บางครั้ง....
.
        พ่อกลับมาอยู่บ้าน หากไม่ใช่ฤดูกาลทำนา พ่อจะมาอยู่สิบวัน ไม่เกินหนึ่งเดือน ช่วงที่มา
อยู่ ส่วนใหญ่จะดื่มสุรา บางวันก็ดื่มตั้งแต่เช้าจดค่ำ ฉันกับน้องสาวรู้สึกกลัวมากเวลาพ่อเมา เป็น
เพราะพวกเราสามคนมักจะโดนดุอย่างไม่มีเหตุผลอยู่เสมอ

        “เฮ้ยๆ.... อีริน อีแบ๊ะ ไปแอบอยู่ก๊ะสวนเหอะ” ฉันเอ่ยปากชวนน้องสาวทั้งสอง
        “ฮื่อ....” อีรินก๊ะอีแบ๊ะพยักหน้าพร้อมกัน แล้วตามฉันเข้าไปหลบอยู่ในสวน

        แต่ในบางครั้งก็จะพากันไปที่บ้านของยาย เมื่อฉันกับน้องแน่ใจว่า “พ่อสร่างเมาแล้ว” ฉัน
กับน้องสาวทั้งสองค่อยๆย่องกลับเข้าบ้าน
        แม้นวันเวลาจะล่วงเลย แต่พ่อก็ยังคงเป็นเช่นเดิม จนทำให้ฉันคิดขึ้นมา

        “ทำไมพ่อถึงต้องกินเหล้า ในเมื่อกินแล้ว พ่อก็เปลี่ยนไป จากคนที่ไม่ค่อยพูดและมีเหตุผล
กลับกลายเป็นคนไม่มีเหตุผล นึกจะด่าใคร ก็ด่า นึกจะว่าใคร ก็ว่า และด่าจนกว่าจะหลับ และที่
สำคัญ ทำให้ลูกๆ มีความทุกข์ใจ”

        ฉันจึงตั้งปณิธานขึ้นไว้ในใจ

        “ถ้าฉันเติบโตขึ้น ฉันจะไม่แตะต้องอบายมุขใดๆ”

        ซึ่งอบายมุขต่างๆ ล้วนเป็นบ่อเกิดแห่ง “ความทุกข์” คนที่เรารัก และคนที่รักเรา ต่างก็เป็น
ทุกข์
        ฉันคิดว่า......

        “การดื่มสุรา ล้วนส่งผลเสีย ทำไมต้องดื่ม มันอยู่ที่ตัวเราเองมิใช่หรือ”

        อันที่จริง ฉันและน้องสาวต่างก็คิดว่า “พ่อเป็นคนดี” ถึงแม้นจะชอบ “ร่ำสุราเป็นอาจิณ” แต่
ก็ไม่เคยนำสมบัติพัสถานที่หาร่วมกันกับแม่ไปขายให้กับคนอื่น

        ยังคงเก็บรักษาไว้ให้เป็นสมบัติของลูกๆ
        ..................
        ............
        .......

มีอยู่คราหนึ่ง.....

        ฉันและน้องเห็นพ่อเริ่มเมา พวกฉันรีบเข้าไปในสวน ฉันปีนขึ้นไปแอบอยู่บนต้นฝรั่ง ส่วน
อีรินกับอีแบ๊ะเข้าไปแอบอยู่ในพุ่มไม้ที่อยู่ใกล้กัน
        ฉันเงยหน้าขึ้นมาเห็นรังนกอยู่บนปลายไม้ แต่ไม่เห็นสิ่งใดอยู่ภายในรัง ฉันจึงมองลงมาที่
ใต้ต้นฝรั่ง เจอลูกนกตกอยู่ที่พื้น

        “ถ้าลูกนกอยู่ตรงนี้ ต้องตายแน่”

        เมื่อคิดได้ดังนี้ ฉันลงไปหยิบลูกนก ปีนขึ้นไปบนต้นฝรั่ง แล้ววางลูกนกไว้ในรัง

        “ถ้าพ่อแม่ของมันกลับมาไม่เห็นลูก ก็คงจะเสียใจ อยากให้มันอยู่กับพ่อแม่ของมัน
อย่าให้เหมือนกับฉันเลย”

        ฉันคิดด้วยความรู้สึกเศร้าใจจนสุดบรรยาย
        ..................
        ............
        .......

เมื่อถึงฤดูกาลทำนา.....

        มีอยู่ปีหนึ่ง พ่อกลับมาที่บ้านมาทำนา
        พ่อมักจะตื่นตั้งแต่ตีสี่ พาฉันกับน้องออกไปทำนาที่โนนตะหนินเสมอ พร้อมกับพูดอยู่เสมอ
ว่า...

        “เกิดเป็นคนต้องตื่นเช้าพร้อมนกกา มีเวลาหากินมาก จะได้ไม่อดอยาก”

        พ่อเป็นคนแบกคันไถไปนา อีรินลุกขึ้นมาหุงข้าวจนสุก แล้วหิ้วน้ำตามไป อีแบ๊ะถือห่อข้าว
ไปกินที่นา ส่วนฉันนำควายสองตัวไปเลี้ยงอยู่แถวนั้น
        ในช่วงนั้น พ่อพาพวกฉันนอนแต่หัวค่ำ ตื่นตั้งแต่เช้าออกไปทำนาทุกวัน
        แม้นประสบกับภัยธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้มาจะไม่มากมายนัก แต่ฉันกับน้องสาวต่างรู้สึก
สุขใจที่พ่อมาอยู่ด้วยนานกว่าที่ผ่านมา
        แม้นบางวันพ่อจะดื่มสุราบ้างก็ตาม
        ในเวลาที่พ่อนอนหลับ ฉันและน้องสาวจะเดินให้เบาที่สุด ซึ่งคำสั่งสอนของพ่อฝังอยู่ในหัว
ของฉันกับน้องสาวเสมอมา
        อย่างคำสอนเรื่องการเดิน

        “เวลาเดิน อย่าเดินเสียงดัง ถ้าเดินเสียงดัง เป็นคนไม่มีมารยาท เวลาเดินให้เอา
ปลายเท้าลง”

        “อย่าเดินลากเท้ากับพื้น คนที่เดินลากเท้ากับพื้น ขนาดเท้าของตัวเองยังยกไม่พ้น
พื้น แล้วจะไปทำมาหากินอะไรได้”

        “อย่าเดินขย่มตัว ถ้ามีเงินเท่าไหร่ ก็ใช้จนหมด”

        คำสอนเรื่องการพึ่งพาตนเอง

        “จงรู้จักช่วยเหลือตัวเอง อย่างอมืองอเท้า”

        และพ่อมักจะกล่าวถึงสัจธรรมของชีวิตอยู่เสมอ

        “คนเราทุกคน ต้องมีทั้งสุขและทุกข์ ถ้าไม่มีทั้งสองอย่าง ก็คือคนที่ตายไปแล้ว”

        ในเรื่องนี้ ฉันและน้องสาวต่างก็รู้ซึ้งถึงความหมายอยู่เสมอ

        “เมื่อเรารู้สึกเป็นทุกข์ก็ย่าไปเสียใจมาก ถึงแม้จะมีความสุข ก็ไม่ได้หมายความว่า
คนเราจะมีความสุขไปตลอด”

        เป็นความจริงแท้ ที่พ่อต้องการจะบอกพวกเรา
        ..................
        ............
        .......

ในเย็นวันหนึ่ง....

        ขณะนั้นฉันมานั่งเล่นที่แคร่ตรงใต้ถุนบ้านของยาย พี่ม้วนลูกของลุงทรเดินมาหาฉัน

        “คืนนี้ฉันจะมานอนที่บ้านแม่ใหญ่ แกมานอนด้วยมั้ย” พี่ม้วนเอ่ยชวน
        “จ๊ะ.... พี่ม้วน” ฉันตอบรับ
        ..................
        ............
        .......

ช่วงหัวค่ำ....

        ฉันมาที่บ้านของยายตามที่นัดไว้กับพี่ม้วน ส่วนอีรินกับอีแบ๊ะอยู่กับพ่อที่บ้าน
        ฉันกับยายนั่งรอพี่ม้วนอยู่นาน

        “อีม้วนคงไม่มาแล้วล่ะ อีบูรณ์ มึงไปนอนเถอะ” ยายเอ่ยชวนเมื่อยังไม่เห็นพี่ม้วนมา
ตามนัด
        “จ๊ะ.... แม่ใหญ่” ฉันตอบรับ แล้วเดินตามยายเข้านอนในห้องอย่างว่าง่าย
        ..................
        ............
        .......

ตกดึกคืนนั้น....

        “พรึ่บ”

        แสงสว่างจากตะเกียงดวงน้อย ถูกจุดขึ้นมาโดยพลัน มือข้างซ้ายของฉันถือตะเกียงดวงนั้น
เดินลงจากบ้าน ไปทำธุระส่วนตัว หลังเสร็จกิจ ฉันเดินถือตะเกียง กลับมานอนข้างกับยายในห้อง

        “บรู๊ว---------ว....”

        เสียงหอนดังโหยหวน อันเย็นยะเยือกของสุนัข มาจากป่าช้า ผ่านวัด มายังโสตประสาท
ของฉัน ซึ่งรับรู้ได้ทันทีว่า

        “มีสิ่งไม่ชอบมาพากลกำลังจะเกิดขึ้น”

        ใจฉันหวนนึกถึง “สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนวันสงกรานต์” เมื่อคราวที่แล้ว

        “ตุ๊ม – ตุ๊ม - ตุ๊ม------------------ ม”
        “ก๊อง – ก๊อง – ก๊อง------------- ง”
        “แอ่ – อี๊ – แอ ------------------- อ”
        “บรู๊ว------------------------ว”

        ฉันสัมผัสเสียงปี่ พาทย์ ฆ้อง กลอง ส่วนสุนัขก็หอนรับกันเป็นทอดๆ จนเสียงมาหยุดอยู่ที่
ครัวบ้านของยาย

        “ตุ๊บ.......... บ ........... บ.......... บ”

        เสียงเดินของคนหลายคนขึ้นมาบนบ้าน แล้วมาหยุดอยู่ ณ ที่ฉันและยายนอนอยู่
        ฉันได้แต่นอนตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาเบิกโพลง ฉันรับรู้ว่าพวกเขามาเดินดูฉันกับยาย พร้อมกับ
ตระเตรียมการบางอย่าง
        ภาพที่ฉันเห็นเป็นดวงแสงหลายดวงอยู่ตรงหน้า

        “เตร๊ง – เตรง – เตร่ง – เตร๊ง --------- ง”

        ระนาดโบราณ เป็นลำนำขับขานขึ้นก่อน เสียงเครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆ ก็บรรเลงตาม

        "ตุ๊ม – ตุ๊ม - ตุ๊ม------------------ ม”
        “ก๊อง – ก๊อง – ก๊อง------------- ง”
        “แอ่ – อี๊ – แอ ------------------- อ”
        “บรู๊ว------------------------ว”

        ดนตรี ปี่ พาทย์ บรรเลงพร้อมกับเสียงอันโหยหวนสุดบรรยายของสุนัข

        “เอ่อ – เออ – เอิ๊ง – เอย -------- ย”

        ฉับพลัน!!! ภาพที่ปรากฏแก่สายตา ในใจฉันไม่อยากจะเชื่อว่า “มันจะเป็นไปได้” อยู่ๆ
ยายที่นอนอยู่ข้างๆ ลุกขึ้นมาร้อง รำ ไปตามจังหวะดนตรี ซึ่งกำลังบรรเลงอยู่ ราวกับว่า ฉันกำลัง
ชมการแสดงดนตรีไทยโบราณอยู่ มีฉันรับชมอยู่เพียงผู้เดียว ด้วยดวงใจที่สั่นไหว

         “ตึ่ก – ตั่ก ......... ตึ่ก – ตั่ก ......... ตึ่ก – ตั่ก ......... ก”

        เสียงจังหวะการเต้นของหัวใจ ที่ได้ยินอย่างชัดเจน เหมือนกับว่าจะหยุดเต้น เมื่อประสบกับ
สิ่งที่ไม่คาดฝัน
        ฉันได้แต่นอนกลั้นลมหายใจ ด้วยกริ่งเกรงว่า “เสียงลมหายใจจะดังจนพวกนั้นได้ยิน”
        ในห้วงลึกของจิตใจฉัน อยากจะถามยายว่า

        “แม่ใหญ่.... เป็นอะไร?”
        “แล้วรู้ตัวใหม?”

        แต่แล้ว ก็มิอาจเอ่ยสิ่งที่สงสัยอยู่ในใจออกมาได้

***************


        สักพักหนึ่ง เสียงหอนของสุนัข กับเสียงดนตรี ปี่ พาทย์ ลอยหายไปกับสายลม กลับสู่
ณ จุดกำเนิดเดิม
        ก็คือที่ “ป่าช้า” นั่นเอง
        หลังจากเสียงต่างๆ เงียบลง ร่างของยายก็ค่อยๆ ล้มตัวลงนอน ณ จุดที่ยายรำอยู่
        ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันติดตา จนไม่อาจข่มตาหลับลงได้ทันที
        ..................
        ............
        .......

เช้าวันต่อมา..........

        “หลับดีไหม .......... อีบูรณ์” ยายเอ่ยถามฉันขณะที่กำลังชงนมข้นที่ผสมกับน้ำร้อนอยู่
        “หลับดีจ๊ะ .......... แม่ใหญ่” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

        ฉันคิดว่า “ยายคงไม่รู้ตัว” ฉันจึงไม่พูดอะไรมาก และไม่ถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน แต่ฉัน
ก็ยังไปเยี่ยมหายายเป็นประจำ แต่ไม่นอนค้างที่บ้านยายเลยนับแต่นั้น
        ..................
        ............
        .......


บ่อยครั้ง.........

        ร่างกายของฉันมีสุขภาพไม่แข็งแรงเท่าใดนัก และมักเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอ
        ..................
        ............
        .......

อยู่มาวันหนึ่ง............

        ฉันรู้สึกปวดหัว ร่างกายอ่อนเพลีย ได้แต่นอนอยู่บนฟูก ร่างกายของฉันไม่อยู่ในสภาพที่
จะลุกออกไปทำกิจกรรมตามปกติ ฉันจึงเดินด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง เอ่ยปากบอกกับ
น้องสาวทั้งสองว่า......

        “อีริน....... อีแบ๊ะ....... อย่าออกไปเล่นที่ไหนไกลนักเด้อ......”
        “จ๊ะ........”  น้องสาวทั้งสองของฉันรับคำพร้อมกัน

        น้องสาวของฉันเล่นอยู่ในบริเวณบ้าน ส่วนฉันค่อยๆเดินกลับไปนอนพักผ่อนภายในห้อง

        ขณะที่ฉันเคลิ้มหลับเป็นเวลานานเท่าใด มิอาจทราบได้ ความรู้สึกของฉันบ่งบอกถึงเงาร่าง
มากหน้า หลายตา ซึ่งล้วนเป็นดวงหน้าของผู้ชรา มีลักษณะผมเผ้าสีขาวโพลน มานั่งรายล้อม
รอบตัวฉัน ราวกับว่าฉันเป็นจุดศูนย์กลางของพวกเขา

        ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น กับความรู้สึกอันแสนเรือนราง  ฉันสัมผัสได้ถึงความห่วงใยของ
พวกเขาที่มีให้แก่ฉัน จากมืออันเหี่ยวย่นของหญิงชราผู้หนึ่ง ลูบหัวฉันอย่างแผ่วเบา

        “อีบูรณ์........ อีบูรณ์........ อยู่มั้ย”

        เสียงเรียกอันแสนคุ้นหู ทำให้ฉันตื่นจากภวังค์ นั่นเป็นเสียงของพี่นวย ลูกชายของลุงทรนั่นเอง

        “อีริน....... อีแบ๊ะ.......... อีบูรณ์อยู่มั้ย???”  พี่นวยร้องถามน้องสาวทั้งสองที่กำลังเล่นอยู่
ใต้ถุนบ้าน
        “อยู่จ๊ะพี่นวย....... ตอนนี้อีบูรณ์ไม่สบาย กำลังนอนอยู่บนบ้าน”  อีรินตอบ

        เมื่อฉันได้ยิน จึงพยุงร่างกายเดินออกมานอกชานด้วยสภาพที่อิดโรย พร้อมกับคำถาม

        “มีอะไรจ๊ะ?.....พี่นวย”
        “เอ่อ....... อีบูรณ์ คืองี้....... ลุงเที่ยง แกรับแม่ใหญ่ไปอยู่ดาก๊ะบ้านท่ากระทุ่ม และ
แม่ใหญ่ก็ห่วงพวกมึงมาก ก็เลยให้กูมาบอก”  พี่นวยบอกด้วยความกระอักกระอ่วนใจ

        เป็นคำตอบสุดท้ายที่เปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางใจฉัน แม่ใหญ่ที่เปรียบได้กับเสาหลัก
เป็นที่พึ่งทางใจของฉันและน้องสาวทั้งสอง กลับก้าวเดินออกไปจากชีวิตของพวกเรา ภาพความ
ทรงจำที่ท่านคอยสั่งสอนให้เป็นคนดี พร้อมกับมอบความรัก ความเมตตา พรั่งพรูอยู่ในใจฉัน

        ฉันรู้สึกสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด น้ำในตาไหลเอ่อท้นออกมาจากเบ้า
ร่างกายอ่อนแรง ทรุดตัว แล้วสิ้นสติลงตรงนั้น

        เวลาหมุนผ่านไปนานเท่าใด มิอาจทราบได้ เมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมา ชาวบ้านมาก
หน้า หลายตาต่างช่วยกันดูแล และมีคนหนึ่งเอ่ยปากเล่าให้ฉันฟังว่า.........

        “อีบูรณ์....... พอมึงล้มลงไป อยู่ๆ มึงก็ลุกขึ้นมาพูดเป็นเสียงใครก็ไม่รู้ พูดว่า สงสารมึงที่
ต้องอยู่ไม่มีคนดูแล และจะเอาไปอยู่ดา แล้วลุงทรก็บอกว่ามึงน่ะ บ้าๆ บอๆ เอามันไปก็เป็นภาระ
เปล่าๆ พวกกูก็ช่วยกันขอร้อง บอกกับเค้าว่าจะตามพี่มึงมาวัน-สองวันนี้”

        ขณะเดียวกับ คนจากเขาแตงโม ที่ประสบกับเหตุการณ์อันน่าประหลาดใจนี้ จึงกลับไปเขา
แตงโม นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับฉันเล่าให้พี่เอียดฟัง พร้อมกับบอกให้พี่เอียดกลับมาดูแลพวกฉัน
สักพัก
        ..................
        ............
        .......

สองวันต่อมา........

        พี่เอียดเดินทางกลับมาที่บ้าน ลุงทรซึ่งคอยอยู่ที่บ้าน ได้เอ่ยแนะนำกับพี่เอียดว่า.........

        “อีเอียด........ อีบูรณ์มันป่วยบ่อยและเป็นมาก มึงน่าจะตามหมอเข้าทรงมาเรียกขวัญให้
มันซะ”
        “จ๊ะ......”  พี่เอียดรับคำ

        พี่เอียดทำตามคำแนะนำนั้นทันที การทำพิธีมีขึ้นบนบ้านของฉัน ทำพิธีโดยหมอเข้าทรง
ซึ่งเป็นชายวัยกลางคน และมีชาวบ้านเข้ามาดู มีคนหนึ่งให้คำแนะนำกับฉัน

         “อีบูรณ์....... มึงอยู่เฉยๆนะ เกิดอะไรขึ้นอย่าพูดเด็ดขาด...... เข้าใจมั้ย!!!”
        “จ๊ะ......” ฉันรับคำอย่างหนักแน่น

        สายตาฉันสังเกตุเห็น บรรดาชาวบ้านช่วยกันทำกรวย กับของไหว้ ซึ่งประกอบด้วยข้าวสาร
ข้าวสุก และไข่ต้ม ซึ่งนำไปตั้งอยู่บนข้าวสาร

        “ ############################## ”

        เสียงสวดทำพิธีของหมอเข้าทรง เริ่มจากแผ่วเบา ค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปนาน
ชั่วหม้อต้มน้ำเดือด ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มไม่หยุด และล้มลงขณะที่นั่งอยู่ แล้วจู่ๆ ร่างกายของ
เขาก็ลุกขึ้นมาในทันใด พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเป็นของหญิงสาว

        “อีบูรณ์...... มึงรู้มั้ย...... กูอยู่ที่สระน้ำหน้าบ้านมึง เห็นมึงนั่งแถวนั้นอยู่บ่อยๆ มึงช่าง
น่าสงสารจริงๆ กูจึงต้องคอยดูแลมึงตลอด”

        "แก่เป็นใครนิ เป็นผีหรือเปล่า??" ชาวบ้านคนหนึ่งร้องถาม

        "ฉันไม่ใช่ผี ฉันเป็นเจ้าแม่ปทุม อยู่ในดอกบัวตรงสระน้ำหน้าบ้าน........"

        กล่าวจบ..... หมอเข้าทรงก็ล้มลง แล้วดีดตัวลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่
ฉันคุ้นเคย

        “ฮือๆๆๆ....... อีบูรณ์....... แม่เองเด้อ....... แม่รักลูก สงสารลูกจริงๆ ไม่รู้ว่าจะทำยังไง
ทำไมพ่อมึงไม่อยู่กับพวกมึง ปล่อยให้พวกมึงอยู่กันแบบนี้ได้ยังไง....... ฮือๆๆๆๆ”

        เสียงพูดจากปากของหมอเข้าทรง ก็ตัดพ้อต่อว่าพ่อ ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมพิธีภายในบ้านด้วย
สักพักหนึ่ง ไข่ที่ตั้งอยู่บนข้าวสารร เริ่มมีอาการสั่นไหว เป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างของหมอเข้าทรง
กำลังจะหงายหลัง

        “อีเอียด!!!!........ รีบรับหมอเร็วๆ” ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนบอกด้วยเสียงอันดัง

        พี่เอียด ซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าสุด รีบช้อนร่างของหมอเข้าทรงอย่างรวดเร็ว ส่วนฉันได้แต่นั่ง
มองทุกคนตาปริบๆ ภายในใจรู้สึกสับสน จนไม่รู้ว่าควรจะเชื่อสิ่งที่เห็นด้วยตาตนเองหรือไม่

        พี่เอียดได้ปฏิบัติตามที่ผู้อาวุโสในหมู่บ้านแนะนำ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สอนให้รู้ว่า
ไม่ควรลบหลู่ในสิ่งที่มองไม่เห็น และยังพิสูจน์ไม่ได้

        หลังจากนั้น ชีวิตของฉันส่วนหนึ่งยังคงข้องเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับนั่นเอง
        ..................
        ............
        .......


ในบ่ายวันหนึ่ง...........

        ฉันพาอีแบ้กับแม่ของมันไปเลี้ยงที่โนนตะหนินตามปกติ โดยที่ฉันมิอาจฉุกคิดได้ว่าต้อง
สูญเสีย “สิ่งที่ฉันรักมาก” ไป
        ในตอนนั้น ฉันสังเกตเห็นควายตัวหนึ่ง เป็นเพศผู้ และตัวใหญ่มาก จากฝูงควายอีก
ฝูงหนึ่ง จ้องมองฉันด้วยตาไม่กระพริบ บางสิ่งบางอย่างในด้านลบได้แผ่ออกมาจากควาย
ตัวนั้น จนฉันรู้สึกได้อย่างชัดเจน
        ฉันกลับไม่คิดอะไรมาก เล่นกับอีแบ้ โดยไม่สนใจควายตัวนั้น

        “กุ๊บ.................. กุ๊บ................. กุ๊บ................. กุ๊บ”

        เสียงฝีเท้าอันรวดเร็วของควายตัวใหญ่ วิ่งพุ่งตรงมาที่ฉัน หัวของควายตัวนั้นก้มลงให้เขา
อันแหลมคมของมัน พุ่งเข้ามาที่ร่างฉันได้อย่างถนัดถนี่ยิ่งขึ้น
        ส่วนฉัน เมื่อเห็นว่ากำลังมีอันตรายเข้ามากร้ำกราย แต่ฉันกลับตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ยืน
นิ่ง แข็งทื่อ ราวกับจะเป็นเป้าให้มันขวิด
        ก่อนที่เขาของมันจะเสียบร่างฉันนั้นเอง

        “ฉึก............ก...........ก”
        “กร๊อบ........ บ........บ”

        มิทันคาดคิด มีเงาร่างหนึ่งพุ่งมารับเขาควายตัวนั้น เป็น “อีแบ้” ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พุ่งเข้ามา
ขวาง ก่อนที่เขาควายตัวนั้นจะถึงร่างของฉัน
        หยาดโลหิตของอีแบ้ หลั่งรินอยู่ที่ขาหลัง โลหิตชโลมย้อมเกือบทั่วเขาควายตัวนั้น อีแบ้ขา
หัก กระดูกแตก และมิอาจประคองร่างของมันให้ลุกขึ้นยืนได้
        ส่วนควายตัวนั้น รีบดึงเขาออกจากขาอีแบ้ โลหิตสีแดงข้นของอีแบ้เต็มเขาข้างหนึ่งของมัน
        มันหันมามองอีแบ้ที่มารับเคราะห์แทนฉัน แล้วหันมามองฉันที่ยังตกตะลึง ยืนนิ่งอยู่กับที่
แววตาที่ดูราวกับว่ามันอาฆาตมาดร้าย ตั้งแต่มันเห็นฉันคราวแรก ค่อยผ่อนคลายลง มันเดินกลับ
ไปที่ฝูงของมัน ราวกับไม่มีเหตุการณ์อันร้ายแรงจากการกระทำของมันเกิดขึ้นมาก่อนโดย
ไม่สนใจฉันกับอีแบ้ ที่ยังนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นข้างหน้าฉัน
        ฉันเข่าอ่อนนั่งลงอยู่ที่ข้างๆ ร่างของมัน

        “ถ้าฉันโดนมันขวิด ฉันก็คงไม่รอด”

        ในใจของฉันได้แต่คิดเช่นนั้น

***************


        “เอ้า....... อีบูรณ์ ลุกขึ้นได้แล้ว กลับบ้านเหอะ ไป๊”

        คนเลี้ยงควายที่อยู่ในบริเวณนั้น ไม่ทันได้เห็นเหตุการณ์ แต่เห็นฉันนั่งอยู่ข้างๆอีแบ้ มาจับ
ฉันให้ยืนขึ้น

        “เอ้า........... เดี๋ยวกูจะกลับมาเอาควายมึงตามกลับไปทีหลัง กลับบ้านไปก่อน” ชาย
คนนั้นสำทับ

        ชายคนนั้นจูงมือพาฉันกลับบ้าน ฉันหันหน้ากลับมามองหน้าอีแบ้ ภาพที่ฉันเห็น น้ำใสๆ
จากดวงตาของมันไหลริน ในแววตาแสดงเค้าอาลัย ราวกับจะบอกว่า

        “เราจะต้องจากกันแล้ว รักษาตัวด้วย”

        ฉันจดจำภาพนั้นเสมอมา
        ..................
        ............
        .......

เช้าวันต่อมา ...........

        “พวกกูฆ่าควายของมึงแล้ว มันบาดเจ็บมาก เอาข้ามน้ำกลับมาไม่ได้” ชายคนเลี้ยง
ควายมาบอกข่าวร้ายกับฉันถึงบ้าน

        เมื่อรับรู้ข้าว น้ำตาของฉันหลั่งรินอาบแก้ม ได้แต่รู้สึกเสียใจ และตั้งคำถามอยู่ในใจ
อยู่ตลอด

        “เพราะอะไรมันถึงต้องวิ่งมารับเคราะห์แทนฉันด้วย”

        ฉันยิ่งรู้สึกว่า

        “การพลัดพรากเป็นสิ่งอนิจจัง มิเที่ยงแท้”

        ในเวลาต่อมาไม่นานนัก พ่อของฉันก็นำแม่อีแบ้ไปขายให้กับคนอื่น แล้วพ่อก็ออกไปหา
งานทำยังถิ่นอื่น
        ..................
        ............
        .......

ในบางครั้ง...........

        พี่สาวของฉันจะกลับมาเยี่ยมฉันกับน้องสาวที่บ้าน เมื่อจะกลับไปทำงาน

        “พี่เอียด.............. ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาให้ฉันด้วย” ฉันร้องขอ
        “มึงปลูกเป็นเหรอ......... อีบูรณ์” พี่เอียดถามด้วยความสงสัย
        “เป็นสิจ๊ะ” ฉันยืนยันหนักแน่น
        “ได้............. เดี๋ยวจะซื้อมาให้” พี่เอียดรับคำ

        พี่เอียดซื้อเมล็ดพันธุ์ผักไว้ให้ ฉันกับน้องสาวช่วยกันขุดดินจนเป็นร่อง เท่าที่แรงมีและ
ทำได้ ซึ่งฉันกับน้องสาวเคยสังเกตเห็นชาวบ้านเขาทำกัน แล้วเอาเมล็ดพันธุ์โรยไว้กับร่องดิน
จากนั้นจึงเอาฟางปิดและรดน้ำ จนผักต่างๆงอกเงยออกมา
        ฉันกับน้องสาวเก็บผักที่ปลูกขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงไปทำกับข้าว

        “เราก็ทำได้”

        เป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นภายในใจของฉันและน้องสาว
        ชาวบ้านเดินผ่านไป – มา ก็ได้แต่มองพวกฉัน โดยที่ฉันกับน้องสาวไม่สามารถคาดเดา
ความคิดของพวกเขาได้
        ..................
        ............
        .......

อยู่มาวันหนึ่ง..........

        “อีบูรณ์...... อีนังนกกระปูดมันหายไปไหน” อีแบ๊ะ ถามด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง
        “กูก็ไม่รู้เหมือนกัน” ฉันตอบด้วยสีหน้าสุดที่จะหาคำตอบอื่นใดได้
        “แต่มันเพิ่งจะออกลูกนะ มันจะไม่กลับมาให้นมลูกมันเหรอ” อีรินถามขึ้น
        “ก็ไม่รู้สิ เดี๋ยวคืนนี้มันก็มามั้ง” ฉันตอบด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ

        ฉันและน้องสาวสังเกตเห็นว่า “นังนกกระปูด” แมวของฉันหายออกจากบ้านแล้ว
หนึ่งอาทิตย์
        มันเพิ่งออกลูกมาสามตัว ตัวผู้ทั้งหมด เป็นครอกที่สอง ลูกของมันที่ออกมาครอกแรก
มีคนขอไปเลี้ยงหมด

        “มันคงรักลูกของมันมาก และรักพวกเราด้วย ถ้ามันยังไม่ตาย มันคงไม่หายไปหรอก”

        ฉันได้แต่นึกและรู้สึกสังหรณ์ใจสุดที่จะบรรยายได้
.
        “ขอให้แมวของฉันกลับมาให้นมลูกมันด้วยเถิด”
.
        เมื่อถึงเวลาสวดมนต์ก่อนนอน ฉันได้แต่อธิษฐานเช่นนั้น
        ..................
        ............
        .......
.
ตกดึกคืนนั้น...........
.
        “งาว............ งาว................งาว”
.
        เสียงอันคุ้นเคยของมัน ทำให้ฉันคลายความกังวลใจ ภายในใจฉันรู้สึกดีใจและคิดว่า “มัน
คงยังไม่ตาย” ฉันกับอีรินและอีแบ๊ะ ลงมาดูตามต้นกำเนิดเสียง แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาร่าง
ของมัน
        ..................
        ............
        .......

เช้าวันต่อมา........

        ฉันเดินไปที่นาตามลำพัง ด้วยความรู้สึกบางอย่างว่า “อาจจะพบตัวแมวของฉัน”
        ฉันเดินลัดเลาะตามทุ่งนา ผ่านคลอง และกำลังจะเดินไปที่หนองน้ำ
        พลัน!!! สายตาของฉัน หยุดลงที่ร่างของสัตว์สี่เท้า ตัวไม่ใหญ่นัก นอนอยู่ริมหนองน้ำ
        เป็นแมวโดนงูกัดตายนั่นเอง
        เป็นแมวตัวเดียวกันที่ฉันกำลังตามหาอยู่
        หน่วยน้ำใสๆ ในดวงตาเริ่มไหลรินอาบแก้มของฉัน
        ฉันทำได้แค่เดินร้องไห้กลับมาที่บ้าน

***************


        “อีริน......... อีแบ๊ะ นังนกกระปูดมันตายแล้ว” ฉันบอกน้องสาวทั้งน้ำตา
        “ฮื่อ.......” น้องสาวทั้งสองคนผงกหัวพร้อมกัน ด้วยสีหน้าและแววตาที่เศร้าสลด
        “ไป......... ไปหาไม้มาเผามันเถอะ” ฉันร้องบอก

        ฉันกับน้องสาวหาไม้มากองรวมกันที่ริมหนองน้ำ ฉันอุ้มร่างอันไร้วิญญาณของมันขึ้นไปวาง
ไว้บนกองไม้ แล้วจุดไฟเผา
        ควันลอยคละคลุ้งอยู่ ณ จุดที่นำไม้มากอง ร่างของแมวกลืนหายไปกับกองเพลิง ฉันกับ
น้องสาวนั่งยกมือไหว้อธิษฐาน

.
        “ขอให้มันไปดี ไม่ต้องเป็นห่วงลูกมัน ฉันจะเลี้ยงลูกของมันเอง”
.
        ฉันได้แต่ภาวนาเช่นนั้น
        ในเวลาต่อมา ฉันกับน้องสาวเลี้ยงลูกของมันทั้งสามตัวจนเติบใหญ่
.
        สิ่งต่างๆ ที่เป็นประสบการณ์ในวัยเด็กของฉัน ต่างมีทั้งทุกข์และสุขคละเคล้ากันไป
.
        “ดั่งคำพ่อสอน”
.
        ฉันใช้ชีวิตในแบบนี้มาโดยตลอด แต่กลับไม่เคยคิดว่ามันลำบากเลยสักนิด
.
        ไม่รู้สึกว่าชีวิตมีปมด้อย
.
        พร้อมจะสู้ชีวิตต่อไป
.
.
.
© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์ ลิมป์คุ้มธรณี
     ปีที่เผยแพร่ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet


ในตอนที่ต่อจากไปนอนที่บ้านยาย

แม่ผมเขียนเพิ่มเติมไว้อีกครับ

ลองอ่านดูสิ

#1 By Juninyá on 2008-12-16 21:50