บางครั้ง....
.
        พ่อกลับมาอยู่บ้าน หากไม่ใช่ฤดูกาลทำนา พ่อจะมาอยู่สิบวัน ไม่เกินหนึ่งเดือน ช่วงที่มา
อยู่ ส่วนใหญ่จะดื่มสุรา บางวันก็ดื่มตั้งแต่เช้าจดค่ำ ฉันกับน้องสาวรู้สึกกลัวมากเวลาพ่อเมา เป็น
เพราะพวกเราสามคนมักจะโดนดุอย่างไม่มีเหตุผลอยู่เสมอ

        “เฮ้ยๆ.... อีริน อีแบ๊ะ ไปแอบอยู่ก๊ะสวนเหอะ” ฉันเอ่ยปากชวนน้องสาวทั้งสอง
        “ฮื่อ....” อีรินก๊ะอีแบ๊ะพยักหน้าพร้อมกัน แล้วตามฉันเข้าไปหลบอยู่ในสวน

        แต่ในบางครั้งก็จะพากันไปที่บ้านของยาย เมื่อฉันกับน้องแน่ใจว่า “พ่อสร่างเมาแล้ว” ฉัน
กับน้องสาวทั้งสองค่อยๆย่องกลับเข้าบ้าน
        แม้นวันเวลาจะล่วงเลย แต่พ่อก็ยังคงเป็นเช่นเดิม จนทำให้ฉันคิดขึ้นมา

        “ทำไมพ่อถึงต้องกินเหล้า ในเมื่อกินแล้ว พ่อก็เปลี่ยนไป จากคนที่ไม่ค่อยพูดและมีเหตุผล
กลับกลายเป็นคนไม่มีเหตุผล นึกจะด่าใคร ก็ด่า นึกจะว่าใคร ก็ว่า และด่าจนกว่าจะหลับ และที่
สำคัญ ทำให้ลูกๆ มีความทุกข์ใจ”

        ฉันจึงตั้งปณิธานขึ้นไว้ในใจ

        “ถ้าฉันเติบโตขึ้น ฉันจะไม่แตะต้องอบายมุขใดๆ”

        ซึ่งอบายมุขต่างๆ ล้วนเป็นบ่อเกิดแห่ง “ความทุกข์” คนที่เรารัก และคนที่รักเรา ต่างก็เป็น
ทุกข์
        ฉันคิดว่า......

        “การดื่มสุรา ล้วนส่งผลเสีย ทำไมต้องดื่ม มันอยู่ที่ตัวเราเองมิใช่หรือ”

        อันที่จริง ฉันและน้องสาวต่างก็คิดว่า “พ่อเป็นคนดี” ถึงแม้นจะชอบ “ร่ำสุราเป็นอาจิณ” แต่
ก็ไม่เคยนำสมบัติพัสถานที่หาร่วมกันกับแม่ไปขายให้กับคนอื่น

        ยังคงเก็บรักษาไว้ให้เป็นสมบัติของลูกๆ
        ..................
        ............
        .......

มีอยู่คราหนึ่ง.....

        ฉันและน้องเห็นพ่อเริ่มเมา พวกฉันรีบเข้าไปในสวน ฉันปีนขึ้นไปแอบอยู่บนต้นฝรั่ง ส่วน
อีรินกับอีแบ๊ะเข้าไปแอบอยู่ในพุ่มไม้ที่อยู่ใกล้กัน
        ฉันเงยหน้าขึ้นมาเห็นรังนกอยู่บนปลายไม้ แต่ไม่เห็นสิ่งใดอยู่ภายในรัง ฉันจึงมองลงมาที่
ใต้ต้นฝรั่ง เจอลูกนกตกอยู่ที่พื้น

        “ถ้าลูกนกอยู่ตรงนี้ ต้องตายแน่”

        เมื่อคิดได้ดังนี้ ฉันลงไปหยิบลูกนก ปีนขึ้นไปบนต้นฝรั่ง แล้ววางลูกนกไว้ในรัง

        “ถ้าพ่อแม่ของมันกลับมาไม่เห็นลูก ก็คงจะเสียใจ อยากให้มันอยู่กับพ่อแม่ของมัน
อย่าให้เหมือนกับฉันเลย”

        ฉันคิดด้วยความรู้สึกเศร้าใจจนสุดบรรยาย
        ..................
        ............
        .......

เมื่อถึงฤดูกาลทำนา.....

        มีอยู่ปีหนึ่ง พ่อกลับมาที่บ้านมาทำนา
        พ่อมักจะตื่นตั้งแต่ตีสี่ พาฉันกับน้องออกไปทำนาที่โนนตะหนินเสมอ พร้อมกับพูดอยู่เสมอ
ว่า...

        “เกิดเป็นคนต้องตื่นเช้าพร้อมนกกา มีเวลาหากินมาก จะได้ไม่อดอยาก”

        พ่อเป็นคนแบกคันไถไปนา อีรินลุกขึ้นมาหุงข้าวจนสุก แล้วหิ้วน้ำตามไป อีแบ๊ะถือห่อข้าว
ไปกินที่นา ส่วนฉันนำควายสองตัวไปเลี้ยงอยู่แถวนั้น
        ในช่วงนั้น พ่อพาพวกฉันนอนแต่หัวค่ำ ตื่นตั้งแต่เช้าออกไปทำนาทุกวัน
        แม้นประสบกับภัยธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้มาจะไม่มากมายนัก แต่ฉันกับน้องสาวต่างรู้สึก
สุขใจที่พ่อมาอยู่ด้วยนานกว่าที่ผ่านมา
        แม้นบางวันพ่อจะดื่มสุราบ้างก็ตาม
        ในเวลาที่พ่อนอนหลับ ฉันและน้องสาวจะเดินให้เบาที่สุด ซึ่งคำสั่งสอนของพ่อฝังอยู่ในหัว
ของฉันกับน้องสาวเสมอมา
        อย่างคำสอนเรื่องการเดิน

        “เวลาเดิน อย่าเดินเสียงดัง ถ้าเดินเสียงดัง เป็นคนไม่มีมารยาท เวลาเดินให้เอา
ปลายเท้าลง”

        “อย่าเดินลากเท้ากับพื้น คนที่เดินลากเท้ากับพื้น ขนาดเท้าของตัวเองยังยกไม่พ้น
พื้น แล้วจะไปทำมาหากินอะไรได้”

        “อย่าเดินขย่มตัว ถ้ามีเงินเท่าไหร่ ก็ใช้จนหมด”

        คำสอนเรื่องการพึ่งพาตนเอง

        “จงรู้จักช่วยเหลือตัวเอง อย่างอมืองอเท้า”

        และพ่อมักจะกล่าวถึงสัจธรรมของชีวิตอยู่เสมอ

        “คนเราทุกคน ต้องมีทั้งสุขและทุกข์ ถ้าไม่มีทั้งสองอย่าง ก็คือคนที่ตายไปแล้ว”

        ในเรื่องนี้ ฉันและน้องสาวต่างก็รู้ซึ้งถึงความหมายอยู่เสมอ

        “เมื่อเรารู้สึกเป็นทุกข์ก็ย่าไปเสียใจมาก ถึงแม้จะมีความสุข ก็ไม่ได้หมายความว่า
คนเราจะมีความสุขไปตลอด”

        เป็นความจริงแท้ ที่พ่อต้องการจะบอกพวกเรา
        ..................
        ............
        .......

ในเย็นวันหนึ่ง....

        ขณะนั้นฉันมานั่งเล่นที่แคร่ตรงใต้ถุนบ้านของยาย พี่ม้วนลูกของลุงทรเดินมาหาฉัน

        “คืนนี้ฉันจะมานอนที่บ้านแม่ใหญ่ แกมานอนด้วยมั้ย” พี่ม้วนเอ่ยชวน
        “จ๊ะ.... พี่ม้วน” ฉันตอบรับ
        ..................
        ............
        .......

ช่วงหัวค่ำ....

     &