บางครั้ง....
.
        พ่อกลับมาอยู่บ้าน หากไม่ใช่ฤดูกาลทำนา พ่อจะมาอยู่สิบวัน ไม่เกินหนึ่งเดือน ช่วงที่มาอยู่ ส่วนใหญ่จะดื่มสุรา บางวันก็ดื่มตั้งแต่เช้าจดค่ำ ฉันกับน้องสาวรู้สึกกลัวมากเวลาพ่อเมา เป็นเพราะพวกเราสามคนมักจะโดนดุอย่างไม่มีเหตุผลอยู่เสมอ
.
        “เฮ้ยๆ.... อีริน อีแบ๊ะ ไปแอบอยู่ก๊ะสวนเหอะ” ฉันเอ่ยปากชวนน้องสาวทั้งสอง
        “ฮื่อ....” อีรินก๊ะอีแบ๊ะพยักหน้าพร้อมกัน แล้วตามฉันเข้าไปหลบอยู่ในสวน
.
        แต่ในบางครั้งก็จะพากันไปที่บ้านของยาย เมื่อฉันกับน้องแน่ใจว่า “พ่อสร่างเมาแล้ว” ฉันกับน้องสาวทั้งสองค่อยๆย่องกลับเข้าบ้าน
        แม้นวันเวลาจะล่วงเลย แต่พ่อก็ยังคงเป็นเช่นเดิม จนทำให้ฉันคิดขึ้นมา
.
        “ทำไมพ่อถึงต้องกินเหล้า ในเมื่อกินแล้ว พ่อก็เปลี่ยนไป จากคนที่ไม่ค่อยพูดและมีเหตุผล กลับกลายเป็นคนไม่มีเหตุผล นึกจะด่าใคร ก็ด่า นึกจะว่าใคร ก็ว่า และด่าจนกว่าจะหลับ และที่สำคัญ ทำให้ลูกๆ มีความทุกข์ใจ”
.
        ฉันจึงตั้งปณิธานขึ้นไว้ในใจ
.
        “ถ้าฉันเติบโตขึ้น ฉันจะไม่แตะต้องอบายมุขใดๆ”
.
        ซึ่งอบายมุขต่างๆ ล้วนเป็นบ่อเกิดแห่ง “ความทุกข์” คนที่เรารัก และคนที่รักเรา ต่างก็เป็นทุกข์
        ฉันคิดว่า......
.
        “การดื่มสุรา ล้วนส่งผลเสีย ทำไมต้องดื่ม มันอยู่ที่ตัวเราเองมิใช่หรือ”
.
        อันที่จริง ฉันและน้องสาวต่างก็คิดว่า “พ่อเป็นคนดี” ถึงแม้นจะชอบ “ร่ำสุราเป็นอาจิณ” แต่ก็ไม่เคยนำสมบัติพัสถานที่หาร่วมกันกับแม่ไปขายให้กับคนอื่น
.
        ยังคงเก็บรักษาไว้ให้เป็นสมบัติของลูกๆ
        ..................
        ............
        .......
.
มีอยู่คราหนึ่ง.....
.
        ฉันและน้องเห็นพ่อเริ่มเมา พวกฉันรีบเข้าไปในสวน ฉันปีนขึ้นไปแอบอยู่บนต้นฝรั่ง ส่วนอีรินกับอีแบ๊ะเข้าไปแอบอยู่ในพุ่มไม้ที่อยู่ใกล้กัน
        ฉันเงยหน้าขึ้นมาเห็นรังนกอยู่บนปลายไม้ แต่ไม่เห็นสิ่งใดอยู่ภายในรัง ฉันจึงมองลงมาที่ใต้ต้นฝรั่ง เจอลูกนกตกอยู่ที่พื้น
.
        “ถ้าลูกนกอยู่ตรงนี้ ต้องตายแน่”
.
        เมื่อคิดได้ดังนี้ ฉันลงไปหยิบลูกนก ปีนขึ้นไปบนต้นฝรั่ง แล้ววางลูกนกไว้ในรัง
.
        “ถ้าพ่อแม่ของมันกลับมาไม่เห็นลูก ก็คงจะเสียใจ อยากให้มันอยู่กับพ่อแม่ของมัน อย่าให้เหมือนกับฉันเลย”
.
        ฉันคิดด้วยความรู้สึกเศร้าใจจนสุดบรรยาย
        ..................
        ............
        .......
.
เมื่อถึงฤดูกาลทำนา.....
.
        มีอยู่ปีหนึ่ง พ่อกลับมาที่บ้านมาทำนา
        พ่อมักจะตื่นตั้งแต่ตีสี่ พาฉันกับน้องออกไปทำนาที่โนนตะหนินเสมอ พร้อมกับพูดอยู่เสมอว่า
.
        “เกิดเป็นคนต้องตื่นเช้าพร้อมนกกา มีเวลาหากินมาก จะได้ไม่อดอยาก”
.
        พ่อเป็นคนแบกคันไถไปนา อีรินลุกขึ้นมาหุงข้าวจนสุก แล้วหิ้วน้ำตามไป อีแบ๊ะถือห่อข้าวไปกินที่นา ส่วนฉันนำควายสองตัวไปเลี้ยงอยู่แถวนั้น
        ในช่วงนั้น พ่อพาพวกฉันนอนแต่หัวค่ำ ตื่นตั้งแต่เช้าออกไปทำนาทุกวัน
        แม้นประสบกับภัยธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้มาจะไม่มากมายนัก แต่ฉันกับน้องสาวต่างรู้สึกสุขใจที่พ่อมาอยู่ด้วยนานกว่าที่ผ่านมา
        แม้นบางวันพ่อจะดื่มสุราบ้างก็ตาม
        ในเวลาที่พ่อนอนหลับ ฉันและน้องสาวจะเดินให้เบาที่สุด ซึ่งคำสั่งสอนของพ่อฝังอยู่ในหัวของฉันกับน้องสาวเสมอมา
        อย่างคำสอนเรื่องการเดิน
.
        “เวลาเดิน อย่าเดินเสียงดัง ถ้าเดินเสียงดัง เป็นคนไม่มีมารยาท เวลาเดินให้เอาปลายเท้าลง”
.
        “อย่าเดินลากเท้ากับพื้น คนที่เดินลากเท้ากับพื้น ขนาดเท้าของตัวเองยังยกไม่พ้นพื้น แล้วจะไปทำมาหากินอะไรได้”
.
        “อย่าเดินขย่มตัว ถ้ามีเงินเท่าไหร่ ก็ใช้จนหมด”
.
        คำสอนเรื่องการพึ่งพาตนเอง
.
        “จงรู้จักช่วยเหลือตัวเอง อย่างอมืองอเท้า”
.
        และพ่อมักจะกล่าวถึงสัจธรรมของชีวิตอยู่เสมอ
.
        “คนเราทุกคน ต้องมีทั้งสุขและทุกข์ ถ้าไม่มีทั้งสองอย่าง ก็คือคนที่ตายไปแล้ว”
.
        ในเรื่องนี้ ฉันและน้องสาวต่างก็รู้ซึ้งถึงความหมายอยู่เสมอ
.
        “เมื่อเรารู้สึกเป็นทุกข์ก็ย่าไปเสียใจมาก ถึงแม้จะมีความสุข ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะมีความสุขไปตลอด”
.
        เป็นความจริงแท้ ที่พ่อต้องการจะบอกพวกเรา
        ..................
        ............
        .......
.
ในเย็นวันหนึ่ง....
.
        ขณะนั้นฉันมานั่งเล่นที่แคร่ตรงใต้ถุนบ้านของยาย พี่ม้วนลูกของลุงทรเดินมาหาฉัน
.
        “คืนนี้ฉันจะมานอนที่บ้านแม่ใหญ่ แกมานอนด้วยมั้ย” พี่ม้วนเอ่ยชวน
        “จ๊ะ.... พี่ม้วน” ฉันตอบรับ
        ..................
        ............
        .......
.
ช่วงหัวค่ำ....
.
        ฉันมาที่บ้านของยายตามที่นัดไว้กับพี่ม้วน ส่วนอีรินกับอีแบ๊ะอยู่กับพ่อที่บ้าน
        ฉันกับยายนั่งรอพี่ม้วนอยู่นาน
.
        “อีม้วนคงไม่มาแล้วล่ะ อีบูรณ์ มึงไปนอนเถอะ” ยายเอ่ยชวนเมื่อยังไม่เห็นพี่ม้วนมาตามนัด
        “จ๊ะ.... แม่ใหญ่” ฉันตอบรับ แล้วเดินตามยายเข้านอนในห้องอย่างว่าง่าย
        ..................
        ............
        .......
.
ตกดึกคืนนั้น....
.
        “พรึ่บ”
.
        แสงสว่างจากตะเกียงดวงน้อย ถูกจุดขึ้นมาโดยพลัน มือข้างซ้ายของฉันถือตะเกียงดวงนั้นเดินลงจากบ้าน ไปทำธุระส่วนตัว หลังเสร็จกิจ ฉันเดินถือตะเกียง กลับมานอนข้างกับยายในห้อง
.
        “บรู๊ว---------ว....”
.
        เสียงหอนดังโหยหวน อันเย็นยะเยือกของสุนัข มาจากป่าช้า ผ่านวัด มายังโสตประสาทของฉัน ซึ่งรับรู้ได้ทันทีว่า
.
        “มีสิ่งไม่ชอบมาพากลกำลังจะเกิดขึ้น”
.
        ใจฉันหวนนึกถึง “สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนวันสงกรานต์” เมื่อคราวที่แล้ว
.
        “ตุ๊ม – ตุ๊ม - ตุ๊ม------------------ ม”
        “ก๊อง – ก๊อง – ก๊อง------------- ง”
        “แอ่ – อี๊ – แอ ------------------- อ”
        “บรู๊ว------------------------ว”
.
        ฉันสัมผัสเสียงปี่ พาทย์ ฆ้อง กลอง ส่วนสุนัขก็หอนรับกันเป็นทอดๆ จนเสียงมาหยุดอยู่ที่ครัวบ้านของยาย
.
        “ตุ๊บ.......... บ ........... บ.......... บ”
.
        เสียงเดินของคนหลายคนขึ้นมาบนบ้าน แล้วมาหยุดอยู่ ณ ที่ฉันและยายนอนอยู่
        ฉันได้แต่นอนตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาเบิกโพลง ฉันรับรู้ว่าพวกเขามาเดินดูฉันกับยาย พร้อมกับตระเตรียมการบางอย่าง
        ภาพที่ฉันเห็นเป็นดวงแสงหลายดวงอยู่ตรงหน้า
.
        “เตร๊ง – เตรง – เตร่ง – เตร๊ง --------- ง”
.
        ระนาดโบราณ เป็นลำนำขับขานขึ้นก่อน เสียงเครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆ ก็บรรเลงตาม
.
        "ตุ๊ม – ตุ๊ม - ตุ๊ม------------------ ม”
        “ก๊อง – ก๊อง – ก๊อง------------- ง”
        “แอ่ – อี๊ – แอ ------------------- อ”
        “บรู๊ว------------------------ว”
.
        ดนตรี ปี่ พาทย์ บรรเลงพร้อมกับเสียงอันโหยหวนสุดบรรยายของสุนัข
.
        “เอ่อ – เออ – เอิ๊ง – เอย -------- ย”
.
        ฉับพลัน!!! ภาพที่ปรากฏแก่สายตา ในใจฉันไม่อยากจะเชื่อว่า “มันจะเป็นไปได้” อยู่ๆ ยายที่นอนอยู่ข้างๆ ลุกขึ้นมาร้อง รำ ไปตามจังหวะดนตรี ซึ่งกำลังบรรเลงอยู่ ราวกับว่า ฉันกำลังชมการแสดงดนตรีไทยโบราณอยู่ มีฉันรับชมอยู่เพียงผู้เดียว ด้วยดวงใจที่สั่นไหว
.
         “ตึ่ก – ตั่ก ......... ตึ่ก – ตั่ก ......... ตึ่ก – ตั่ก ......... ก”
.
        เสียงจังหวะการเต้นของหัวใจ ที่ได้ยินอย่างชัดเจน เหมือนกับว่าจะหยุดเต้น เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ฉันได้แต่นอนกลั้นลมหายใจ ด้วยกริ่งเกรงว่า “เสียงลมหายใจจะดังจนพวกนั้นได้ยิน”
        ในห้วงลึกของจิตใจฉัน อยากจะถามยายว่า
.
        “แม่ใหญ่.... เป็นอะไร?”
        “แล้วรู้ตัวใหม?”
.
        แต่แล้ว ก็มิอาจเอ่ยสิ่งที่สงสัยอยู่ในใจออกมาได้

***************


        สักพักหนึ่ง เสียงหอนของสุนัข กับเสียงดนตรี ปี่ พาทย์ ลอยหายไปกับสายลม กลับสู่ ณ จุดกำเนิดเดิม
        ก็คือที่ “ป่าช้า” นั่นเอง
        หลังจากเสียงต่างๆ เงียบลง ร่างของยายก็ค่อยๆ ล้มตัวลงนอน ณ จุดที่ยายรำอยู่
        ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันติดตา จนไม่อาจข่มตาหลับลงได้ทันที
        ..................
        ............
        .......
.
เช้าวันต่อมา..........
.
        “หลับดีไหม .......... อีบูรณ์” ยายเอ่ยถามฉันขณะที่กำลังชงนมข้นที่ผสมกับน้ำร้อนอยู่
        “หลับดีจ๊ะ .......... แม่ใหญ่” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
.
        ฉันคิดว่า “ยายคงไม่รู้ตัว” ฉันจึงไม่พูดอะไรมาก และไม่ถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน แต่ฉันก็ยังไปเยี่ยมหายายเป็นประจำ แต่ไม่นอนค้างที่บ้านยายเลยนับแต่นั้น
        ..................
        ............
        .......
.
ในบ่ายวันหนึ่ง...........
.
        ฉันพาอีแบ้กับแม่ของมันไปเลี้ยงที่โนนตะหนินตามปกติ โดยที่ฉันมิอาจฉุกคิดได้ว่าต้องสูญเสีย “สิ่งที่ฉันรักมาก” ไป
ในตอนนั้น ฉันสังเกตเห็นควายตัวหนึ่ง เป็นเพศผู้ และตัวใหญ่มาก จากฝูงควายอีกฝูงหนึ่ง จ้องมองฉันด้วยตาไม่กระพริบ บางสิ่งบางอย่างในด้านลบได้แผ่ออกมาจากควายตัวนั้น จนฉันรู้สึกได้อย่างชัดเจน
        ฉันกลับไม่คิดอะไรมาก เล่นกับอีแบ้ โดยไม่สนใจควายตัวนั้น
.
        “กุ๊บ.................. กุ๊บ................. กุ๊บ................. กุ๊บ”
.
        เสียงฝีเท้าอันรวดเร็วของควายตัวใหญ่ วิ่งพุ่งตรงมาที่ฉัน หัวของควายตัวนั้นก้มลงให้เขาอันแหลมคมของมัน พุ่งเข้ามาที่ร่างฉันได้อย่างถนัดถนี่ยิ่งขึ้น
        ส่วนฉัน เมื่อเห็นว่ากำลังมีอันตรายเข้ามากร้ำกราย แต่ฉันกลับตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ยืนนิ่ง แข็งทื่อ ราวกับจะเป็นเป้าให้มันขวิด
        ก่อนที่เขาของมันจะเสียบร่างฉันนั้นเอง
.
        “ฉึก............ก...........ก”
        “กร๊อบ........ บ........บ”
.
        มิทันคาดคิด มีเงาร่างหนึ่งพุ่งมารับเขาควายตัวนั้น เป็น “อีแบ้” ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พุ่งเข้ามาขวาง ก่อนที่เขาควายตัวนั้นจะถึงร่างของฉัน
        หยาดโลหิตของอีแบ้ หลั่งรินอยู่ที่ขาหลัง โลหิตชโลมย้อมเกือบทั่วเขาควายตัวนั้น อีแบ้ขาหัก กระดูกแตก และมิอาจประคองร่างของมันให้ลุกขึ้นยืนได้
        ส่วนควายตัวนั้น รีบดึงเขาออกจากขาอีแบ้ โลหิตสีแดงข้นของอีแบ้เต็มเขาข้างหนึ่งของมัน
        มันหันมามองอีแบ้ที่มารับเคราะห์แทนฉัน แล้วหันมามองฉันที่ยังตกตะลึง ยืนนิ่งอยู่กับที่ แววตาที่ดูราวกับว่ามันอาฆาตมาดร้าย ตั้งแต่มันเห็นฉันคราวแรก ค่อยผ่อนคลายลง มันเดินกลับไปที่ฝูงของมัน โดยไม่สนใจฉันกับอีแบ้ ที่ยังนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นข้างหน้าฉัน
        ฉันเข่าอ่อนนั่งลงอยู่ที่ข้างๆ ร่างของมัน
.
        “ถ้าฉันโดนมันขวิด ฉันก็คงไม่รอด”
.
        ในใจของฉันได้แต่คิดเช่นนั้น

***************


        “เอ้า....... อีบูรณ์ ลุกขึ้นได้แล้ว กลับบ้านเหอะ ไป๊”
.
        คนเลี้ยงควายที่อยู่ในบริเวณนั้น ไม่ทันได้เห็นเหตุการณ์ แต่เห็นฉันนั่งอยู่ข้างๆอีแบ้ มาจับฉันให้ยืนขึ้น
.
        “เอ้า........... เดี๋ยวกูจะกลับมาเอาควายมึงตามกลับไปทีหลัง กลับบ้านไปก่อน” ชายคนนั้นสำทับ
.
        ชายคนนั้นจูงมือพาฉันกลับบ้าน ฉันหันหน้ากลับมามองหน้าอีแบ้ ภาพที่ฉันเห็น น้ำใสๆจากดวงตาของมันไหลริน ในแววตาแสดงเค้าอาลัย ราวกับจะบอกว่า
.
        “เราจะต้องจากกันแล้ว รักษาตัวด้วย”
.
        ฉันจดจำภาพนั้นเสมอมา
        ..................
        ............
        .......
.
เช้าวันต่อมา ...........
.
        “พวกกูฆ่าควายของมึงแล้ว มันบาดเจ็บมาก เอาข้ามน้ำกลับมาไม่ได้” ชายคนเลี้ยงควายมาบอกข่าวร้ายกับฉันถึงบ้าน
.
        เมื่อรับรู้ข้าว น้ำตาของฉันหลั่งรินอาบแก้ม ได้แต่รู้สึกเสียใจ และตั้งคำถามอยู่ในใจอยู่ตลอด
.
        “เพราะอะไรมันถึงต้องวิ่งมารับเคราะห์แทนฉันด้วย”
.
        ฉันยิ่งรู้สึกว่า
.
        “การพลัดพรากเป็นสิ่งอนิจจัง มิเที่ยงแท้”
.
        ในเวลาต่อมาไม่นานนัก พ่อของฉันก็นำแม่อีแบ้ไปขายให้กับคนอื่น แล้วพ่อก็ออกไปหางานทำยังถิ่นอื่น
        ..................
        ............
        .......
.
ในบางครั้ง...........
.
        พี่สาวของฉันจะกลับมาเยี่ยมฉันกับน้องสาวที่บ้าน เมื่อจะกลับไปทำงาน
.
        “พี่เอียด.............. ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาให้ฉันด้วย” ฉันร้องขอ
        “มึงปลูกเป็นเหรอ......... อีบูรณ์” พี่เอียดถามด้วยความสงสัย
        “เป็นสิจ๊ะ” ฉันยืนยันหนักแน่น
        “ได้............. เดี๋ยวจะซื้อมาให้” พี่เอียดรับคำ
.
        พี่เอียดซื้อเมล็ดพันธุ์ผักไว้ให้ ฉันกับน้องสาวช่วยกันขุดดินจนเป็นร่อง เท่าที่แรงมีและทำได้ ซึ่งฉันกับน้องสาวเคยสังเกตเห็นชาวบ้านเขาทำกัน แล้วเอาเมล็ดพันธุ์โรยไว้กับร่องดิน จากนั้นจึงเอาฟางปิดและรดน้ำ จนผักต่างๆงอกเงยออกมา
        ฉันกับน้องสาวเก็บผักที่ปลูกขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงไปทำกับข้าว
.
        “เราก็ทำได้”
.
        เป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นภายในใจของฉันและน้องสาว
        ชาวบ้านเดินผ่านไป – มา ก็ได้แต่มองพวกฉัน โดยที่ฉันกับน้องสาวไม่สามารถคาดเดาความคิดของพวกเขาได้
        ..................
        ............
        .......
.
อยู่มาวันหนึ่ง..........
.
        “อีบูรณ์...... อีนังนกกระปูดมันหายไปไหน” อีแบ๊ะ ถามด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง
        “กูก็ไม่รู้เหมือนกัน” ฉันตอบด้วยสีหน้าสุดที่จะหาคำตอบอื่นใดได้
        “แต่มันเพิ่งจะออกลูกนะ มันจะไม่กลับมาให้นมลูกมันเหรอ” อีรินถามขึ้น
        “ก็ไม่รู้สิ เดี๋ยวคืนนี้มันก็มามั้ง” ฉันตอบด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ
.
        ฉันและน้องสาวสังเกตเห็นว่า “นังนกกระปูด” แมวของฉันหายออกจากบ้านแล้วหนึ่งอาทิตย์
มันเพิ่งออกลูกมาสามตัว ตัวผู้ทั้งหมด เป็นครอกที่สอง ลูกของมันที่ออกมาครอกแรก มีคนขอไปเลี้ยงหมด
.
        “มันคงรักลูกของมันมาก และรักพวกเราด้วย ถ้ามันยังไม่ตาย มันคงไม่หายไปหรอก”
.
        ฉันได้แต่นึกและรู้สึกสังหรณ์ใจสุดที่จะบรรยายได้
.
        “ขอให้แมวของฉันกลับมาให้นมลูกมันด้วยเถิด”
.
        เมื่อถึงเวลาสวดมนต์ก่อนนอน ฉันได้แต่อธิษฐานเช่นนั้น
        ..................
        ............
        .......
.
ตกดึกคืนนั้น...........
.
        “งาว............ งาว................งาว”
.
        เสียงอันคุ้นเคยของมัน ทำให้ฉันคลายความกังวลใจ ภายในใจฉันรู้สึกดีใจและคิดว่า “มันคงยังไม่ตาย” ฉันกับอีรินและอีแบ๊ะ ลงมาดูตามต้นกำเนิดเสียง แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาร่างของมัน
        ..................
        ............
        .......
.
เช้าวันต่อมา........
.
        ฉันเดินไปที่นาตามลำพัง ด้วยความรู้สึกบางอย่างว่า “อาจจะพบตัวแมวของฉัน”
        ฉันเดินลัดเลาะตามทุ่งนา ผ่านคลอง และกำลังจะเดินไปที่หนองน้ำ
        พลัน!!! สายตาของฉัน หยุดลงที่ร่างของสัตว์สี่เท้า ตัวไม่ใหญ่นัก นอนอยู่ริมหนองน้ำ
        เป็นแมวโดนงูกัดตายนั่นเอง
        เป็นแมวตัวเดียวกันที่ฉันกำลังตามหาอยู่
        หน่วยน้ำใสๆ ในดวงตาเริ่มไหลรินอาบแก้มของฉัน
        ฉันทำได้แค่เดินร้องไห้กลับมาที่บ้าน

***************


        “อีริน......... อีแบ๊ะ นังนกกระปูดมันตายแล้ว” ฉันบอกน้องสาวทั้งน้ำตา
        “ฮื่อ.......” น้องสาวทั้งสองคนผงกหัวพร้อมกัน ด้วยสีหน้าและแววตาที่เศร้าสลด
        “ไป......... ไปหาไม้มาเผามันเถอะ” ฉันร้องบอก
.
        ฉันกับน้องสาวหาไม้มากองรวมกันที่ริมหนองน้ำ ฉันอุ้มร่างอันไร้วิญญาณของมันขึ้นไปวางไว้บนกองไม้ แล้วจุดไฟเผา
         ควันลอยคละคลุ้งอยู่ ณ จุดที่นำไม้มากอง ร่างของแมวกลืนหายไปกับกองเพลิง ฉันกับน้องสาวนั่งยกมือไหว้อธิษฐาน
.
        “ขอให้มันไปดี ไม่ต้องเป็นห่วงลูกมัน ฉันจะเลี้ยงลูกของมันเอง”
.
        ฉันได้แต่ภาวนาเช่นนั้น
        ในเวลาต่อมา ฉันกับน้องสาวเลี้ยงลูกของมันทั้งสามตัวจนเติบใหญ่
.
        สิ่งต่างๆ ที่เป็นประสบการณ์ในวัยเด็กของฉัน ต่างมีทั้งทุกข์และสุขคละเคล้ากันไป
.
        “ดั่งคำพ่อสอน”
.
        ฉันใช้ชีวิตในแบบนี้มาโดยตลอด แต่กลับไม่เคยคิดว่ามันลำบากเลยสักนิด
.
        ไม่รู้สึกว่าชีวิตมีปมด้อย
.
        พร้อมจะสู้ชีวิตต่อไป
.
.
.
© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์ ลิมป์คุ้มธรณี
     ปีที่เผยแพร่ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry