เด็กใจเพชรกับเส้นทางสู่ชัยชนะ » ตอนที่ ๗
posted on 11 Oct 2007 18:05 by autis-mann
หลังจากนั้น.....
.
ฉันเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ ซึ่งฉันมีอายุสิบสามปี เข้าไปหางานทำที่โรงงานในกรุงเทพฯ โดยยืมใบเหลืองของคนรู้จักเข้าไปสมัครงาน และพักอาศัยอยู่กับพี่สาคร ซึ่งเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯแล้ว
ส่วนอีรินกับอีแบ๊ะ น้องสาวของฉันก็อาศัยอยู่บ้านกับพ่อ ซึ่งกลับมาพักอาศัยทำงานอย่างถาวร หลังจากที่ตระเวน ร่อนเร่หางานทำยังต่างถิ่นอยู่หลายปี
ต่อมาบรรดาพี่สาวของฉันทั้งสี่คน ต่างก็มีครอบครัวอยู่ต่างถิ่นกันหมด
ไม่มีใครไปยึดอาชีพ อย่างที่บางคนในหมู่บ้านได้เคยปรามาสไว้
ส่วนฉันย้ายออกมาเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นสาวโรงงานเดียวกัน
..................
............
.......
.
อีกสี่ปีต่อมา.....
.
อีรินเติบโตเข้าสู่วัยสาว ได้เข้ามาทำงานอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ทำลูกชิ้นเองในกรุงเทพฯ มีหน้าที่ทำลูกชิ้น โดยพักอาศัยอยู่กับพี่สาคร เมื่อทำงานได้ระยะหนึ่ง พี่สาครก็สมัครงานที่ฟู้ดแลนด์ทิ้งไว้ให้อีกแห่งหนึ่ง
ฉันมักจะเดินทางไปมาหาสู่ ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกับอีรินเสมอ
..................
............
.......
.
ในคืนวันหนึ่ง.....
.
ฉันกลับมาบ้านที่อยู่ในหมู่บ้าน ขณะกำลังหลับ ฉันฝันว่า เห็นโต๊ะเก้าอี้ชุดหนึ่งมีแก้วน้ำวางอยู่บนโต๊ะ
ฉับพลัน!!! น้ำในแก้วกลับกลายเป็นโลหิตสดๆ
เมื่อมองลงไปที่พื้น ฉันเห็นควายตัวหนึ่งกำลังนอนอยู่
หญิงสาวที่คาดว่าจะอยู่ในวัยเบญจเพส รูปร่างสันทัด เดินมาพร้อมกับมีดปลายแหลมในมือ ตรงไปยังควายที่กำลังนอนอยู่
ภาพเบื้องหน้าที่เห็น ราวกับมิใช่ความฝัน เมื่อหญิงผู้นั้นเดินมาถึง ณ จุดที่ควายนอนอยู่
.
“ฉึกกก....”
.
หญิงคนนั้นไม่พูดพล่ามทำเพลง ลงมือเอามีดแทงควายทันที
มีดปลายแหลมเสียบเข้าไปที่ลำตัวของควายตัวนั้น ปราศจากเสียงร้องใดๆ โลหิตสดๆ หลั่งรินออกมาเป็นทาง
ฉันรู้สึกเจ็บหน้าอก ราวกับว่าถูกมีดเล่มนั้นกรีดไปที่หัวใจ
ในที่สุด ควายตัวนั้นก็แน่นิ่ง สิ้นใจในบัดดล
***************
.
“เฮือก....”
.
ฉันตกใจสะดุ้งตื่น พร้อมกับสติสัมปชัญญะทุกส่วนกลับคืนมา
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในความฝัน ทำให้ฉันรู้สึกใจคอไม่ดี
.
“ในฝันช่างเหมือนความจริงแท้ๆ”
.
ในเวลานั้นดึกมากแล้ว ฉันลุกขึ้นจากที่นอน เดินมานั่งตรงบันได ด้วยจิตใจอันแสนสับสน
.
“พรุ่งนี้ก็กลับกรุงเทพฯแล้ว จะมีเหตุร้ายอะไรเกิดขึ้นก็ไม่รู้”
.
ฉันได้แต่รำพึงเช่นนั้นในใจ
..................
............
.......
.
เย็นวันต่อมา.....
.
ขณะที่ฉันกำลังเดินไปตามท้องร่อง กำลังจะไปถึงบ้านเช่าที่ฉันพักอาศัยอยู่
.
“น้อยๆ(อีกชื่อที่คนเรียกฉัน) น้องสาวแกโดนแทงตายแล้ว” เพื่อนบ้านคนหนึ่งตะโกนบอก
“อะไรนะ?” ฉันถามทวนคำตอบ ด้วยความหวังว่า สิ่งที่ได้ยิน มิใช่สิ่งที่ฉันกังวลมาตลอด
“ริน.... น้องสาวแกโดนแทงตายอยู่ก๊ะร้านลูกชิ้น” เพื่อนบ้านคนนั้นย้ำคำตอบเดิม
.
สิ่งที่ฉันได้ยิน เป็นคำตอบที่ฉันไม่อยากเชื่อหูตนเอง และเป็นความจริงที่ฉันไม่อยากฟัง ร่างกายฉันหมดเรี่ยวแรง ทรุดลงกับพื้น
.
“ฮือๆๆๆๆ......”
.
ฉันปล่อยโฮออกมาจากความรู้สึกอย่างไม่อายใคร ฉันนั่งร้องไห้อยู่หลายชั่วโมง จนกว่าจะตั้งสติได้ และเดินทางไปดูศพอีรินกับพี่สาว
.
“ฮือๆๆๆๆ......”
“ทำไมมันอายุสั้นแท้....”
.
เมื่อเห็นศพของน้องสาว บรรดาพี่สาวของฉัน รวมทั้งฉันที่ไปดูศพน้องสาวของตนเอง แล้วร่ำไห้ออกมา
ทุกคนต่างรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของอีริน
ในวันนั้น ญาติๆและพี่สาวของฉันจัดการนำศพอีรินกลับบ้านเกิด
ส่วนคนร้ายที่ฆ่าน้องสาวฉันก็หลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย
***************
ภาพความทรงจำต่างๆ เกี่ยวกับอีริน ซึ่งฉันระลึกได้ตั้งแต่วัยเด็ก จนมาหยุดอยู่เมื่อวันก่อนที่ฉันจะกลับไปในหมู่บ้าน
.
“อีบูรณ์ .... แกมาหาฉันก๊ะบ้านพี่สาครเด้อ” อีรินเอ่ยชวน
“เออๆ ได้.... เย็นนี้กูไปหา” ฉันยืนยัน
.
ฉันเดินทางไปหาน้องสาวที่บ้านพี่สาคร เราสองคนต่างยินดี เมื่อได้พบกันและอยู่คุยกันจนดึก เหมือนกับว่าเราทั้งสองคนจะไม่ได้คุยกันอีกแล้ว
ฉันกับอีรินคุยกันถึงเรื่องสัพเพเหระทั่วไป เรื่องพี่น้อง จนมาถึงเรื่องในที่ทำงาน
.
“ก๊ะที่ทำงาน มีคนจากก๊ะอื่น มาแอบชอบฉัน มาจีบฉันทุกวัน” อีรินเปิดปากเล่า
“แล้วแกชอบมันรึเปล่า” ฉันถาม
“ไม่ชอบเลย แต่แฟนเค้าที่ทำอยู่ที่เดียวกันก๊ะฉัน มันหึง” อีรินเปิดปากระบาย
“แล้วมีเรื่องกันรึเปล่า” ฉันถามอย่างสนใจ
“มีสิ..... มันมาหาเรื่องฉันทุกวันเลย” อีรินเอ่ยด้วยความระอาใจ
“อีริน........ แกน่าจะออกจากร้านนั้นซะ กูเป็นห่วง” ฉันเสนอความเห็นด้วยแววตาวิตก
“เดี๋ยวทำพรุ่งนี้อีกวันเดียว ก็ออกแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก” อีรินตอบด้วยสีหน้ากังวล
.
ในกลางดึก.....
.
ฉันรู้สึกกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ และลุกขึ้นมานั่ง
อีรินก็ลุกขึ้นมานั่งเช่นกัน
เราทั้งสองคนเอาหน้าชนกัน แล้วมองในกระจกบนโต๊ะเครื่องแป้ง ที่ตั้งอยู่ปลายเตียง ห่างราวๆแปดฟุต
ภาพที่ฉันเห็นในกระจก ใบหน้าฉันประกบกับใบหน้าอีริน ซึ่งเป็นใบหน้าซีดเผือด ไร้โลหิตหล่อเลี้ยง ราวกับคนตาย
.
“ทำไมหน้าแกเหมือนกับผีเลย”
.
ฉันถามอีรินด้วยความตกใจ พลั้งปากพูดโดยที่มิทันคำนึงถึง
ฉันเห็นอีรินมีสีหน้าเศร้าสลด
.
“ฉันพูดแบบนั้นออกไปได้อย่างไร?”
.
ฉันได้แต่รำพึงเช่นนั้นภายในใจ
.
“อีบูรณ์.... อย่าลืมว่าแกมีน้องอีกคนคือฉันนะ” อยู่ๆอีรินก็โพล่งขึ้นมา
.
ฉันรู้สึกตงิดๆอยู่ในใจที่น้องสาวฉันพูดออกมาแบบนี้
.
“ได้.... ยังไงแกก็เป็นน้องกูเสมอ” ฉันยืนยันเพื่อให้อีรินสบายใจ
..................
............
.......
.
เช้าวันต่อมา.......
.
ฉันกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ อีรินเดินมาที่ประตูห้องน้ำ
.
“อีบูรณ์.... ฉันไม่มีตังค์เหรียญ ขอยืมตังค์ค่ารถเมล์หน่อย” อีรินพูดขึ้น
.
ฉันคิดจะแหย่น้องเล่น จึงพูดออกไปว่า
.
“ไม่ให้แกยืมหรอก เดี๋ยวแกจะไม่ได้ใช้ฉันคืน” ฉันพูดแบบทีเล่นทีจริง
.
ไร้ซึ่งคำตอบ และสรรพสำเนียงใดๆ เมื่อฉันอาบน้ำเสร็จ คิดว่าจะเอาเงินค่ารถเมล์ให้อีริน ออกมาจากห้องน้ำ ก็ไม่พบแม้แต่เงาร่างของอีริน
น้องสาวฉันออกไปทำงานแล้ว
.
“ทำยังไงจะได้พบหน้าอีรินอีก”
.
ฉันได้แต่ตั้งคำถามนี้อยู่ในใจ
หลังจากวันนั้น ฉันพบอีรินในสภาพที่ไร้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้
ในจิตใจส่วนลึกรู้สึกเสียใจอย่างล้นพ้นที่พูดในสิ่งไม่สมควรออกมา
..................
............
.......
.
คืนวันหนึ่ง....
.
ก่อนจะเผาศพอีริน ฑูรย์ได้อุ้มลูกชายสองคนมาจากจังหวัดชัยนาท คนเป็นพี่ชื่อว่า “เก๋” มีอายุราวๆสองขวบ คนเป็นน้องชื่อ “ทอม” อายุราวๆเก้าเดือน
.
“ฟู่ววววว........”
.
บังเกิดลมพัดแรงขึ้นในทันใด ทันทีที่ฑูรย์เหยียบย่างขึ้นมาบนศาลาวัด ที่จัดงานศพอีริน
ฉันกับพี่สาวและน้องสาว ต่างก็รู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก
.
“ฑูรย์.... เดี๋ยวฉันช่วยอุ้มไอ้ทอมเอง” ฉันอาสา พร้อมยื่นมืออุ้มทอม
“อื่อ.... อุ้มดีๆนะ” ฑูรย์ตอบรับพร้อมกับยื่นทอมมาให้ฉัน
.
ส่วนเก๋ ฑูรย์วางไว้อยู่กับพี่สาวของฉัน
ฑูรย์เดินไปจุดธูปที่โลงศพของอีริน ด้วยน้ำตานองหน้า ฉันคิดว่าอาจเป็นเพราะ
.
“ฑูรย์คิดว่าจะมาไม่ทันได้เผาศพน้องสาวของตนเอง”
***************
เมื่อเห็นใบหน้าของฑูรย์ ทำให้ฉันนึกถึงช่วงที่คุยกับรินก่อนเสียชีวิต
.
“น่าสงสารฑูรย์จริงๆ ต้องไปอยู่ที่บ้านเค้า โดนเค้าด่าว่า เค้าโขกสับสารพัด” ฉันเล่าให้อีรินฟังด้วยสีหน้าเดือดดาล
“แกรู้ได้ยังไง” อีรินถามด้วยความสงสัย
“ก็กูไปเห็นมากะตา กูยอมไม่ได้ที่ใครจะมาว่าพี่กูอย่างไม่มีเหตุผล กูคงไม่ให้ใครมาด่าว่าได้ฝ่ายเดียว และไม่อยากเห็นฑูรย์ต้องมาเป็นนางเอกละครน้ำเน่า” ฉันพูดอย่างมีอารมณ์
“ฉันก็เป็นห่วงฑูรย์เหมือนกัน อยากจะเจอ” อีรินเอ่ยขึ้นมา
“ถ้ากูมีเวลา แล้วจะพาแกไปหา” ฉันเสนอทางออก
“เฮ้ออออ..... ไม่รู้ว่าจะได้เจอรึเปล่า” อีรินพูดด้วยสีหน้าเศร้าซึม
.
ฉันให้รู้สึกสงสัยในคำพูดของอีรินยิ่งนัก
.
“ทำไมถึงไม่ได้เจอล่ะ”
.
เป็นคำถามที่ค้างคาใจ แต่มิได้ไปถามอีรินโดยตรง
..................
............
.......
.
หลังจากที่เผาศพน้องสาวแล้ว......
.
ในคืนวันนั้น ฉันกับพี่สาว น้องสาว และญาติพี่น้อง ต่างก็มานอนรวมกันที่บ้านเป็นแถวเรียงยาว และนอนคุยกันจนถึงกลางดึก ราวๆ ห้าทุ่ม
.
“บรู๊ว------------------------ว”
.
เสียงหอนอันโหยหวน วังเวงของสุนัข ดังมาจากวัด เรื่อยมาจนถึงบ้าน ทุกคนที่คุยกันก่อนหน้านั้น ต่างเงียบเสียงลง ส่วนฉันขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
.
“ก๊อก......... ก๊อก......... ก๊อก......... ก”
.
ฉันได้ยินเสียงคนใส่รองเท้าส้นสูงขึ้นบันไดมาบนบ้าน ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบ้าน
.
“ฟื่ด-ฟาด........... ฟื่ด-ฟาด.......... ฟื่ด-ฟาด.......... ด”
“ตึ่ก – ตั่ก ......... ตึ่ก – ตั่ก......... ตึ่ก – ตั่ก ......... ก”
.
เสียงลมหายใจ เสียงเต้นหัวใจของแต่ละคน ฉันรู้สึกได้อย่างชัดเจน
.
“ก๊อก......... ก๊อก......... ก๊อก......... ก”
.
เสียงรองเท้าส้นสูงเคาะกับพื้นไม้ที่ฉันยังได้ยินอยู่ ได้ยินจนกระทั่ง.........
มาหยุดอยู่ที่ปลายเท้าของพวกฉัน
พวกฉันได้แต่นอนเอาผ้าห่มคลุมโปง ตัวสั่นงันงก
.
“ตึ่ก – ตั่ก ......... ตึ่ก – ตั่ก......... ตึ่ก – ตั่ก ......... ก”
.
ฉันได้แต่กลั้นลมหายใจ จนได้ยินเสียงเต้นของหัวใจฉันอย่างชัดเจน
ไม่มีแม้สักคน ที่หาญกล้าพอลุกขึ้นมาดูสิ่งที่ทุกคนต่างรู้สึกว่าอยู่ตรงปลายเท้านั้น
.
“เป็นใครกันแน่?”
.
“ก๊อก......... ก๊อก......... ก๊อก......... ก”
.
สักพักหนึ่ง.... เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นไม้ เข้าไปยังห้องนอน
.
“ฮิๆๆ............... ฮิๆๆ............... ฮิๆๆ...............”
.
เสียงหัวเราะคิกคักของอิ้ง ลูกชายพี่เอียด ซึ่งมีอายุขวบกว่าๆ นอนอยู่ภายในห้องนั้น เหมือนกับว่ามีคนมาหยอกเล่นด้วย
พวกฉันรู้สึกเสียววาบขึ้นมาที่สันหลัง
และแล้ว..............
.
“ก๊อก......... ก๊อก......... ก๊อก......... ก”
“บรู๊ว---------------------------ว”
.
สักพักหนึ่ง เสียงรองเท้ากระทบกับพื้นไม้ ก็เดินลงบันไดกลับไปพร้อมกับเสียงหอนของสุนัข
หลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างเข้าสู่สภาวะปกติ ทุกคนค่อยๆลุกขึ้น มานั่งจับเข่าคุยกัน
.
“ฉันใส่รองเท้าให้อีรินด้วย เห็นมันบ่นว่าอยากได้”
.
พี่สาครบอกด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
..................
............
.......
.
สิบเก้าปีต่อมา.................
.
ฉันแต่งงานกับชายคนหนึ่ง เป็นบุตรชายคนโตของครอบครัวคนจีนครอบครัวหนึ่ง ฉันมีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกชายหนึ่งคนกับลูกสาวอีกสองคน ฉันได้ร่วมหุ้นกับญาติพี่น้องของสามี ทำธุรกิจเปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้าง ณ ภูมิลำเนาเดิม
คดีฆ่าน้องสาวของฉันใกล้หมดอายุความเต็มที ตำรวจยังตามจับฆาตกรไม่ได้
.
“ขอให้จับคนที่ฆ่าน้องฉันมาชดใช้กรรมด้วยเถิด”
.
ฉันมักจะอธิษฐานเช่นนี้อยู่ทุกคืน ยามที่สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน
..................
............
.......
.
ในบ่ายวันหนึ่ง..............
.
ฉันขับรถไปเยี่ยมพ่อ ซึ่งยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิม
.
“พ่อ.......... ไปทำอะไร ถึงมีหมายศาลมา” ฉันถามขึ้นเมื่อเห็นหมายศาลในมือพ่อ
“ก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้ว่ามาได้ยังไง” พ่อตอบด้วยสีหน้าจนใจ
.
หมายศาลคดีดำจากทางจังหวัด ที่อัยการส่งมาให้ ฉันเปิดหมายศาลฉบับนั้นขึ้นมาอ่าน พร้อมกับอุทานอยู่ในใจ
.
“มันเป็นไปได้ยังไง”
.
ซึ่งหมายศาลฉบับดังกล่าว มีใจความโดยย่อว่า ตำรวจสามารถจับคนร้ายที่ฆ่าน้องสาวฉันได้แล้ว และให้พ่อของฉันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง
คดีนี้ใช้ระยะเวลาหลายปี จนถึงปีสุดท้ายที่จะหมดอายุความ
ฉันไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่า “สิ่งที่ฉันอธิษฐานก่อนนอนทุกคืน” จะเป็นความจริง
ฉันถือหมายศาลไปหาอัยการ และขอเป็นโจทก์แทนพ่อ ด้วยเหตุผลว่า “พ่อมีอายุมากแล้ว เดินทางไม่สะดวก”
ฉันและพี่น้องทุกคนก็ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ศาลนัดสืบพยาน ไต่สวนเมื่อใด ฉันและพี่น้องก็เดินทางไปทุกครั้ง แม้นระยะทางจะอยู่ไกลก็ตาม
..................
............
.......
.
เมื่อถึงวันตัดสินคดี............
.
ภายในห้องตัดสินคดี ฉันพาลูกชายมาเป็นเพื่อน และพี่น้องที่เหลือต่างก็พากันอยู่ภายในห้องครบถ้วน
ศาลอ่านคำพิพากษา ใช้เวลานานนับชั่วโมง แต่ประโยคสุดท้ายที่ฉันกับพี่น้อง ซึ่งรับฟังคำตัดสินอยู่ภายในห้อง อยากได้ยินมานาน
.
“ศาลขอตัดสินให้ นาง------------------------ จำคุกเป็นเวลาสิบปี”
.
บังเกิดขึ้นเป็นความจริง
จำเลยมีใบหน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด เดินคอตกกลับไปชดใช้กรรมที่ได้ก่อเอาไว้
ฉันและพี่น้องทุกคนต่างพอใจในคำตัดสินของศาล
และต่างก็ได้เห็นกันแล้วว่า
.
“ผู้ใดก่อกรรมไว้ ย่อมได้รับกรรมคืนสนอง”
.
***************
.
สิ่งที่ฉันรู้สึกเสียใจอยู่ทุกวันนี้ก็คือ ไม่ได้ให้น้องสาวยืมเงินค่ารถเมล์
ซึ่งฉันหมายถึง การที่เราจะทำสิ่งใดให้คนที่เรารัก ควรทำขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่
เมื่อเขาจากเราไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ถึงจะจัดงานใหญ่โตเพียงใด และหาอาหารรสเลิศแค่ไหน
เราก็มิอาจทราบได้ว่า “เขาจะรับรู้ และได้รับหรือเปล่า”
เมื่อพ่อแม่ผู้มีพระคุณอันล้นพ้นของลูกทุกคนยังมีชีวิตอยู่ ขอให้คิดอยู่เสมอว่า
.
“จงทำให้พ่อแม่มีความสุข”
.
เมื่อท่านจากเราไปยังปรภพ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจ คร่ำครวญหวนไห้ว่า
.
“ยังไม่ได้ทำอะไรตอบแทนบุญคุณของท่านเลย”
.
เหมือนกับแม่ของพวกเราที่จากไปตั้งตั้งแต่ฉันยังเล็ก
แม่ที่ฉันจดจำอยู่เสมอ เป็นผู้หญิงที่เก่ง ขยัน อดทน สู้ทุกอย่าง และรักลูกมาก
ลูกทุกคนเป็นดวงใจของแม่
แม้นเราทุกคนจะยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณของท่าน
แต่ท่านจะอยู่ในใจพวกเราเสมอ
.
***************
.
มงคลชีวิตที่ฉันยึดถือเสมอมา
๑. สิ่งที่ร่ำรวยที่สุดในชีวิต คือ สุขภาพที่แข็งแรง
๒. บาปกรรมใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต คือ ไม่กตัญญู รู้คุณคน
๓. ความโง่เขลาที่สุดในชีวิต คือ ติดยาเสพติด
๔. ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือ การทะนงตัว
๕. ของกำนัลที่มีค่าที่สุดในชีวิต คือ การให้อภัย
๖. ความชั่วช้า ต่ำต้อยที่สุดในชีวิต คือ การข่มเหงผู้อื่น
๗. ความผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่สุดในชีวิต คือ เล่นการพนัน
๘. การล้มละลายครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือ การสิ้นหวัง
๙. ความสุขมากที่สุดในชีวิต คือ การช่วยเหลือผู้อื่น
๑๐. การยอมรับนับถือได้มากที่สุดในชีวิต คือ ความก้าวหน้า
คนเราควรสร้างความดี ถึงแม้นว่ายังมิได้รับลาภผล
แต่สิ่งวิบัตินั้นควรหลีกให้ห่างไกล
****** จบบริบูรณ์ ******
.
.
.
© สงวนลิขสิทธิ์ โดย นางสมบูรณ์ ลิมป์คุ้มธรณี
ปีที่เผยแพร่ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐

ต้องขออภัยทุกท่านครับ
ที่ไม่ได้เข้ามาอัพเลยเกือบสองอาทิตย์
พอดีอยู่ช่วงใกล้สอบในสัปดาห์หน้าที่จะถึง
แล้วจะกลับมาประจำการตามปกติครับ
#1 By Juninyá on 2007-10-26 14:33