จำเนียรกาลผันผ่านเกือบครบหนึ่งปี....
. 
        นับแต่พี่สาวของฉันออกไปทำงานยังต่างถิ่น ฉันและน้องสาวอีกสองคน ต่างก็ดำรงชีวิตแบบพอมีพอกินในแต่ละวัน ไปเรื่อยๆ ไม่ถึงกับอดอยาก ฉันกับน้องสาวเข้าไปในหมู่บ้านไม่บ่อยนัก แต่สังเกตเห็นชาวบ้านเขาดองหน่อไม้กัน
ด้วยการสับหน่อไม้ออกเป็นฝอย นำไปแช่น้ำ โรยเกลือใส่ไว้นิดๆ แล้วเก็บเอาไว้หนึ่งคืน รุ่งเช้าจึงขยำหน่อไม้ จากนั้นอีกราวๆสองสามวัน ก็นำน้ำซาวข้าวเทใส่ลงไปพอท่วมหน่อไม้ หลังจากนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์ ถึงจะนำหน่อไม้ดองออกมากินได้
        ..................
        ............
        .......
.
อยู่มาวันหนึ่ง....
.
        อีรินล้างไหไว้ดองหน่อไม้ ล้างเสร็จ ก็คว่ำไหไว้แถวๆโอ่งอาบน้ำ เรียงไว้บริเวณหญ้าที่ขึ้นรกครึ้มอยู่ใกล้ๆ
        อีรินเดินมาช่วยฉันสับหน่อไม้ แต่หารู้ไม่ว่า อีแบ๊ะ ซึ่งนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ตรงใต้ถุนบ้าน เผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย
        สักพักหนึ่ง อีรินช่วยฉันเตรียมหน่อไม้เสร็จ เดินกลับมาดูไหที่คว่ำไว้ เห็นไหใบหนึ่งตั้งขึ้นมา
.
        “เอ๊ะ.... เราก็คว่ำไหหมดแล้วนี่หว่า ทำไมใบนี้ถึงตั้งขึ้นมาล่ะเนี่ย รึว่าเราลืมคว่ำเอาไว้” อีรินรำพึงอยู่ในใจ
.
        อีรินถือผ้ามาด้วย นำมาเช็ดไหใบนั้น เอามือล้วงเข้าไป สัมผัสถึงสิ่งแปลกปลอมที่เหนียวเหนอะหนะอยู่ภายในไห
        อีรินรีบชักมือออกมาโดยพลัน
        สิ่งที่ติดอยู่ที่มือของอีริน มีลักษณะเป็นสีเหลืองหม่นๆ เหนียวๆ แถมยังส่งกลิ่นเหม็นออกมาอย่างร้ายกาจ
        อีรินรีบล้างมือทันที ขณะที่อีแบ๊ะ ซึ่งเฝ้ามองโดยตลอด แอบหัวเราะอยู่หลังเสาบ้าน
.
        “อีแบ๊ะ!!! มึงใช่มั้ย ที่ขี้ใส่ไหน่ะ” อีรินตวาดขึ้นด้วยความเกรี้ยวกราด พร้อมกับหยิบไม้เรียวยาวขนาดหนึ่งเมตรครึ่งขึ้นมา
        “ฮ่ะๆๆๆๆ.....” อีแบ๊ะส่งเสียงหัวเราะแทนคำตอบ พร้อมกับรีบวิ่งเข้าไปในสวนทันที
        “อย่าหนีนะ.... มึง” อีรินตวาด พร้อมกับเร่งฝีเท้าไล่กวดตามหลังอีแบ๊ะ
.
        อีรินวิ่งไล่ตีอีแบ๊ะ ส่วนอีแบ๊ะก็เร่งฝีเท้าวิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต โดยไม่มีใครยอมใคร วิ่งไล่กันจากในสวน วนกลับมาอยู่ในบริเวณบ้านหลายรอบ
        วิ่งไล่กันอยู่นาน ความอ่อนเพลียเริ่มถามหา ฉันสังเกตได้จากอาการหอบ “แฮ่กๆ” ของทั้งคู่ จู่ๆ อีแบ๊ะก็ล้มลงสิ้นสติบนพื้น แน่นิ่ง
.
        “เฮ้ย!!! มันเป็นอะไรวะ อีบูรณ์” อีรินร้องถามอย่างละล่ำละลัก
.
        ฉันเห็นดังนั้น ก็รู้ได้ทันที พร้อมกับรำพึง
.
        “เอาอีกแล้ว อีแบ๊ะ”
.
        และแล้วความคิดหนี่งก็แว่บขึ้นมาบนหัวโดยพลัน
.
        “สงสัยมันจะตายแล้วมั้ง เฮ้ย!!! อีริน มึงเตรียมขุดหลุมฝังอีแบ๊ะไว้ใต้ต้นมะม่วงเร็วๆ” ฉันร้องสั่งเสียงเข้ม
        “เออ... ได้ ขุดตรงโน้นเลยใช่มั้ย” อีรินตอบรับ พร้อมกับถามขณะที่ยังหอบอยู่
        “ตรงนั้นนั่นแหละ” ฉันร้องบอก
.
        อีรินแกล้งเดินไปหยิบจอบ แบบรู้ทันกันกับฉัน ทันใดนั้น อีแบ๊ะลุกขึ้นมาตวาดเสียงลั่น
.
        “กูยังไม่ตายนะโว้ย อีห่ากินมึ้งง...”
        ..................
        ............
        .......
.
หนึ่งวันก่อนวันสงกรานต์...
.
        บางครั้งพี่สาวฉันก็มาเยี่ยม แต่ก็มาอยู่ด้วยกันไม่นาน ส่วนใหญ่จะกลับมาซื้อข้าวสารไว้ให้
        วันนี้เป็นวันสำคัญ ที่พวกฉันสามพี่น้องต่างก็ตั้งความหวังว่า “พี่สาวจะกลับมาบ้าน” เหมือนกับคนอื่นๆที่ทำงานอยู่ต่างถิ่น กลับมาหาญาติพี่น้องกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
        ภาพของคนในหมู่บ้าน ซึ่งกลับมาจากทำงานถิ่นอื่น มีญาติพี่น้องในหมู่บ้านมารับ เป็นภาพที่ฉันและน้องสาวเห็นจนชินตา ก่อนที่จะถึงวันขึ้นปีใหม่แบบไทยๆ พวกเราสามคนพี่น้องนั่งมองทางจากบริเวณบ้านจนถึงเย็น
.
        “อีบูรณ์ มึงว่าพวกพี่เอียดจะกลับมามั้ย” อีรินถามขึ้นมา
        “ไม่รู้เหมือนกัน” ฉันตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
.
        ฉันนั่งคุยกับน้องสาวสองคน ด้วยความรู้สึกเปลี่ยวเหงา เมื่อใดมองไปยังทางหน้าบ้าน ก็ยังไม่เห็นเงาร่างของพี่สาวปรากฏอยู่แถวนั้นสักครั้ง
.
        “พวกพี่เอียดยังไม่มาหรอก ไปนอนเหอะ” ฉันเอ่ยชวนน้องสาวทั้งสอง
.
        อีรินกับอีแบ๊ะเดินตามขึ้นไปบนบ้านอย่างว่าง่าย
        ฉันกลับขึ้นไปนอนบนบ้าน พร้อมกับคำถามหนึ่งดังขึ้นอยู่ในหัว
.
        “ทำไมพวกพี่เอียดยังไม่กลับมาสักที”
        ..................
        ............
        .......
.
กลางดึกคืนนั้น...
.
        “บรู๊ว---------ว....”
.
        เสียงหอนอันโหยหวน ชวนขนลุกขนพองของสุนัข ทั้งที่อยู่ใกล้บ้านและไกลออกไป ดังพอที่จะทำให้ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ภายในใจกลับรู้สึกหวั่นเกรงบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ฉันไม่อยากเผชิญหน้าด้วย
.
        “คราวนี้เราจะเจออะไรอีกหนอ”
.
        เมื่อคิดได้ดังนี้ หูฉันกลับได้ยินเสียงอยู่บริเวณเรือนชาน
.
        “ตุ่บ.... ตุ่บ...... ตุ่บ.....”
        “ตึ่ง..... ตึ่ง...... ตึ่ง......”
        “ซ่าาาา.... ซ่าาาา.......”
        “ฮิๆๆๆ.... ฮ่าาาา.......”
.
        จากสำเนียงที่ถ่ายทอดออกมา ฉันได้ยินอย่างชัดเจน พวกที่วิ่งขึ้นมาเล่นสงกรานต์บนบ้านฉัน ฉันรับรู้ได้ว่า มีทั้งหญิงและชายจำนวนมาก เล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน ฉันได้แต่นอนฟังตัวแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ท่อนหนึ่ง ฉันไม่มีความกล้าพอที่จะลุกออกไปดูว่า
.
        “พวกเขาเป็นใครกันแน่”
.
        แม้นภายในใจจะกระหายใคร่รู้ก็ตามที
        สิ่งหนึ่งที่ฉันพอจะทราบก็คือ
.
        “พวกเขาไม่ใช่คนบนโลกใบนี้”
.
        “บรู๊ว---------ว....”
.
        เสียงหอนสุดแสนจะโหยหวนดังขึ้นอีกครั้ง เสียงคนเล่นสาดน้ำอยู่บริเวณบ้านค่อยๆเงียบหายไปพร้อมกับเสียงหอนของสุนัข
        ฉันกลับรู้สึกได้ว่า
.
        “พวกเขามาปลอบประโลมพวกฉัน ไม่ให้รู้สึกเปลี่ยวเหงา ที่อยู่กันเพียงสามคนพี่น้อง และส่งสารออกมาว่าแถวนี้ยังมีพวกเขาอยู่”
.
        พอคิดได้เช่นนี้ ทำให้
.
        “ฉันไม่รู้สึกกลัวพวกเขาอีก”
.
        ฉันข่มตาหลับลง นอนหลับอย่างเปี่ยมสุขในคืนนั้น
        ..................
        ............
        .......
.
เช้าวันสงกรานต์...
.
        “เอ๊ก.... อี๊.... เอ๊ก.... เอ๊กกกก.....”
.
        ตะวันเริ่มทอแสง พร้อมกับเสียงไก่โต้งประชันขันแข่งพลังเสียงกันอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าพวกมันประกวดร้องเพลงกันในงานเทศกาล ฉันลุกขึ้นมาหุงข้าว หุงเสร็จก็ตักข้าวใส่ชามใบใหญ่
.
        “อีริน อีแบ๊ะ ไปทำบุญก๊ะวัดเหอะ” ฉันเอ่ยชวนน้องสาวทั้งสอง
        “ฮื่อ...” อีรินกับอีแบ๊ะพยักหน้าพร้อมกันแทนคำตอบ
.
        ฉันพาน้องสาวทั้งสองคนไปวัด พร้อมกับข้าวเปล่าในชามหนึ่งใบ โดยไม่มีกับข้าว ทุกครั้งที่มาทำบุญฉันมักจะนำเอาเฉพาะข้าวเปล่ามาทำบุญเสมอ เมื่อไปถึงกุฏิ ฉันและน้องสาวจัดแจงตักข้าวใส่บาตร ที่วางไว้รออยู่หน้าอาสน แล้วพากันจุดธูป เทียน ไหว้พระประธาน จากนั้นมานั่งรอชาวบ้านที่จะมาทำบุญ ณ ตรงจุดเดิม
        สักพักหนึ่ง ชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธามากันเต็มกุฏิ พากันตักข้าวเปล่าใส่บาตร เอากับข้าววางไว้บนถาด
        พระภิกษุมาสวดอาราธนา ให้ศีล ให้พร อันเป็นมงคล ในวันขึ้นปีใหม่ตามแบบไทย
        การทำบุญ ทำให้ฉันรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก
.
        “อีบูรณ์ อีริน อีแบ๊ะ มากินข้าวเร็ว”
.
        ยายคนหนึ่งเรียกพวกฉัน ให้มากินข้าวและกับข้าวในถาด ซึ่งพระฉันเหลือไว้ โดยพวกเขาจัดเตรียมไว้ให้พวกฉัน
แต่ฉันได้พาน้องสาวทั้งสองคนเดินกลับบ้านไปก่อนแล้ว
.
        “เฮ้อ.... ทำไมถึงไม่กินข้าววัด แล้วไอ้เด็กพวกนี้ มันอยู่ มันกินกันยังไง”
.
        ยายคนเดิมได้แต่ทอดถอดถอนใจออกมา ด้วยดวงตาสะท้อนแววเวทนา
        ..................
        ............
        .......
.
ในบ่ายวันนั้น....
.
        “เฮ้ย!!! อีบูรณ์ ดูนั่นดิ พี่เอียด พี่ออ ไอ้ฑูรย์ มาน่ะ” อีรินร้องด้วยความลิงโลดใจ
.
        ว่าแล้วอีรินวิ่งลงจากบ้านไปหาพี่สาวทั้งสามคน ที่เดินมาถึงหน้าบ้าน แล้วฉันกับอีแบ๊ะวิ่งตามไปสมทบ
.
        “สวัสดีจ๊ะ พี่เอียด” ฉันเอ่ยทักทาย
        “เออ... สวัสดี เป็นไงบ้างล่ะ อยู่กันได้มั้ย” พี่เอียดเอ่ยถามสารทุกสุขดิบ
        “พวกฉันสามคนสบายดีจ๊ะ อยู่กันได้” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
        “อ่ะ.... เอาขนมมาฝาก พวกมึงเอาไปแบ่งกันซะ” พี่เอียดพูดพร้อมกับยื่นถุงขนมมาให้
        “ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบพร้อมกับรับถุงขนมมา แล้วแบ่งให้อีรินกับอีแบ๊ะ
.
        ฉันรู้สึกสุขใจอย่างมากที่พี่สาวกลับมาบ้าน ถึงจะไม่ได้ไปทำบุญที่วัดเมื่อเช้านี้ก็เถอะ
        วันสงกรานต์ในสมัยนั้นมีเจ็ดวัน ทุกๆปี ชาวบ้านจะมีใบหน้าเปี่ยมสุข สนุกสนาน นอกจากจะมีการเล่นสาดน้ำและประแป้งกันแล้ว ยังมีการละเล่นพื้นบ้าน ทั้งการเล่นสะบ้า และชักคะเย่อกันภายในวัด ผู้คนทุกวัย ทุกเพศ ต่างก็มาร่วมกิจกรรมนี้กันทั้งหมู่บ้าน เพราะที่วัดเปรียบเสมือนศูนย์รวมของหมู่บ้าน
        ขณะที่พี่ออกำลังสาละวนอยู่กับการทำกับข้าว ฉันเดินขึ้นไปหา
.
        “พี่ออ.... ไปทำงานหักข้าวโพด สนุกมั้ย” ฉันถาม
        “โอ้ย.... ลำบากจะตาย ตั้งแต่ลงจากรถ ต้องแบกข้าวสาร เดินขึ้นเขาตั้งเก้ากิโลไปทำงาน พอหักข้าวโพดเสร็จ ก็มาหุงข้าวต่อ พี่เอียดก็ไปตักน้ำ ส่วนไอ้ฑูรย์ก็ไปหาผัก” พี่ออร่ายยาว
        “พี่ออ... ทำงานได้วันละกี่บาท” ฉันถามอีกครั้ง
        “ได้วันละแปดบาท” พี่ออตอบ
.
        ฉันรับรู้ว่า พวกพี่สาวต่างก็ลำบาก แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น พวกพี่สาวก็ต้องทน เพื่อจะมีเงินมาไว้ใช้สอย ซื้อกับข้าว และเสื้อผ้าให้ฉันตอนเปิดเรียน ซึ่งในช่วงนั้น ฉันมีอายุแปดขวบ ถึงเกณฑ์เข้าเรียนชั้นปอหนึ่งในปีนั้น
        ..................
        ............
        .......
.
เมื่อตะวันเริ่มจะลับขอบฟ้า....
.
        พี่สาครกลับมาบ้าน พร้อมกับกล่องเสื้อผ้าใบหนึ่ง
.
        “พี่สาคร ลังเสื้อผ้าของใครเหรอ” ฉันเอ่ยถามพี่สาคร
        “เสื้อผ้าของลูกอา เขาใช้แล้ว เขาฝากเอามาให้พวกมึง” พี่สาครตอบพร้อมกับยื่นกล่องเสื้อผ้าให้ฉัน
.
        ฉันรู้สึกดีใจที่ได้มีเสื้อผ้าชุดใหม่ ใส่ไปเที่ยว ดูเขาเล่นสงกรานต์กันที่วัดในวันพรุ่งนี้
        .........
        ….
.
        กับข้าวมื้อนี้ พี่ออทำอร่อยมาก
        แม้นจะมิได้ลิ้มรสมานาน แต่รสชาติก็ไม่เคยเปลี่ยน
.
        “อีบูรณ์ อีริน อีแบ๊ะ พวกกูมาอยู่ก๊ะมึงไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ต้องกลับไปทำงานอีก” พี่เอียดอธิบาย
        “จ๊ะ พี่เอียด” นั่นเป็นคำตอบสั้นๆของฉัน
.
        ฉันรู้สึกเสมอว่า แม้พี่สาวแต่ละคนจะมีนิสัยแตกต่างกัน แต่ทุกคนก็เป็นคนดี รักและห่วงใยพวกฉันเสมอ
        ..................
        ............
        .......
.
ตกดึกคืนนั้น.....
.
        “แงว..... แงว....... แงว......”
.
        เสียงร้องของนังนกกระปูด แมวของฉัน
        ฉันและน้องสาวรู้ได้ทันทีว่า “วันนี้ต้องคาบอะไรสักอย่าง”
.
        “อีบูรณ์ ทำไมแมวมึงร้องหยั่งงั้นล่ะ” พี่เอียดลุกขึ้นมาถามฉัน
        “อ๋อ....... มันคาบของมาให้จ๊ะ” ฉันบอก
.
        พี่เอียดจ้องหน้าฉัน มองด้วยแววตาสงสัย
        จากนั้นฉันกับพี่สาวและน้องสาวลุกขึ้นเดินมาดู ดวงตาทุกคู่ต่างก็เห็นเนื้อหมูชิ้นใหญ่อยู่ในปากของแมว ท่ามกลางความประหลาดใจของพี่สาวทั้งสี่คน ในขณะที่ฉันและน้องสาวต่างก็คุ้นเคย และเห็นภาพนี้จนชินตา มันวางเนื้อหมูลงไว้กับพื้น แล้วเดินเข้าไปในสวน หายไปกับความมืด
        กับภาพที่เห็นเบื้องหน้า บรรดาพี่สาวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก และต่างพากันคิดว่า
.
        “มันไม่น่าจะเป็นไปได้”
        ..................
        ............
        .......
.
ในวันต่อมา....
.
         ฉันเข้าร่วมงานสงกรานต์ ซึ่งจัดขึ้นภายในวัด โดยสวมชุดใหม่ที่พี่สาครให้มาเมื่อวาน ฉันเดินเข้าไปพร้อมกับพี่สาวและน้องสาว พี่สาวของฉันกลายเป็นจุดสนใจของพวกหนุ่มๆในหมู่บ้าน ดูโดดเด่นกว่าหญิงสาวคนอื่นๆ
        และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันภูมิใจมากเป็นพิเศษ
        ฉันกับอีรินและอีแบ๊ะเดินไปดู ชายหนุ่ม หญิงสาวหลายคนเล่นสะบ้ากันที่ใต้ต้นฉำฉา
        การเล่นสะบ้า จะเล่นโดยนำถ่านไฟฉายตั้งไว้สามอัน ให้หญิงสาวยืนอยู่หลังถ่านไฟฉาย ฝ่ายชายซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน นำไม้อันกลมๆ กลิ้งให้ไปชนถ่านไฟฉาย ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสามอัน ถ้ากลิ้งโดนก็เป็นผู้ชนะ ฝ่ายชายเดินโค้งรับหญิงสาวที่อยู่หลังถ่านไฟฉายมารำวงด้วยกัน ถ้ากลิ้งไม่โดน ฝ่ายชายก็ต้องออกไปรำวงคนเดียว
        นอกจากการเล่นสะบ้า ใกล้ๆกันก็มีการละเล่นชักคะเย่อ ข้างหนึ่งเป็นฝ่ายชายมีสิบคน อีกข้างเป็นฝ่ายหญิงมียี่สิบคน พวกเขาออกแรงดึงกันพอหอมปากหอมคอกันอย่างสนุกสนาน ถ้าฝ่ายชายชนะ จะเดินโค้งรับหญิงสาวอีฝั่งมารำวงด้วยกัน ถ้าแพ้ ต้องนุ่งผ้าถุงออกมารำวง
        พี่สาวของฉันเข้าร่วมเล่นกับพวกเขาด้วย แล้วก็รำวงกันอย่างครื้นเครง
        ฉันกับน้องสาวรู้สึกสนุกไปกับเขาด้วย แม้จะไม่ได้เล่นด้วยก็ตาม
        หลังจากงานเทศกาลสงกรานต์ พี่สาวทั้งสี่คนก็กลับไปทำงานตามเดิม
        ..................
        ............
        .......
.
เมื่อถึงเกณฑ์เข้าเรียน........
.
        ฉันมีอายุแปดขวบ พ่อกลับมาบ้านพาฉันสมัครเข้าเรียนที่วัด ในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประจำ เด็กๆทุกคนในหมู่บ้านจะเข้าเรียนที่วัด มีครูประจำคอยสอนในแต่ละชั้นปี ชั้นละคน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ โดยใช้ใต้ถุนกุฏิเป็นสถานที่สอนนักเรียน
        ส่วนพี่เอียดซื้อชุดนักเรียนให้ฉัน ก่อนที่จะกลับไปทำงานที่เขาแตงโม
.
        “เย้วๆๆๆ..... ลูกกำพร้า แม่ก็ตาย พ่อก็หนี”
.
        ฉันมักจะได้ยินประโยคนี้ทุกครั้งที่มาเรียนหนังสือในแต่ละวัน เพื่อนร่วมชั้นพากันมาล้อเลียนเสมอ
        ฉันไม่ใส่ใจเท่าใดนัก แต่ในใจกลับรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่เหมือนกัน
        ฉันมาเรียนด้วยการสวมชุดนักเรียนเพียงชุดเดียวตลอดทั้งสัปดาห์ และไม่มีรองเท้าสวมใส่ ใช้อุปกรณ์การเรียน มีกระดานชนวนหนึ่งแผ่นกับหนังสือปฐม ก.กา หนึ่งเล่ม ฉันไม่เคยทานอาหารกลางวันเลยสักมื้อ เมื่อใดที่รู้สึกหิวโหย ฉันจะไปวิ่งเล่นอยู่กับเพื่อนๆให้ลืมหิว ถึงแม้พระจะฉันเพลแล้ว ก็จะมีคนมาเรียกนักเรียนที่ทางบ้านฐานะยากจนไปทานข้าว แต่ฉันไม่เคยทานข้าวก้นบาตรเลยสักครั้งเดียว
        สิ่งเหล่านี้กลับเป็นแรงผลักดันให้ฉันตั้งใจเรียน เป็นปมเด่นเพียงจุดเดียวที่ฉันมีมากกว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียน ถ้าเพื่อนคนไหนอยากจะมานั่งใกล้กับฉัน ให้เพื่อนคนนั้นนำสมุด-ดินสอ และขนมมาให้เป็นการแลกเปลี่ยน แล้วฉันจะให้ลอกการบ้าน เพื่อนจึงมักจะมาขอฉันลอกการบ้านเสมอ หลังจากนั้น พวกนั้นก็ไม่มาล้อเลียนฉันอีกเลย
        ในระหว่างที่ฉันไปเรียนหนังสือ อีรินกับอีแบ๊ะก็อยู่ที่บ้าน หรือในบางวันก็ไปอยู่ที่บ้านของยาย
.
        “ถ้ากิ่งไม้กิ่งเดียว จะหัก ก็สามารถใช้กำลังหักได้ง่ายๆ แต่ถ้านำไม้กิ่งเล็กๆหลายกิ่งมามัดรวมกัน ไม่สามารถใช้กำลังหักได้ง่ายๆเหมือนกับกิ่งไม้กิ่งเดียว”
.
        นี่เป็นคำสอนของครูมาก แจ้งกลาง ครูประจำชั้นปอหนึ่ง ได้ให้ข้อคิดในเรื่องความสามัคคี โดยเปรียบเทียบกับกิ่งไม้ ถ้าคนในชาติแตกความสามัคคีเมื่อไหร่ ข้าศึก ศัตรู ก็สามารถเอาชนะเราได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าเรามีความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ สร้างชาติ พัฒนาผืนแผ่นดินไทย อริราชศัตรูก็มิอาจกล้ำกราย เอาชนะเราได้
คำสอนนี้ ประทับอยู่ในความทรงจำของฉันเสมอมา
        ..................
        ............
        .......
.
และแล้ววันหนึ่ง......
.
        พ่อกลับมาจากการทำงานในต่างจังหวัด ตั้งใจมาทำนาอยู่ที่บ้าน พ่อซื้อควายมาให้ฉันเลี้ยงสองตัว แม่-ลูก ตัวลูกควายฉันตั้งชื่อให้มันว่า “อีแบ้” ฉันสนิทกับมันและมักจะไปเล่นกับมันเสมอ
        เมื่อโรงเรียนปิดเทอม ฉันมักจะนำควายสองตัวไปเลี้ยงที่โนนตะหนิน ต้องข้ามห้วยลำเชียงไกร ในปีนั้น เป็นปีน้ำหลาก น้ำในลำห้วยจะมากเป็นพิเศษ ฉันขี่หลังแม่ของอีแบ้ข้ามลำห้วย ควายสองตัวก็ว่ายน้ำข้ามลำห้วยไปอีกฝั่ง แต่น้ำไหลแรงมาก ฉันลื่นพลัดตกลงจากหลังมัน ด้วยสัญชาติญาณ มือของฉันรีบคว้าหางมันไว้ทันที
        ในใจฉันไม่เคยรู้สึกกลัวอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น แต่กลับเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกตามประสาเด็ก
        ..................
        ............
        .......
.
หลายวันต่อมา......
.
        ฉันพาควายสองแม่ลูกออกไปเลี้ยงที่โนนตะหนินเหมือนเคย ทัศนียภาพอันคุ้นตา สองฟากฝั่งของห้วยลำเชียงไกรเต็มไปด้วยต้นไม้หลากสายพันธุ์และกอไผ่อีกหลายกอ
        ฝั่งที่จะขึ้นไปลำห้วยเป็นเนินสูงๆ ลาดชันมาก และมีกอไผ่ขึ้นอยู่ริมเนิน บางกอถูกชาวบ้านตัดเอาไปใช้เหลือแต่ตอ เป็นปลายแหลมตั้งขึ้น ราวกับกำลังรอทิ่มแทงเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย เวลานำควายขึ้นไปบนฝั่งของลำห้วยจะใช้เวลามาก เมื่อลงจากเนิน ควายจะวิ่งลงเร็วมาก ซึ่งมันไม่สามารถควบคุมจังหวะการวิ่งของตัวเองได้
        ในวันนั้น หลังจากที่นำควายไปเลี้ยงยังอีกฝั่งของลำห้วยแล้ว ฉันนั่งขึ้นบนหลังควายตัวแม่ของอีแบ้กลับบ้าน ในมือถือไม้ไว้หนึ่งอัน ไปพร้อมกับฝูงควายของคนอื่นๆอีกฝูงใหญ่ที่ว่ายข้ามจากลำห้วยแล้ว ซึ่งมีทั้งผู้ใหญ่และเด็กเลี้ยงอยู่หลายคน
        ในจังหวะที่ก้าวขาลงจากเนิน เท่านั้นล่ะ มันก็วิ่งลงไปข้างล่างเป็นลำดับแรกๆ วิ่งลงจากเนินไล่ตามควายตัวอื่น ด้วยความเร็วที่มิอาจคำนวณได้
        ให้บังเอิญเหลือเกิน มือฉันที่จับหลังมันไว้กลับลื่น พลัดตกจากหลังของมัน กลิ้งตกลงมาจากเนิน
.
        “ฉึก”
.
        เสียงนี้เสียดแทงเข้าไปที่ใต้รักแร้ของฉัน ฉันรีบดึงรักแร้ออกจากตอไผ่ปลายแหลม ณ บัดนี้มีคราบเลือดของฉันติดอยู่ที่ปลาย ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นแปล๊บขึ้นมายังสมองของฉัน
.
        “เฮ้ย!!! อีนาง หลบเร็ว หลบเร็ว เดี๋ยวโดนควายเหยียบตายหรอก หลบเข้าไปกอไผ่เร็ว” ลุงเจ้าของฝูงควายตะโกนขึ้น
.
        ฉันตั้งสติอย่างเต็มที่ กลิ้งตัวหลบควายตัวอื่นๆเข้าไปในกอไผ่ที่อยู่ใกล้กัน ซึ่งควายจำนวนหลายตัว ต่างก็วิ่งตามลงมาจากเนินด้วยความเร็วที่ไม่ห่างกันนัก
.
        “เฮ้ย!!! อีบูรณ์เจ็บอยู่ตรงนั้นน่ะ รีบพามันไปบ้านเร็ว” ลุงคนหนึ่งที่เลี้ยงควายด้วยกัน ตะโกนบอกคนอื่นๆที่อยู่ในที่เกิดเหตุ
.
        พวกเขาพาฉันกลับบ้าน และช่วยกันจูงควายสองแม่-ลูกของฉันตามมา
        พวกเขาช่วยกันทำแผลให้ฉัน โดยฉันไม่ทราบว่า พวกเขาใช้ใบอะไร ซึ่งผ่านการตำจนละเอียด แล้วนำมาโป๊ะ ปิดแผลใต้รักแร้ของฉัน ในเวลาไม่นานนัก ใบไม้ใบนี้ก็ช่วยสมานแผลจนหายไปเอง ฝากไว้เพียงแผลเป็นที่ใต้รักแร้จนถึงปัจจุบัน
        ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ถึงความมีน้ำใจของชาวชนบท ที่มีความเอื้ออาทร ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แม้จะไม่ได้เกี่ยวดองกันทางสายเลือดก็ตาม
.
        และแผลเป็นนี้ ก็ได้เตือนสติฉันไว้เสมอว่า
.
        “ควรดำรงตน ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท”
.
.
.
© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์ ลิมป์คุ้มธรณี
     ปีที่เผยแพร่ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐
 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry