยู่ในรังของมัน ที่พ่อซื้อมาเลี้ยงไว้ หายไปสองตัว
.
“เอาไงดี อีบูรณ์” อีรินถามฉัน
“ช่างเถอะ เขาไม่สงสารเรา ก็ช่างเขา เขาอยากได้ไก่ไปก็ให้เขาเอาไปเถอะ” ฉันพูดด้วยความรู้สีกปลงสังเวช
..................
............
.......
.
หลายวันต่อมา....
.
“เฮ้ย.... อีบูรณ์ อยู่มั้ย” ตาทรตะโกนเรียก
“อยู่จ๊ะ” ฉันขานรับจากใต้ถุนบ้าน ขณะกำลังนั่งเล่นอยู่กับอีรินและอีแบ๊ะ
.
ฉันกับน้องสาวสองคนวิ่งมายังหน้าบ้าน สายตาของพวกฉันจับจ้องไปที่ “สัตว์หน้าขน” ตัวขนาดย่อม ซึ่งลุงทรใช้มือซ้ายอุ้มอยู่
.
“แม่ใหญ่ฝากมาให้เลี้ยงน่ะ พอดีลุงเที่ยงแกมีแมวอยู่หลายตัว เอาตัวนี้มาให้แม่ใหญ่เลี้ยง แกเลี้ยงไม่ไหวน่ะ” ลุงทรอธิบาย
“จ๊ะ... ฉันจะเลี้ยงมันอย่างดีเลย” ฉันตอบพร้อมกับยื่นมือไปอุ้มแมว
.
แมวตัวนี้มีลักษณะของแมวสามสี ผสมระหว่างสีขาว เทา และน้ำตาล เป็นตัวเมีย กำลังเข้าสู่วัยสาว ตัวไม่ใหญ่นัก เมื่อแรกสัมผัส ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับแมวตัวนี้อย่างบอกไม่ถูก
ทุกๆวัน ฉันและน้องสาวหากับมาคลุกข้าวให้แมวกินจนมันอ้วนท้วน เล่นกับมัน หาเห็บหาหมัดให้ เมื่อถึงเวลานอน ฉันมักจะนำมันเข้ามานอนด้วยเสมอ
อีแบ๊ะเป็นคนตั้งชื่อแมวตัวนี้ว่า “นังนกกระปูด” เพราะอีแบ๊ะเห็นนกกระปูดอยู่ตามลำห้วย ก็รู้สึกชอบ ชื่อนี้จึงเป็นของแมวตัวนั้นนับแต่นั้นมา
..................
............
.......
.
กลางดึกคืนหนึ่ง....
.
“งาว... งาว... งาว...”
.
เสียงใหญ่แบบนี้ที่ฉันได้ยินอยู่นาน เป็นเสียงนกกระปูด แมวของฉันไม่ผิดแน่ ฉันกับน้องสาว ฉันกับน้องสาวรู้สึกได้ทันที ฉันกับอีรินและอีแบ๊ะก็ลุกขึ้น เดินออกมาที่นอกชานบ้าน
พลัน!!! สายตาของฉันและน้องสาวเหลือบไปเห็น แมวของฉันอยู่ข้างโอ่งแดง ในปากคาบปลาตัวใหญ่ที่กำลังดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ฉันสบตากับนกกระปูดแว่บหนึ่ง มันก็คายปลาวางไว้ที่พื้น แล้วเดินหายลับเข้าไปในสวนท่ามกลางความมืด
ท่ามกลางความแปลกใจ และสงสัยในสิ่งที่เห็น ปกติแมวจะไปจับหนู แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ฉันจับปลาที่แมววางเอาไว้ โดยที่ปลายังไม่ตาย ใส่ไว้ในถังพร้อมกับเอาฝาปิดไว้ เก็บไว้เป็นอาหารมื้อเช้า
คืนแล้ว คืนเล่าที่แมวหาปลามาให้เรา และร้องเรียกให้มาเอาปลา ประหนึ่งว่า “มันเรียกลูกของมัน”
ทุกๆคืน หลังจากนั้น ฉันและน้องสาวจะคอยฟังเสียงแมวร้องตลอด สังเกตว่า “ถ้าแมวร้องเสียงใหญ่ ในคืนนั้นจะมีปลา แต่ถ้าร้องเสียงเล็กก็ไม่มีปลา” และมีอยู่หลายครั้ง สิ่งที่แมวคาบมาให้จะไม่ใช่ปลา แต่เป็นเนื้อหมูหรือเนื้อวัวชิ้นใหญ่
เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง ฉันกับน้องสาวก็ยังรู้สึกแปลกใจ แต่ไม่คิดอะไรมาก ขอแค่มีอาหารประทังชีวิตในแต่ละวันก็พอ
ฉันและน้องสาวต่างก็รู้สึกได้ว่า
“แม่ยังคอยดูแลและอยู่ใกล้พวกเราเสมอ”
และทำให้ฉันรับรู้ด้วยว่า
“สิ่งที่ตาเต่าอวยพรให้ฉันส่งผลลัพธ์แบบนี้นี่เอง”
.
.
.
© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์ ลิมป์คุ้มธรณี
ปีที่เผยแพร่ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๐