หลังจากนั้น.....
.
        ฉันเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ ซึ่งฉันมีอายุสิบสามปี เข้าไปหางานทำที่โรงงานในกรุงเทพฯ โดยยืมใบเหลืองของคนรู้จักเข้าไปสมัครงาน และพักอาศัยอยู่กับพี่สาคร ซึ่งเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯแล้ว
        ส่วนอีรินกับอีแบ๊ะ น้องสาวของฉันก็อาศัยอยู่บ้านกับพ่อ ซึ่งกลับมาพักอาศัยทำงานอย่างถาวร หลังจากที่ตระเวน ร่อนเร่หางานทำยังต่างถิ่นอยู่หลายปี
        ต่อมาบรรดาพี่สาวของฉันทั้งสี่คน ต่างก็มีครอบครัวอยู่ต่างถิ่นกันหมด
        ไม่มีใครไปยึดอาชีพ อย่างที่บางคนในหมู่บ้านได้เคยปรามาสไว้
        ส่วนฉันย้ายออกมาเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นสาวโรงงานเดียวกัน
        ..................
        ............
        .......
.
อีกสี่ปีต่อมา.....
.
        อีรินเติบโตเข้าสู่วัยสาว ได้เข้ามาทำงานอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ทำลูกชิ้นเองในกรุงเทพฯ มีหน้าที่ทำลูกชิ้น โดยพักอาศัยอยู่กับพี่สาคร เมื่อทำงานได้ระยะหนึ่ง พี่สาครก็สมัครงานที่ฟู้ดแลนด์ทิ้งไว้ให้อีกแห่งหนึ่ง
        ฉันมักจะเดินทางไปมาหาสู่ ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกับอีรินเสมอ
        ..................
        ............
        .......
.
ในคืนวันหนึ่ง.....
.
        ฉันกลับมาบ้านที่อยู่ในหมู่บ้าน ขณะกำลังหลับ ฉันฝันว่า เห็นโต๊ะเก้าอี้ชุดหนึ่งมีแก้วน้ำวางอยู่บนโต๊ะ
        ฉับพลัน!!! น้ำในแก้วกลับกลายเป็นโลหิตสดๆ
        เมื่อมองลงไปที่พื้น ฉันเห็นควายตัวหนึ่งกำลังนอนอยู่
        หญิงสาวที่คาดว่าจะอยู่ในวัยเบญจเพส รูปร่างสันทัด เดินมาพร้อมกับมีดปลายแหลมในมือ ตรงไปยังควายที่กำลังนอนอยู่
        ภาพเบื้องหน้าที่เห็น ราวกับมิใช่ความฝัน เมื่อหญิงผู้นั้นเดินมาถึง ณ จุดที่ควายนอนอยู่
.
        “ฉึกกก....”
.
        หญิงคนนั้นไม่พูดพล่ามทำเพลง ลงมือเอามีดแทงควายทันที
        มีดปลายแหลมเสียบเข้าไปที่ลำตัวของควายตัวนั้น ปราศจากเสียงร้องใดๆ โลหิตสดๆ หลั่งรินออกมาเป็นทาง
ฉันรู้สึกเจ็บหน้าอก ราวกับว่าถูกมีดเล่มนั้นกรีดไปที่หัวใจ
ในที่สุด ควายตัวนั้นก็แน่นิ่ง สิ้นใจในบัดดล

***************


.
        “เฮือก....”
.
        ฉันตกใจสะดุ้งตื่น พร้อมกับสติสัมปชัญญะทุกส่วนกลับคืนมา
        เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในความฝัน ทำให้ฉันรู้สึกใจคอไม่ดี
.
        “ในฝันช่างเหมือนความจริงแท้ๆ”
.
        ในเวลานั้นดึกมากแล้ว ฉันลุกขึ้นจากที่นอน เดินมานั่งตรงบันได ด้วยจิตใจอันแสนสับสน
.
        “พรุ่งนี้ก็กลับกรุงเทพฯแล้ว จะมีเหตุร้ายอะไรเกิดขึ้นก็ไม่รู้”
.
        ฉันได้แต่รำพึงเช่นนั้นในใจ
        ..................
        ............
        .......
.
เย็นวันต่อมา.....
.
        ขณะที่ฉันกำลังเดินไปตามท้องร่อง กำลังจะไปถึงบ้านเช่าที่ฉันพักอาศัยอยู่
.
        “น้อยๆ(อีกชื่อที่คนเรียกฉัน) น้องสาวแกโดนแทงตายแล้ว” เพื่อนบ้านคนหนึ่งตะโกนบอก
        “อะไรนะ?” ฉันถามทวนคำตอบ ด้วยความหวังว่า สิ่งที่ได้ยิน มิใช่สิ่งที่ฉันกังวลมาตลอด
        “ริน.... น้องสาวแกโดนแทงตายอยู่ก๊ะร้านลูกชิ้น” เพื่อนบ้านคนนั้นย้ำคำตอบเดิม
.
        สิ่งที่ฉันได้ยิน เป็นคำตอบที่ฉันไม่อยากเชื่อหูตนเอง และเป็นความจริงที่ฉันไม่อยากฟัง ร่างกายฉันหมดเรี่ยวแรง ทรุดลงกับพื้น
.
        “ฮือๆๆๆๆ......”
.
         ฉันปล่อยโฮออกมาจากความรู้สึกอย่างไม่อายใคร ฉันนั่งร้องไห้อยู่หลายชั่วโมง จนกว่าจะตั้งสติได้ และเดินทางไปดูศพอีรินกับพี่สาว
.
        “ฮือๆๆๆๆ......”
        “ทำไมมันอายุสั้นแท้....”
.
        เมื่อเห็นศพของน้องสาว บรรดาพี่สาวของฉัน รวมทั้งฉันที่ไปดูศพน้องสาวของตนเอง แล้วร่ำไห้ออกมา
        ทุกคนต่างรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของอีริน
        ในวันนั้น ญาติๆและพี่สาวของฉันจัดการนำศพอีรินกลับบ้านเกิด
        ส่วนคนร้ายที่ฆ่าน้องสาวฉันก็หลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย

***************


        ภาพความทรงจำต่างๆ เกี่ยวกับอีริน ซึ่งฉันระลึกได้ตั้งแต่วัยเด็ก จนมาหยุดอยู่เมื่อวันก่อนที่ฉันจะกลับไปในหมู่บ้าน
.
        “อีบูรณ์ ....  แกมาหาฉันก๊ะบ้านพี่สาครเด้อ” อีรินเอ่ยชวน
        “เออๆ ได้.... เย็นนี้กูไปหา” ฉันยืนยัน
.
        ฉันเดินทางไปหาน้องสาวที่บ้านพี่สาคร เราสองคนต่างยินดี เมื่อได้พบกันและอยู่คุยกันจนดึก เหมือนกับว่าเราทั้งสองคนจะไม่ได้คุยกันอีกแล้ว
        ฉันกับอีรินคุยกันถึงเรื่องสัพเพเหระทั่วไป เรื่องพี่น้อง จนมาถึงเรื่องในที่ทำงาน
.
        “ก๊ะที่ทำงาน มีคนจากก๊ะอื่น มาแอบชอบฉัน มาจีบฉันทุกวัน” อีรินเปิดปากเล่า
        “แล้วแกชอบมันรึเปล่า” ฉันถาม
        “ไม่ชอบเลย แต่แฟนเค้าที่ทำอยู่ที่เดียวกันก๊ะฉัน มันหึง” อีรินเปิดปากระบาย
        “แล้วมีเรื่องกันรึเปล่า” ฉันถามอย่างสนใจ
        “มีสิ..... มันมาหาเรื่องฉันทุกวันเลย” อีรินเอ่ยด้วยความระอาใจ
        “อีริน........ แกน่าจะออกจากร้านนั้นซะ กูเป็นห่วง” ฉันเสนอความเห็นด้วยแววตาวิตก
         “เดี๋ยวทำพรุ่งนี้อีกวันเดียว ก็ออกแล้ว ไม่ต้